แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นิทานข้อคิดเรื่อง "ปัญหาหิน"

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.....
พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่งต้องการจะออกเดินทาง
ท่องเที่ยวไป เยี่ยมประชาชนของพระองค์ เมื่อมาถึงที่
กลางตลาดพระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น
พระองค์สั่งทหารนำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน
กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน และพระองค์ก็ไปซ่อนตัวและ
คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ
.........




ชาวนาคนแรกเดินผ่านมาพร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ
ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหิน นี้มากีดขวางทางเดินของเขา
แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ

.........
ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา
เมื่อมองเห็นหินก่อนนั้นเธอก็พูดว่าทำไมหินก่อนนี้
จึงมาอยู่ที่นี่ แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป
โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก

.........
เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น เขาพยายาม
ที่จะผลักหินไปให้พ้นทางแต่เพียงลำพังตัวเขา
ก็ไม่สามารถทำได้เขาจึงเดินหันหลังกลับไป

.........
แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อย คนนั้นก็เดินกลับมา
พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน แล้วเด็ก ๆ
ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน พวกเขาก็พบ
ถุงใส่เหรียญทองของพระราชาวางอยู่แทนที่หินก้อนนั้น
.........++++++++++++++++++++++++++



ข้อคิดดั้งเดิมจากในไลน์(ที่ศิยรายcopyมาแปะ)
หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้นมีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล้า
ของเราที่จะเผชิญหน้ากับมัน หากเราหนีปัญหา
หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ

หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถ
ช่วยเรามาก เท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วยให้เขาฝ่าฟัน
อุปสรรคของเขาไปได้ และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุด
ก็คือ ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเอง
ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง.



ข้อคิดใหม่จากศิยราย
หินก้อนนั้นอาจจะใช่อุปสรรค หรือไม่ใช่อุปสรรคก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนึงมองมันอย่างไรในมุมไหน และตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เมื่อมองแยกแยะถูกที่เหตุ ผลก็ย่อมเกิด


สังเกตดูดีๆจะพบว่า ชายคนแรกแค่บ่นกับก้อนหินแล้วอ้อมไป หมายความว่า "ก็เป็นปัญหานะ แต่มันไม่ใช่กงการอะไรของฉัน"  เขาไม่ได้ตกอยุ่ในสถานการณ์ที่ต้องไปไยดีกับก้อนหิน เพราะเขาคิดถึงแต่ตัวเอง คนเช่นนี้ สังเกตดีๆ ต้องรอให้ฝุ่นเกาะโต๊ะสักนิ้ว ถึงจะเริ่มทำความสะอาดบ้าน ต้องรอให้สะดุดของในบ้านตัวเองล้ม ถึงจะมาจัดของ คนเช่นนี้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยาก และถึงคราวเจอภัยก็เอาตัวไม่รอด


หญิงจูงวัวเลือกเดินหันหลังกลับ เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า "นี่คือปัญหาของฉัน คนเดียว ฉันคนเดียวจะทำอะไรได้" ตัวอย่างของคนหนีปัญหา สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นปัญหา เพราะโลกนี้คือแดนแห่งปัญหา หนี แก่ เจ็บ ตายไม่พ้น


เด็กที่ไปชวนเพื่อนไปยกหินออก เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า  "หินก้อนนี้ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของอีกหลายคน เป็นความสุขของเราที่จะได้ปลดปัญหาให้พวกเขา"
นี่คือตัวอย่างของคนที่มีจิตใจดี ใจใส ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดที่เหนือกว่าขอบเขตของตัวเอง ซึ่งยากที่คนธรรมดาๆจะคิดออก


กรณีเด็กน้อยนี้ยังมีความนัยบอกอีกหลายอย่างด้วย เช่น คนที่ใจใสใจกว้่างจะมีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนแยบคาย พากเพียร และมักมีบริวารสมบัติ มีโภคทรัพย์สมบัติ และความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง



การจะเป็นอย่างเด็กคนนั้นได้นั้น ไม่ต้องรอเกิดใหม่เลย เพียงแค่เรารวมใจมาหยุดนิ่งไว้ในกลางตัว ไม่เกาะไม่เกี่ยวไม่เหนี่ยวไม่รั้งสิ่งใด ทำอย่างนี้ซ้ำๆบ่อยๆเข้า ทางสายกลางนั้นจะนำไปสู่ความใสสว่างไม่มีประมาณ และจะได้พบกับผู้รู้ภายใน แล้วเราจะได้ความคิดที่หลุดจากขอบเขตของตัวเองได้อย่างง่ายๆ

จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ปุญญสวัสดี

ศิยราย

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การปล่อยวาง รับมือความเปลี่ยนแปลง

แสดงธรรมโดย พระมหา ดร. สมชาย ฐานวุฑโฒ
 ชมรมพุทธดีแทค อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 33



พระอาจารย์แสดงธรรมหัวข้อ "การปล่อยวาง" เนื้อหาตามที่บันทึกได้ มีดังนี้
หัวข้อธรรมในวันนี้ คือ "การปล่อยวาง" เพื่อให้เราเองสามารถปล่อยวางได้จริงๆ เรามาดูกันว่า "การปล่อยวาง คืออะไร"

ถ้าเราเองไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมากๆ เราก็จะกลุ้ม ขนาดตัวเองยังเคยหงุดหงิดตัวเอง บางทีเรายังทำไม่ถูกใจตัวเองเลย ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นให้คนอื่นเขาได้อย่างใจเรา...กลุ้มแน่ หลวงพ่อบอกว่า "ต้องผิดหวัง เพราะหวังผิด"

คนเรายิ่งไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก ก็จะมีเรื่องกลุ้มใจผิดหวังเยอะ ปล่อยวางได้ก็สบายใจ สิ่งที่คิดว่าเป็นของเรามันไม่ใช่ของเราจริง เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขข้างนอก แต่ที่ใกล้ตัวสุดคือตัวของเราเอง มันไม่ใช่ของเราจริงๆ เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เช่น สั่งว่าจงอย่าแก่ จงอย่าเจ็บก็ไม่ได้ วันใดสังขารรองรับอยู่ไม่ได้ เราก็ต้องละสังขารนี้ไป ไปหาที่อยู่ใหม่ตามกำลังบุญบาปที่สร้างไว้

ขนาดตัวเรายังยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เลย อย่างอื่นข้างนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครเข้าใจความจริงของโลกนี้ชัดๆ แล้วปรับใจ ทำใจ ตัวเองได้ เราจะสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันนหลายรูปแบบได้อย่างสบาย

พระพุทธเจ้าบอก มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีคนนินทา มีสุข ก็มีทุกข์ มันคู่กันอยู่ ใครๆ ก็หนีไม่พ้น

การปล่อยวาง (ในทางธรรมะ) ภาษาบาลี ใช้คำว่า "อุเบกขา" โดยศัพท์ คือ การวางเฉย นัยยะจริงๆ หมายถึง การที่เราเองสามารถรักษาใจให้นิ่งได้ นี่คือการวางอุเบกขาของจริง (จิตเป็นอุเบกขานิ่งอยู่) หมายถึง เราเอาใจตัวเองสงบนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่ ไหวกระเพื่อมไปกับอารณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นเอง

คนที่คิดเรื่องปล่อยวาง มักคิดตอนเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจ แต่ตอนเจอเรื่องถูกใจไม่ค่อยคิดจะปล่อยวางเท่าไร พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องรู้จักปล่อยวางอารมณ์ทั้ง 2 ส่วน ทั้งที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ

เช่น เมื่อเห็นรูปสวยๆ เราจะปล่อยวางได้ไหม ใจเราจะวางนิ่งๆ อยู่ได้ไหม ใจกระเพื่อมไปหรือเปล่า เรายังไม่หมดกิเลสจะให้นิ่งสนิท 100% ก็ไม่ง่าย ก็อย่าให้ใจกระเพื่อมจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจรั้งใจอยู่ และเมื่อคราวเจอรูปไม่สวย น่าเกลียดน่า กลัว เราก็ต้องรักษาใจนิ่งๆ ไม่ให้กระเพื่อมอีกเหมือนกัน

ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ ก็อาจเพลินๆ ไปบ้าง แต่ก็อย่าเตลิดจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจ ขณะเดียวกันเจอเสียงที่น่ารำคาญ เช่น เสียงมอเตอร์ไซค์เด็กแว้น ก็ต้องรักษาใจตัวเอง ยังยิ้มได้ สบายๆ เพราะเมื่อ เราหงุดหงิดแล้วคนขับรถซิ่งก็ไม่รู้เรื่องกับเรา หรือถ้ารู้อาจสะใจก็ได้ เพราะฉะนั้น ให้ใจเรากระเพื่อมไปไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้ารักษาใจนิ่งๆ ไว้ได้จะดีกว่า


มีการเปรียบว่าคนที่ไปกระเพื่อมกับสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าด้านดีไม่ดี บางทีเหมือนเด็กร้องไห้จะเอาพระจันทร์ พระจันทร์จงเป็นของฉัน ทำไมเมฆมาบัง ก็หงุดหงิด ร้องไห้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เราเองถ้าปล่อยวางไม่เป็น มีอะไรมากระทบก็กระเพื่อมไปกับ อารมณ์เหล่านั้น ก็คล้ายๆ กับเด็กร้องไห้ถึงพระจันทร์เหมือนกัน อย่าไปคิดแก้ที่คนอื่น เพราะเรื่องกลุ้มจะตามมา

เช่น ซิ่งเหรอ...เอาปืนมายิงเลย...ก็จะถูกตำรวจจับ กลุ้มหนักกว่าเก่า เป็นต้น การแก้ที่คนอื่นเขามักมีปัญหาตามมาอีกเยอะ ดังนั้นการแก้โดยปรับที่ ใจของเราเอง ง่ายที่สุด และไม่มีผลแทรกซ้อน


ได้กลิ่นหอมๆ ก็ต้องไม่หลงเพลินเกินไป คนเราติดไม่เหมือนกัน บางคนติดในรูปมากพิเศษ เสียก็งธรรมดาๆ บางคนรูปธรรมดาๆ แต่ถ้าฟังเสียงเพราะๆ นี่ชอบมากเลย แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน

 บางคนชอบที่รูป บางคนชอบที่เสียง บางคนติดที่กลิ่น เราก็ต้อง รักษาใจเราให้ได้ มีเบรคในใจอีกแล้ว เจอกลิ่นไม่ถูกใจก็ต้องเบรคให้ได้ ไม่ไปหงุดหงิดกับมัน เจอรสอร่อยก็ต้องเบรคให้ได้ เจอรสที่ไม่อร่อย ที่เราไม่ชอบก็ต้องได้ อย่าไปอะไรมาก เพราะหน้าที่อาหาร คือให้สังขารร่างกายเราอยู่ได้เท่านั้นเอง ไว้ใช้ทำความดี ได้สัมผัสที่นุ่มนวลก็อย่าหลงเพลินกับมันไป เวลาเจอสัมผัสที่กระด้างก็อย่าไปหงุดหงิดอีกเช่นกัน

ทั้งหมดนี่คือ อายตนะ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่อันที่ 6 คือ "ใจ" อะไรที่มาสัมผัสกับใจ ก็คือ อารมณ์ที่ใจคิด เราคิดไปในเรื่องต่างๆ ตรงนี้เป็นตัวแรงที่สุด เพราะจะอยู่ ตรงไหนก็คิดได้ อยู่คนเดียว ในป่าในเขา เกาะกลางทะเล ฯลฯ คิดได้หมด เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันความคิดของเราเอง

 เวลามีเรื่องคิดที่น่าเพลิดเพลิน เรื่องที่เราชอบก็อย่าคิดเพลินกับมันเกินไป หรือว่าคิดเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด คิดแล้วกลุ้มใจ เหมือนไปตอกย้ำ ตัวเองก็ไม่เอาอีกเหมือนกัน แต่คนนี่แปลก ถ้าคิดเรื่องที่ชอบใจยังพอเข้าใจ แต่ก็ต้องมีเบรค แต่เรื่องที่คิดแล้ว เจ็บใจ เศร้าใจ คิดแล้วไม่สบายใจ มันไม่น่าคิด

แต่คนบางทีชอบคิด แล้วคิดซ้ำๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ จะไปลงโทษตัวเองทำไม เหมือนเรามีเศษแก้วคมๆ ในมือ เราควรจะทิ้งถังขยะ หรือกำไว้ให้มันบาดมือ ตามหลักน่าจะเอาไปทิ้ง แต่บางคนไม่ยอมทิ้ง แต่กำไว้ พอมันบาดก็เจ็บ แล้วคลาย พอแผลจะหายก็กำอีกเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง จนมือบอบช้ำเป็นแผลเป็นไปหมด อารมณ์ที่คิดแล้วไม่สบายใจบางทีเราก็เป็นแบบนั้น ไปตอกย้ำให้เป็นแผลในใจของเราเอง...เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยวางให้ได้




การปล่อยวาง พูดง่าย ทำยาก จริงไหม?
มันก็ไม่ง่าย แต่มันอยู่ที่ใจ บางคนก่ลุ้มมานาน เจออะไรสะกิดใจ ถ้าคลิ้กทีเดียวก็หลุดเลย มันอยู่ที่คลิ้กหรือเปล่า ถ้าคิดเป็นก็หลุด คิดไม่เป็นก็หนัก มีตัวอย่างเขาทดลอง เด็ก 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ได้รับมอบหมายภาระกิจให้ช่วยกันขนของขึ้นรถไฟ ซึ่ง ต้องให้ทันเวลารถไฟออก พอขนไปได้ซักพัก ทีวีถ่ายทอดมวยคู่เอก ผู้ชาย 2 คนเป็นแฟนคลับของนักมวยคนดัง เขาเลยวิ่งไปดูทีวี เด็กหญิงจึงขนของคนเดียว

พอเสร็จ ก็มีคนไปสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงว่ารู้สึกอย่างไรที่เพื่อน 2 คนไม่ช่วยขนแต่ไปดูมวยแทน เด็ก หญิงยิ้มทั้งที่เหงื่อโชก แล้วบอกว่าเธอเห็นใจผู้ชาย 2 คนนั้น เพราะเขาติดมวยมาก เขาคงไม่ค่อยสบายใจแต่ก็อยากดู และเธอเองก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องมวย เลยทำหน้าที่ของเธอต่อไป เมื่อถูกถามต่อว่าไม่โกรธเพื่อนหรือที่เอาเปรียบเธอ เธอตอบว่า เธอไม่โกรธ เพราะ ขนของก็เหนื่อยแล้ว แต่ก็เหนื่อยอย่างเดียว ถ้าเธอโกรธด้วยก็จะเหนื่อยสองอย่าง (เหนื่อยสองเท่า)


เรารักตัวเราหรือเปล่า ถ้ารักตัวเรา ก็ต้องคิดให้เป็น คนไหนคิดไม่เป็น ไปหงุดหงิด โกรธ ปล่อยวางไม่ลงเมื่อไร แสดงว่าไม่รักตัวเองจริง เพราะเวลาที่เราหงุดหงิด มันคือ การลงโทษตัวเอง เหมือนเรื่องมือมีเศษแก้ว คนคิดเป็นจะวาง คนคิดไม่เป็นจะกำ เวลา เจอเรื่องกระทบใจให้นึกถึงเรื่องนี้ ว่าเราควรจะลงโทษ - ทำร้ายตัวเองต่อ ด้วยการกำมันไว้ แล้ว้คิดตอกย้ำ หรือวางมันออกไปดีกว่า ถ้าเรายังกำมันอยู่ เท่ากับให้โอกาสคนอื่นมาทำร้ายตัวเราโดยอาศัยความคิดเราเป็นสื่อ ถ้าเรารักตัวเราจริง เราต้องวางมัน และ ปล่อยได้


ก่อนอื่นขอฝาก 2 ประเด็นนี้ก่อน
เราต้องแยกให้ออก ระหว่างความรับผิดชอบ กับการปล่อยวาง เช่น บางคนมีหนี้เยอะ เจ้าหนี้มาทวงเรื่อย แต่กำลังฝึกปล่อยวาง เขาจะทวงก็ช่างเขาเราปล่อยวางแล้ว หรือมีงาน หัวหน้ามาเร่ง บอกผมปล่อยวางไม่ยึดติด ... แบบนี้ไม่ใช่ การปล่อยวาง

เน้นไปที่ "ใจ" เป็นหลัก การปรับใจของตัวเอง แต่ภาระหน้าที่เราก็ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ จะอ้างปล่อยวางไม่ได้ มีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัว มีหน้าที่การงาน ต้องรับผิดชอบให้เสร็จบริบูรณ์ นั่นคือความรับผิดชอบ ถ้าอ้างว่าปล่อยวาง นั่นคือ ความไม่รับผิดชอบ การปล่อยวางคือ เมื่อมีอะไรมากระทบแล้ว เราสามารถจับแง่มุมที่คิดที่ถูกต้อง ปล่อยด้านลบ แล้วรักษาด้านที่ทำให้ใจเรานิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่กระเพื่อมไปกับมัน อย่างนี้จึงจะถูกต้อง


ที่หลวงพ่อให้ท่องบ่อยๆ ว่า "เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง" หมายความว่าอย่างไร หมายถึง ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเรา เรารับผิดชอบอย่างดีแล้ว แต่ถ้ามีสิ่งใดมากระทบ เช่น มีคนมานินทา เจอเหตุไม่คาดฝันหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว บ้านช่องเสียหาย...คนอันเป็นที่รักเกิดอุบัติเหตุ เราต้องรู้จักวางใจนิ่งๆ ปัญหามีแก้ไป แต่รักษาใจให้คงสภาพนิ่งอยู่ได้ นี่คือวางอุเบกขา เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา ถ้าวางอุเบกขาเป็น ปัญหาจะอยู่แค่กายภาพ ไม่เข้ามาถึงจิตใจ ทำให้สามารถแก้ ปัญหาได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ เพราะคนที่ใจกระเพื่อม จะแก้ปัญหาได้ไม่ดี สติปัญญาก็บางลง ... นั่นคือเรื่องส่วนตัว


ส่วนเรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง คือ ถ้าหากมีสิ่งใด จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาต่อส่วนรวม เราจะอยู่เฉยๆ ถือว่าธุระไม่ใช่ คิดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องถือเป็นภาระหน้าที่...ลุกขึ้นมาช่วยกัน นี้คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในความเป็นชาว พุทธ ต่อการเป็นสมาชิกในชุมชนของเรา...อย่างในประเทศไทยมีวัด 30,000 กว่าวัด 4 จังหวัดภาคใต้ คณะสงฆ์มีภัย ชาวพุทธมีภัย ครูบาอาจารย์ถูกทำร้าย ฯลฯ จะบอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาล เราไม่เกี่ยวไม่ได้ หลวงพ่อฯ ส่งตัวแทนไปทอดผ้าป่าทุกเดือนเป็นร้อย กว่าครั้ง 10 ปี หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะทำจนกว่าไฟใต้จะดับ เพราะท่านคิดแต่เพียงว่าสิ่งใดที่เราในฐานะชาวพุทธควรทำเราก็ทำ และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า และทำก่อน ไม่ว่าจะต้องทำเป็นร้อยครั้ง พันครั้งก็ทำ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ


เรามีโอกาสได้มาบวช หรือมาปฏิบัติธรรม เพราะปู่ย่าตายายรักษาพระพุทธศาสนามาให้เรา ดังนั้นเราก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบเนื่องไปถึงลูกหลานไทยใน อนาคตต่อไปด้วย เมื่อเราได้มาอาศัยพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องให้พระพุทธศาสนาได้พึ่ง เราบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราควรทำเราก็ทำเลย อย่าคิดว่าอันตัวข้าพเจ้าหรือรวมลูกศิษย์วัดก็เท่านี้จะทำได้แค่ไหนเมื่อ เทียบกับคนทั้งโลก ไม่ต้องคิด ถ้าถูกต้องและควรทำก็ทำเถิด เดี๋ยวคนดีๆ คนมีบุญก็จะมาช่วยกันทำ

ถ้าพระพุทธเจ้าท่านคิดอย่างนั้น จะมีพระ พุทธศาสนาไหม ตรัสรู้แล้วทั้งโลกคนรู้เรื่องความจริงโลกและชีวิต เรื่องพระพุทธศาสนาก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ถ้าพระองค์ท้อก่อนพระพุทธศาสนาก็ไม่มาถึงเรา...ท่านไม่เคยท้อเลยแม้เจอปัญหา มากมายสารพัดรูปแบบ ปัญหามีก็แก้ไป งานเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาก็ยังคงต้องทำไปเพื่อประโยชน์ชาวโลก ใจของพระพุทธเจ้าพระองค์ทำอย่างหนักแน่นมั่นคงและสงบนิ่ง วางเฉยไม่ใช่นั่งนิ่งๆ แล้วไม่ต้องทำอะไร พระองค์วางอุเบกขาตลอด คือ ใจไม่ได้กระเพื่อมไปด้วยเลย พระองค์ทรงเผยแผ่ศาสนาไม่ได้หยุดเลย แม้ อาพาธหนักจะปรินิพพานแล้ว ยังมีพราหมณ์สุภัททะมาถามปัญหา พระองค์ก็โปรดจนสุภัททะบรรลุอรหันต์ นั่นคือ พระองค์ทำหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นบรมครู ความเป็นพระศาสดาของโลก เป็นครูของมนุย์และเทวดาทั้งหลายจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่ได้วางเฉยเลยในด้านกายภาพ วางเฉยในด้านจิตใจ และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดไม่เคยหยุดนิ่งเลย ถ้าเราทำได้อย่างพระพุทธเจ้า ชีวิตเราจะประสบความสำเร็จ และมีความสุขอย่างเย็นๆ ด้วย

เครื่องช่วยในการปล่อยวาง
1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร
2. หมั่นเจริญมรณานุสติ
3. หมั่นนั่งสมาธิ

1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร

เมื่อไรที่ใจเราขยายใจให้กว้าง มองวงจรการเวียนว่ายตายเกิด โลกทัศน์เราจะกว้างขึ้น เรารู้สึกว่าปัญหามันก็ไม่เท่าไร เมื่อไรใจเราขยายกว้างมองเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะมองเห็นปัญหานิดเดียว แต่ใจเราไปขยายปัญหาเอง จากเข็มให้เป็นเสาเข็ม

พวกเราเคยเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เคยเป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะราชา ราชินี มหาเศรษฐี ยาจก คนพิการ คนชั้นล่างชั้นต่ำ เทวดานางฟ้า หรือตกนรกก็ผ่านกันมาแล้ว ขนาดพระพุทธเจ้าแม้เป็นนิยตะโพธิสัตว์แล้ว คือ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระ พุทธเจ้าเที่ยงแท้แน่นอนในอนาคต จะไม่ลงอเวจีมหานรก แสดงว่าขุมตื้้นๆ ยังลงได้ ระดับนิยตะโพธิสัตว์ยังลงได้ พวกเราก็ไม่รอดเหมือนกัน ไม่ได้ตกแค่วันสองวัน แต่เป็นล้านๆ ปี ความทุกข์ในโลกนี้เทียบไม่ได้กับตอนอยู่ในนรก

แม้ขุมที่ตื้นที่สุด คือขุมที่ 1 สัญชี วมหานรก ที่โดนนายนิรยบาลจับตรึงไว้แล้วหั่นร่างออกเป็นแว่นๆ ตายเกิดๆ วันละหลายล้านหน ดังนั้น ถ้าให้เลือกคงไม่มีใครเลือกความทุกข์แบบในนรก ความทุกข์ที่ว่าหนักๆ บนโลกนี้ ยังหนักไม่จริงเมื่อเทียบกับความทุกข์ในนรก

เรามีกายมนุษย์ ได้ พบพระพุทธศาสนา ได้สร้างบุญกุศล มันยิ่งกว่าวิมานบนดิน แม้แต่เทวดายังอิจฉาเรา เพราะเขาอยู่ในช่วงเสวยบุญ เขาอยากสร้างบุญอย่างเรา กาฬเทวิลดาบสผู้ที่พยากรณ์เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติได้ไม่กี่วันว่าจะออก บวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ได้ไปเกิด บนชั้นพรหม ก็ยังเสียใจที่อยู่ไม่ทันพระพุทธเจ้าไม่ได้ฟังธรรม แล้วเราจะกลุ้มไปทำไม ให้ใช้โอกาสที่เราเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา สั่งสมบุญให้เต็มที่อย่างนี้ถึงจะถูกหลักวิชชา ใครที่คิดว่าเรากำลังกลุ้มมีความทุกข์ที่สุดในโลก ให้เลิกเถิด

ให้พลิกมุมมองว่า คนอย่างเราเทวดานางฟ้า พรหมยังอิจฉา จะมากลุ้มทำไม เพราะเราได้มีโอกาสสร้างบุญกุศล เราก็ต้องทำในสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นพวกกินเหล้าเมายา เทวดาไม่อิจฉาหรอกนะ เขาจะสงสาร เราต้องใช้กายมนุษย์ทำในสิ่งที่ควร เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นคุณที่สุดในชีวิตเรา
เมื่อเราขยายใจเห็นวงจรชีวิตในวัฏสงสาร เราจะพบว่าปัญหาใหญ่ๆ ที่เราเจอนั้นเราสามารถหยิบออกไปได้ไม่ยากเท่าไร

2. หมั่นเจริญมรณานุสติ และ 3. หมั่นนั่งสมาธิ

เมื่อเรากลุ้มมากๆ ไม่หลุดจากใจ เราลองคิดซิว่า หากเราจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 ชั่วโมง เราจะทำอะไร เราจะพบว่าเราไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม มันหลุดไปจากใจแล้ว แต่ถ้าคิดว่าเราจะอยู่บนโลกนี้ไปอีก 50 ปี 100 ปี หรืออยู่แบบไม่มีวันตายมันรู้สึกมีอารมณ์น่ากลุ้ม ถ้าอยู่อีกชั่วโมงก็ไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม ดังนั้น เจริญมรณานุสติบ่อยๆ แล้วจะได้คิด...

เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าพวกเราเป็นนักโทษประหารกันหมด ถ้าเทียบเวลาของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วันหนึ่ง คืนหนึ่งบนนั้น เท่ากับ 400 ปีบนโลกมนุษย์ อายุเราสมมติ 100 ปี เท่ากับ 6 ชั่วโมงบนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าใครเกิดตอนนี้ ก็เป็นนักโทษประหาร 6 ชม. บนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าเรามา 50 ปีแล้ว ก็เหลือ 3 ชั่วโมง ไม่ต่างจากนักโทษที่ขึ้นตะแลงแกง แล้วเราจะอะไรกันนักกันหนา เพราะฉะนั้นนึกถึงความตายบ่อยๆ เรื่องที่ไม่หลุดมัน จะหลุดไปง่าย เราจะได้คิด ไม่ใช่หดหู่ และมีทางออก

คือใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าด้วยการสร้างบุญกุศล แต่ละวันได้ทำบุญทาน รักษาศีล ศีล 5 บ้าง 8 บ้าง และได้เจริญภาวนา ถ้าอย่างนี้ให้ปลื้มใจและเป็นสุขใจได้ทุกวันว่า เวลาที่เราเหลืออยู่วันนี้อีก 1 วัน เป็น กำไรชีวิตของเรา บุญกุศลที่เราทำใน 1 วัน จะส่งผลเป็นความสุขของเราเองต่อๆไปอีกยาวนานมากนับล้านๆ ปี เพราะเราทำบุญถูกเนื้อนาบุญ ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชา ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ

 และรู้จักการน้อมนำใจมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เราทำบุญน้อยได้ผล มาก เพราะ "ถูกหลักวิชชา" เปรียบกับเนื้อนาดี ดินดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ หว่านนิดหน่อยก็ให้ผลงอกงามเยอะ ถ้าเป็นนาดอน น้ำแห้ง ปุ๋ยไม่มี มันก็เหี่ยว รอดมาก็ออกรวงนิดๆ หน่อยๆ เรามีจังหวะดีอย่างนี้ ให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เราจะวางอารมณ์ที่ ทำให้เรากลุ้มได้ แล้วมาทำในสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิตเรา

เพราะฉะนั้น หัวใจ คือ "ต้องตั้งใจนั่งสมาธิทุกวัน" พอใจใสๆ อารมณ์เบิกบานจะเกิดขึ้น ใจที่หมองๆ จะคลาย บุญจะหล่อเลี้ยงใจ แล้วความคิดในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล ก็จะหนักแน่นมั่นคงขึ้นด้วยเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ตรงตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำ กล่าวไว้ว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ" สำเร็จทั้งทางโลก สำเร็จทั้งทางธรรม เพราะเมื่อใจหยุดที่ศูนย์กลางกายเมื่อไร ใจเราจะมีพลานุภาพ จะปฏิบัติหน้าที่การงานทุกอย่างก็สำเร็จ กำลังบุญก็หนุนส่ง จะปฏิบัติธรรมะก็สำเร็จอีกเช่นเดียวกัน และใจที่หยุด คือใจที่ปล่อยวางได้ แล้วสงบนิ่ง นำเราไปสู่ความสุขทั้งชาตินี้ ชาติหน้าตลอดไป

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

"เหตุแห่งความไม่มีโรค" บันทึกธรรมเมื่อ 14/2/2557

พระมหาสันติสุข สุปภาโส เมตตาแสดงธรรมในหัวข้อ "เหตุแห่งความไม่มีโรค" ณ ห้องชมรมพุทธดีแทค ซึ่งมีเนื้อหาตามที่บันทึกได้ ดังนี้...

วิธีทำให้เป็นผู้ไม่มีโรค

1. รักษาศีล 5 เพื่อความผาสุขในภพชาติต่อๆ ไป
1.1 ไม่ฆ่า การที่เราฆ่าสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ก็จะเป็นหวัดคัดจมูก นำ้มูกไหล เป็นต้น ชาติก่อนเคยไปทำร้ายใครตรงอวัยวะส่วนไหน เราก็จะเป็นโรคตรงอวัยวะนั้น
1.2 ไม่ลักขโมย แต่ถ้าเราออกเงินกู้ดอกโหด ก็จะเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด
1.3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ถ้าผิดศีลข้อนี้ กามโรคถามหา
1.4 ไม่มุสา โรคเกี่ยวกับปากทั้งนั้น เช่น กลิ่นปากชฟันเก ฟันคุด ฟันเหยิน... พูดดีฟันก็สวย เป็นต้น
1.5 ศีลข้อ 5 (ไม่ดื่มนำ้เมา) ใครไม่รักษา ก็เป็นโรคจิตโรคประสาท ดาวน์ซินโดรม
...เพราะฉะนั้น ให้รักษาให้ดี...

2. อย่าไปยินดีในคราวเคราะห์ของชาวบ้านเขา เช่น พระพุทธองค์เมื่อครั้งทรงเป็นพระโพธิสัตว์เห็นชาวประมงฆ่าปลา พระโพธิสัตว์มีใจยินดีกับการฆ่าปลานั้น พระองค์ยังทรงปวดพระเศียร

3. ทำบุญเฉพาะ เช่น
3.1 ถวายยารักษาโรค
3.2 สร้างห้องนำ้ถวาย ทุกข์หมดไปความสบายเกิดขึ้น
3.3 ถวายภัตตาหาร ถือว่าให้กำลังในการสร้างความดี

ตัวอย่างของผู้ได้อานิสงส์
พระ พากุละ คลอด 2 หน ท่านเกิดที่เมืองโกสัมพี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ตระกูลก็มีแต่ความเจริญ ครอบครัวมีความเชื่อว่าถ้าไปอาบนำ้ที่แม่นำ้ยมุนาจะดี เกิดมาได้ 5 วัน โกนหัว ตั้งชื่อ แล้วให้พี่เลี้ยงพาไปอาบนำ้ที่แม่นำ้ยมุนา ปลาเห็นว่าเป็นเหยื่อ จึงมาฮุบไป ผู้มีบุญอยู่ในท้องก็ไม่ตาย แต่ปลามันก็ร้อนรนทนไม่ได้ มันก็ว่ายไปเรื่อยๆ 480 กิโลเมตร ไปถึงเมืองพาราณสี แล้วไปติดอวนชาวประมง ชาวประมงเอาไปขาย 1,000 กหาปณะ ก็ไม่มีคนซื้อ จนไปถึงบ้านเศรษฐีจึงซื้อไว้ ภรรยาผ่าท้องปลามาเจอเด็กก็รู้สึกรัก เป็นการเกิดครั้งที่ 2 ของท่าน นางเที่ยวประกาศหาพ่อแม่ เมื่อไม่มี พระราชาจึงให้เศรษฐีนำไปเลีิ้ยง

ระ หว่างนั่้นพ่อแม่แท้ๆ ทราบข่าว จึงเดินทางด้วยเรือ 4 เดือนมาตามลูกคืน แต่พ่อแม่ที่เจอท่านในตัวปลาไม่ยอม พระราชาจึงตัดสินให้เลี้ยงฝ่ายละ 4 เดือน เดินทางอีก 4 เดือน ท่านถูกเลี้ยงเป็นอย่างดีจาก 2 ตระกูล จนกระทั่งอายุ 80 โดยไม่เคยป่วย ไม่เคยไอ ไม่มีโรคเลย

ขณะ นั้น เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เมื่อท่านทราบข่าวจึงไปเข้าเฝ้าฯ มีศรัทธา และขอบวชเป็นพระภิกษุ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นภิกษุอยู่อีก 80 ปี รวมอายุ 160 ปี โดยที่ท่านไม่มีความลำบาก และ ไม่มีโรคเลย

บุพกรรมในอดีต ท่านเคยปรุงยารักษาพระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมธัสสี แล้วอธิษฐานจิตให้ไม่มีโรค
ส่วนอีกชาติ ในสมัยพระปทุมุตระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะด้านผู้มีโรคน้อย
ต่อมาในสมัยพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ปรุงยาถวายพระอรหันต์ 6 ล้าน 8 แสนรูป ที่อาพาธจากละอองเกสรดอกไม้
และ ในสมัยพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้สร้างห้องนำ้ถวายพระสงฆ์ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ทำเพื่ออนาคต แต่ถ้าเป็นโรคแล้ว....
1. ให้ชีวิตสัตว์เป็นทานบ่อยๆ ปล่อยปลา ปล่อยโค
2. อุทิศส่วนบุญกุศลให้คู่กรรมคู่เวร ทั้งที่เจตนาไม่เจตนา แล้วอธิษฐานจิตให้เราแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
3. สั่งสมบุญเฉพาะบางโรค เช่น พระนางโรหินีเป็นโรคผิวหนัง พระอนุรุธพี่ชายจึงแนะนำให้นางสร้างหอฉัน และไปทำความสะอาดหอฉัน ต่อมานางก็หาย เป็นต้น
4. เข้าถึงธรรม จะไปตัดวิบากกรรมทุกอย่าง

จบการแสดงธรรม
(ขอบคุณและอนุโมทนากับต้นฉบับบันทึกธรรมของพี่วรรณครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อ่านฮอร์โมน ในมุมมองของ นิ้วกลม

[ก๊อบเก็บไว้ เผื่ออนาคตจะเอามาแชร์]

ฮอร์โมนคงไม่ใช่ละคร เรื่องเดียวที่ถูก"ผู้ใหญ่" เพ่งเล็ง และอาจจะถูกแบนได้หากผู้ใหญ่พิจารณาแล้วว่าเนื้อหา "ไม่เหมาะสม" ยังมีละครและหนังอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกแบนถูกเซ็นเซอร์อยู่เนืองๆ ในสังคมที่มี"ผู้ใหญ่" ที่ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัดทางศีลธรรมและใช้ตัวเองตัดสินว่าเรื่องนั้นดีงาม เรื่องนี้ไม่ดีงามอยู่เสมอๆ

ในมุมมองของ"ผู้ใหญ่" เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำหากอยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็ต้องป้อนแต่สิ่งดีๆ ให้พวกเขา

"เด็ก" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงเยาวชนเท่านั้น แต่หลายครั้งที่"เด็ก" ในนิยามของ "ผู้ใหญ่" หมายถึงประชาชนในวงกว้าง

"ผู้ใหญ่"ใน สังคมไทยมักมองว่าประชาชนเป็นเด็กที่รู้น้อยกว่าตัวเอง มีสำนึกทางศีลธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงต้องคอยควบคุมสื่อต่างๆ ให้มีเนื้อหาที่ถูกต้องดีงามมีคำสอนหรือบทสรุปท้ายรายการให้กระจ่างชัด "เด็ก"จะได้ไม่นำไปเลียนแบบ

แต่"ผู้ใหญ่" คงลืมไปว่า "เด็ก" มีศักยภาพที่จะเติบโตทางความคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผ่านการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ผ่านการคิดวิเคราะห์ด้วยสมองที่มี และผ่านตัวอย่างทั้งร้ายดีผสมกัน

สิ่งเลวร้ายและสิ่งดีซึ่งมีอยู่ในโลกความจริง

หาก เรายอมรับความจริงเราก็จะได้เรียนรู้จากความจริงแต่หากเราหลอกตัวเอง นั่งฝันว่าบ้านเมืองและสังคมเราสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีเด็กนักเรียนมีเซ็กส์กันไม่มีเด็กนักเรียนทำแท้ง ไม่มีพระที่หลุดออกนอกกรอบพระวินัยไม่มีสิ่งที่ไม่ดีงาม และทำละครหรือหนังเพื่อบอกเล่าแต่"ตัวอย่าง" ที่ดี เราจะได้เรียนรู้โลกความจริงได้อย่างไร

บ่อยครั้งในชีวิตที่เราเรียน รู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น บ่อยไปที่เราคิดได้จากการอ่าน ฟัง ดู ชีวิตของตัวละครในโลกจินตนาการที่สมจริง

และความ"คิดได้" นี้จะยิ่งฝังลึกในสมอง หากมันผ่านการคิดใคร่ครวญ คิดวิเคราะห์ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้พระเอก นางเอก ครู พระ หรือฮีโร่คนไหนในละครมาพูดสอนตอนอวสาน

แต่"ผู้ใหญ่" ทั้งหลายไม่เชื่อใน "ศักยภาพในการคิดเป็น"ของประชาชน ที่เขามองเห็นว่าเป็น "เด็ก" อยู่เสมอ กลัวว่าหากได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้วจะนำไปเลียนแบบ เป็นไปได้ไหมว่า"ผู้ใหญ่" ที่ปรารถนาดีทั้งหลายอาจเข้าใจว่าประชาชนไทยไม่มีความสามารถในการอ่าน

"การ อ่าน" ที่ไม่ได้หมายความว่าสะกดคำและอ่านออกเสียงได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการ "อ่าน" ความหมายที่สอดแทรกอยู่ระหว่างเนื้อหา"อ่าน" แล้วคิดวิเคราะห์ ถกเถียง เชื่อมโยง คิดค้านคิดโต้ คิดต่อ ซึ่งนำมาซึ่งการ "คิดเอง"

การเรียนแบบท่องจำในโรงเรียนจนเคยชินอาจทำให้"ผู้ใหญ่" หลงคิดไปว่า เวลาบอกให้อ่านอะไรแล้วเด็กจะไม่คิดต่อคิดโต้เลย เด็กจะท่องจำไปทำต่อโดยอัตโนมัติ

อ.นิธิเอียวศรีวงศ์ เพิ่งเขียนถึงเรื่อง "อ่านหนังสือ" โดยบอกว่า"การอ่านเป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่งที่คนเอาตาจ้องตัวอักษร"

การที่คนเราจะ"อ่าน หนังสือเป็น" นั้นต้องผ่านการฝึก เพราะถ้าไม่ผ่านการฝึก เราก็จะเป็นแค่คน "อ่านหนังสือออก"คือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน แต่ไม่ได้ความคิดจากการอ่าน อ.นิธิเปรียบว่าเหมือนการอ่านป้ายเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด

"เราไม่ได้อ่าน หนังสือเพื่อรับรู้ประสบการณ์ของคนอื่น แต่อ่านหนังสือเพื่อทำให้เเรามองเห็นประสบการณ์ของเราเองจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน คิดสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน หรือคิดต่าง คิดลึกไปกว่าเดิมรวมทั้งเหลาความสามารถที่จะรู้สึกของเราให้แหลมคมขึ้น" --วรรคนี้อ่านแล้วพยักหน้าหงึกหงัก

แต่สังคมไทย(ตั้งแต่ในโรงเรียน) เราถูกฝึกให้ "อ่านออก" ไม่ใช่"อ่านเป็น" การอ่านจึงไม่สนุกโดยสิ้นเชิงเพราะอ่านแล้วไม่ได้คิด ไม่ได้ถกกัน ครูไม่ได้เอามาชวนวิเคราะห์ต่อกันในห้องเมื่อไหร่ที่พูดถึง "การอ่านหนังสือ" จึงกลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ(รวมถึงคนที่โตแล้ว) เบื่อหน่ายและส่ายหน้า

เราไม่ใช่สังคมที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่เราขี้ เกียจอ่าน หนัง ละคร วรรณกรรมหรือบทกวีที่ไม่ได้บอกกันตรงๆ จึงขายได้น้อยกว่าฮาวทูที่บอกทางลัดเป็นข้อๆ ให้ทำตาม และละครที่มีคำสอนท้ายเรื่อง ตัวละครขาวจัดดำจัด ชั่วก็ชั่วสุดๆ ดีก็ดีเลิศอย่างกับนางฟ้า จึงยังได้รับความนิยมมาโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง

แต่ นิสัยขี้เกียจอ่านของเราก็เกิดจากการที่"ผู้ใหญ่" ไม่ปล่อยให้เรา "อ่าน" สิ่งต่างๆ ไม่ปล่อยให้คนในสังคมได้คิดวิเคราะห์ ถกเถียง จากสื่อที่นำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายเสนอแง่มุมความจริงบางอย่างของสังคม มิใช่โลกในนิยายที่มีแต่คุณชายหน้าตาดี และผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อมาทวงสมบัติเจ้าคุณปู่คืนด้วยการโชว์ ปานรูปแมวน้ำที่แก้มก้นข้างซ้าย หรืออะไรทำนองนั้น


ถ้า ใช้ชีวิตอยู่ห่างจากความจริงและถูก"ผู้ใหญ่" ริบเอา "สิ่งที่จะอ่าน" สิ่งที่จะทำให้คิดเองได้แบบนี้ไปตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ที่คนในสังคมจะได้เติบโตทางความคิดไปพร้อมๆ กัน

ไม่แน่ ใจเหมือนกันว่า"ผู้ใหญ่" ที่ไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนได้ฝึกการอ่านสิ่งต่างๆ จากสื่อที่มีเนื้อหาหลากหลาย เขาหวังดีกับประชาชนและสังคมอย่างที่กล่าวอ้างหรือเปล่าหรือเขาอาจ "ใหญ่" และมีอำนาจจนเคยตัวและคิดว่ายิ่งประชาชนอ่านไม่เป็น คิดไม่เป็น ก็ยิ่งเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทปกครองง่าย ไม่หือ ไม่อือ ไม่คิดตั้งคำถามกระทั่งว่าเกณฑ์ในการตัดสินว่าละครหรือหนังเรื่องไหน "เหมาะสม"นั้นอยู่ในกำมือของ "ผู้ใหญ่" แค่ไม่กี่คนเท่านั้นเองหรือ

หาก"เด็กๆ" ไม่เติบโต "ผู้ใหญ่" ก็จะมีอำนาจ ใช้อำนาจและควบคุมตัดสินสิ่งที่จะป้อนให้เด็กๆ ได้อย่างเต็มที่ต่อไปตราบชั่วกาลนาน

แต่สังคมที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ควรเต็มไปด้วย"เด็ก" ที่คิดไม่เป็น และยิ่งไม่ควรเต็มไปด้วย "ผู้ใหญ่"ที่คิดไม่เป็น

ปล่อยให้พวกเราได้"อ่าน" กันบ้างเถิดครับ

ไม่ ควรรณรงค์เรื่องเมืองหนังสือโลกกันด้วยการแขวนโปสเตอร์"อ่านกันสนั่นเมือง" เท่านั้นแต่ควรปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านทุกสิ่ง อ่านชีวิตอ่านโลก อ่านสังคม อ่านการเมือง อ่านหนัง อ่านละคร อ่านฮอร์โมน อ่านดาว อ่านไผ่ อ่านสไปรท์ อ่านเต้ย ให้เกิดขึ้นด้วย

เพราะหากเรามีนิสัยของการ"อ่าน" ติดตัว สิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็จะทำร้ายเราได้ยาก เพราะเราจะไม่ท่องจำและเลียนแบบเหมือนนกแก้วนกขุนทองอีกต่อไป แต่เราจะ"อ่าน" และ "คิด" กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

ปล่อยให้ พวกเรา"อ่าน" และคิดเองบ้างเถิดครับ "ผู้ใหญ่"แล้วงานของพวกท่านจะเบาลงอีกเยอะ เอาเวลานั่งแบนหนังแบนละครไปคิดอะไรที่มีประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อีกมาก

ยิ่งแบนหนังแบนละครก็ยิ่งทำให้สังคมได้ประชาชนแบนๆ มากขึ้นทุกวัน

สังคมแห่งการอ่านจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งต่างๆ ให้อ่านอย่างเสรีและหลากหลายเท่านั้น


วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อุบายแก้ง่วง


พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระโมคคัลลานะ


พระ มหาโมคคัลลานะ เมื่ออุปสมบทได้ 7 วัน ได้ไปทำความเพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลป์ลาวาลมุตตาคาม แขวงมคธ ถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้าครอบงำ ไม่สามารถจะทำความเพียรได้

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ สวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคิรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ ทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระโมคคัลลานะ โงกง่วงอยู่

จึงทรงทำปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏ ประหนึ่งว่าเสด็จประทับอยู่ตรงหน้า ทรงแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วงแก่เธอตามลำดับ ดังนี้













  1.  โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทำไว้ในใจซึ่งสัญญาอย่างนั้นให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ 

    ( หมายเหตุ ข้างต้นเป็นไปตามพระไตรปิฏกฉบับมหามกุฏและสยามรัฐ ซึ่งแปลสำนวนจาก บาลีฉบับสยามฯ ส่วน พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬา แปลสำนวนตาม บาลีสากล ซึ่งตรงตามบาลีลังกาและพม่า
    ได้เนื้อความว่า "เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้น ย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่าได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้นจะละความง่วงนั้นได้" .
    สำหรับ บาลีจากพระไตรปิฎกบาลีฉบับต่างๆเป็นดังนี้ : "ตสฺมาติห, โมคฺคลฺลาน, ยถาสญฺญิสฺส เต วิหรโต ตํ มิทฺธํ โอกฺกมติ, ตํ สญฺญํ มา มนสากาสิ [มา มนสิกาสิ (สี.), มนสิ กเรยฺยาสิ (สฺยา.), มนสากาสิ (ก.)], ตํ สญฺญํ มา พหุลมกาสิ [ตํ สญฺญํ พหุลํ กเรยฺยาสิ (สฺยา.), ตํ สญฺญํ พหุลมกาสิ (ก.)]ฯ ฐานํ โข ปเนตํ, โมคฺคลฺลาน, วิชฺชติ ยํ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ". )
     
  2. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  3. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสาธยายธรรมที่ได้เรียนได้ฟังมาแล้วให้มากจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  4. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ายมือจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  5. ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำเหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  6. ถ้า ยังละไม่ได้ เธอควรทำไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือ กำหนดความสว่างไว้ในใจเหมือนกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  7. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสำรวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  8. ถ้า ยังละไม่ได้ เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบความสุขในการนอนและการเคลิ้มหลับอีกจะเป็นเหตุให้ละความง่วง ได้


พระพุทธองค์ ตรัสสอนอุบายเพื่อบรรเทาความง่วงโดยลำดับจนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วงก็ให้นอน แต่ให้นอนอย่างมีสติ

ที่มา th.wikipedia.org/wiki/พระมหาโมคคัลลานะ

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิพพานเป็นอนัตตา? (จากโพสคำตอบของกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง)

นิพพานเป็นอนัตตา? <!-- following code added by server. PLEASE REMOVE
นิพพานเป็นอนัตตา?
 
[เรื่องนี้มีที่มาจากโพสคุณสมเจต (Somchet Jearanaisilpa) ส่งคำตอบถึงคำถามของผู้โพสในกลุ่มลูกพระธัม ทำให้ได้ความกระจ่างไปไม่น้อย อย่างไรก็ดี ผู้อ่านควรพิจารณาให้มากและค้นคว้าหาคำตอบอย่างจริงจัง โดยไม่มีอคติ] 


[ความหมายของพระนิพพานในกระแสนิยมปัจจุบัน "แค่สงบเย็นก็นิพพานแล้ว"]



เหตุจูงใจที่เขียนเรื่องนี้ก็ด้วยสาเหตุที่มีการถกเถียงกันมากว่า นิพพาน แท้จริงแล้ว เป็น อัตตา หรือ อนัตตา กันแน่ มีการถกเถียงกันไปถกเถียงกันมา จนดูคล้ายการทะเลาะวิวาทของชาวพุทธในประเด็นนี้

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ไกลตัวเหลือเกิน ฝ่ายที่เชื่อนิพพานเป็นอัตตามักชี้แจงความเชื่อของตนด้วยอาการสงบ และไม่ใคร่จะเดือดร้อนกับข้อขัดแย้งนี้เท่าใดนัก

แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ยึดถือ นิพพาน เป็นอนัตตา ไม่ทราบว่าทำไมต้อง โจมตี ว่าร้ายอีกฝ่ายรุนแรงถึงขนาดนั้น เพียงแค่เชื่อเรื่องสภาพของนิพพานไม่เหมือนกับตน กลับผลักไส ให้เป็นถึงมิจฉาทิฏฐิ อย่างร้ายแรง

บางท่านถึงกับสาปส่งว่าต้องไปเกิดในนรกอเวจี และตั้งข้อหาร้ายแรงถึงกับว่าเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ผู้มีปัญญาเรามาศึกษากันให้ดีๆ ก่อนดีกว่าว่า จริงๆ ความจริงควรจะเป็นอย่างไรกันแน่

ความจริงแล้วประเด็นนี้ หาควรนำมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ เพราะว่า นิพพานนี้ เป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ใครถึงนิพพาน เป็นอัน พ้นทุกข์ได้แน่นอน มีความสุข(ในนิพพาน) เป็นอย่างยิ่ง ดังที่ท่านว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"

พระภิกษุที่บวชๆกัน ก็เพื่อแสวงหานิพพาน ซึ่งเป็นภารกิจอันสูงสุดของนักบวชในพระพุทธศาสนานั่นเอง ท่านใดที่ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจในพระพุทธศาสนา

ดังนั้นนิพพานเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ต้องทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ ปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพอจะมีสิทธิ์ได้นิพพาน  ดังนั้นแม้เราๆ ท่านๆ จะรู้ว่า นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ก็ใช่ว่า ท่านจะบรรลุนิพพานตามไปด้วย

คนมีปัญญาที่แสวงหานิพพานจริงๆ จึงไม่ใคร่อยากจะมาถกเถียงกันให้เสียเวลา สู้ปฏิบัติตามแนวทาง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคมีองค์ 8 ไปเรื่อยๆ จะดีกว่า

 เพราะการปฏิบัติไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ซักวันหนึ่ง คงจะมีโอกาสบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลข้างหน้าอย่างแน่นอน


ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ จะเพื่อต้องการชนะใครก็หาไม่ แต่เพื่อวิเคราะห์ให้ทราบว่า ทำไมบางท่านถึงต้องยึดถือว่า นิพพานเป็นอนัตตา บางท่านยึดนิพพานเป็นอัตตา และการตีความพระไตรปิฎกแบบไหนที่จะกลายเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา ในภายภาคหน้า


ฝ่ายที่ ยึดถือว่า นิพพาน เป็นอนัตตา มักจะยกพุทธพจน์ ว่า

 "สัพเพ ธัมมา  อนัตตา - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน"

แล้วตีความคลุมไปหมด ว่าอะไรๆ ก็เป็นอนัตตาไปด้วย แม้กระทั่งนิพพาน  ทำไมถึงว่าท่านตีความเอง เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเป็นพุทธวจนะตรงๆ เลยว่า นิพพานเป็นอนัตตา

แม้ในพระไตรปิฏกฉบับประชาชน พอถึงคาถาบทนี้ทีไร ผู้แปลก็มักอธิบาย(เพิ่มเอง)ให้เสร็จเสียทุกครั้ง ว่า ธรรมนั้น ครอบคลุมทั้งธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (สังขารธรรมหรือสังขตธรรม) และธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขารธรรมหรือ อสังขตธรรม)ด้วย แสดงว่า ปัญหาตรงนี้ เกิดจากการตีความพุทธพจน์ที่ต่างกันนั่นเอง


ก่อนจะวิเคราะห์การตีความ คำว่า "ธัมมา หรือ ธรรม" ในที่นี้ เราควรจะมาดูกันก่อนว่า ธรรม ที่พระพุทธเจ้า แยกแยะไว้มีอะไรบ้าง ท่านแบ่งไว้อย่างไรบ้าง ขออนุญาตยกมาจากพระไตรปิฎกดังนี้
อกุศล และ กุศล


"ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของกุศล 3 อย่าง คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง ; กองแห่งเวทนา กองแห่งสัญญา กองแห่งสังขาร กองแห่งวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล


ธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของอกุศล 3 อย่าง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และกิเลส ที่มีเนื้อความเป็นอันเดียวกับรากเหง้าของอกุศลนั้น ; กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของอกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของอกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล

ธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน ? วิบาก(ผล)ของธรรมที่เป็นกุศล อกุศล ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตระ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และธรรมเหล่าใดไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากของกรรม รูปทุกชนิด และธาตุที่เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ธรรมเหล่านี้เป็น อัพยากฤต"


นั่นแสดงว่า พระพุทธเจ้าแบ่งธรรมไว้เป็น 3 ประเภท คือ ธรรมฝ่ายดี ธรรมฝ่ายไม่ดี ธรรมฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว (กลางๆ) และทุกๆ สรรพสิ่งล้วนคือธรรมหรือเกิดจากธรรมทั้งสิ้น

 
คราวนี้มาดูการแบ่งธรรมในอีกลักษณะหนึ่ง มีว่า
"ยาวตา ภิกขเว สังขตา วา อสังขตา วา วิราโค เตสัง อัคคมักขายติ - ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม(นั้นแล) เรากล่าวว่าเป็นยอดเลิศของธรรม 2 ประการนั้น"
 
ตรงนี้แสดงว่า สามารถแบ่งธรรมไว้ได้เป็นอีก  2 ประเภท คือ สังขตธรรม (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) และ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)  แต่ท่านยกย่อง วิราคธรรม ว่าเป็นเลิศที่สุด วิราคธรรมนี้ เป็นไวพจน์กับนิพพาน

(หมายเหตุ : สังขตธรรมบางทีเรียกสังขารธรรม อสังขตธรรมบางทีเรียกวิสังขารธรรม)
พระพุทธเจ้ากล่าวสรรเสริญคุณของพระนิพพานไว้มากมายหลายที่(ในพระไตรปิฎก) เช่น

"นิพพานัง ปรมัง สุขัง - นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"
"นิพพานัง ปรมัง วทันติ พุทธา - พระพุทธเจ้ากล่าวพระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม (โอวาทปาฏิโมกข์)"
 
ถึงตรงนี้ก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า นิพพาน นั้น เป็นของดีแน่ๆ และเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาด้วย


คราวนี้กลับมาดู คาถา ที่ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ว่า ธรรมที่ท่านกล่าว ควร รวม นิพพาน ซึ่งเป็น วิราคธรรม ไว้ด้วยหรือไม่

ปกติการยกหัวข้อธรรมขึ้นมาเป็นชิ้นๆ แล้วตีความ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดกันได้ เหมือนลักษณะ ตาบอดคลำช้าง ที่คลำเป็นส่วนๆ ย่อมอาจเข้าใจผิดได้  คาถานี้ก็เหมือนกัน เพราะคาถานี้ ไม่ว่าท่านจะพบใน ธรรมบท หรือ ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าก็ตาม ท่านไม่ได้กล่าวไว้เดี่ยวๆ แต่จะประกอบไปด้วยบทอื่นด้วยเสมอ คือ


ในธรรมบท ท่านกล่าวไว้ว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตา"  อันแสดงถึง "ไตรลักษณ์" ส่วนในบททำวัตรเช้า ในบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" มีดังนี้

" ฯลฯ
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - (แปล)ว่าโดยย่อแล้ว การยึดมั่นในขันธ์ทั้ง 5 นั่นเองเป็นทุกข์
ฯลฯ

รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่เที่ยง

รูปัง อนัตตา เวทนา อนัตตา สัญญา อนัตตา สังสารา อนัตตา วิยญาณัง อนัตตา - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - สังขารทั้งปวงย่อมไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงย่อมไม่ใช่ตัวตน ดังนี้
ฯลฯ"
 
หากท่านที่เคยอ่านคำแปลและรู้คำแปล ทำวัตรเช้าบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" จะเห็นว่า เป็นการพรรณาถึง ขันธ์ 5 ซึ่งเป็นสังขารธรรม ล้วนๆ ว่าตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีกล่าวหรือพาดพิงถึง อสังขตธรรมและวิราคธรรมหรือ นิพพาน เลยแม้แต่น้อย

แล้วอยู่ๆ จะเหมาเอา คำว่า ธัมมา หมายถึง นิพพานไปด้วยได้อย่างไร อย่างคำว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้" คำว่า "ดังนี้" ก็บอกตรงตัวอยู่แล้วว่า เป็นการกล่าวบทสรุปที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งหมด

 ซึ่งธรรมที่กล่าวมาก่อนๆตอนต้น ล้วนเป็นขันธ์ 5 หรือ สังขารธรรมทั้งสิ้น
เนื่องจากคำว่า "ธรรม" มีความหมายหลายนัยมาก ดังนั้นการที่พระพุทธเจ้า กล่าวถึง คำว่า "ธรรม" ในพระคาถาต่างๆ  ทุกครั้งท่านไม่จำเป็นต้องเจาะจงให้ชัดไปทุกครั้งว่า "ธรรม" ที่หมายถึงนั้น เป็น "ธรรม" ประเภทไหน

จะเป็น ธรรมฝ่ายกุศล ธรรมฝ่ายอกุศล ธรรมฝ่ายกลาง สังขารธรรม หรือ วิสังขารธรรม ดังตัวอย่างเช่น หากท่านกล่าว
"การแสวงหาธรรมเป็นเลิศ"
"การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง"
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"
"ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้"
ฯลฯ
 
ดังตัวอย่าง พระคาถามากมายที่กล่าวคำว่า "ธรรม" ขึ้นลอยๆ ไม่บอกว่าเป็นธรรมประเภทไหน  แล้วไยท่านถึงเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมประเภทไหน นั่นแสดงว่า ความหมายของคำว่า "ธรรม" นั่นขึ้นกับ ความหมายโดยรวมของบทความที่ท่านกล่าว ไม่ใช่อยากจะแปลคำว่า"ธรรม"เป็นอะไรก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะแสดงคือ "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" หากดูแค่บทนี้ลอยๆ และตีความ "ธรรม" ตามใจตัวเอง อาจเข้าใจได้ว่ามีสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม(อธรรม)ด้วย คือไม่ใช่ธรรมทั้งสามประเภทที่กล่าวมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านหมายถึง ธรรมฝ่ายกุศลย่อมชนะธรรมฝ่ายอกุศล อันเป็นที่เข้าใจกัน

ดังนั้นการแปลหรือให้ความหมายกันผิดเพี้ยนนั้นอาจนำมาซึ่งความเสียหายของพระพุทธศาสนา ก็ได้ จะขอยกตัวอย่างการให้ความหมาย "ธรรม" แบบผิดๆ

ตัวอย่าง หากมีการ บอกว่า "ธรรม (ธรรมะ) คือ ธรรมชาติ"  โดยความหมาย ไม่ผิด ถูกต้อง เพราะ ธรรมชาติ ซึ่งแปลว่าเกิดโดยธรรม ดังได้อธิบายไว้แล้ว ว่า ธรรมท่านแบ่งไว้มี 3 ประเภท คือ ดี ชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว  แสดงว่า ธรรมชาติ ย่อมมีทั้งคุณ โทษ และไม่มีทั้งคุณและโทษ

หากมีคนสอนว่า ธรรมคือธรรมชาติ เป็นธรรมที่ควรปฏิบัติ หรือกล่าวอีกนัยว่า การปฏิบัติ(ธรรม)ตามธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติธรรม แต่ไม่รู้ชัดว่าธรรมนั้นเป็นธรรมฝ่ายไหน(ดีหรือชั่ว) อะไรจะเกิดขึ้น

 ต่อไปอาจสอนกันว่า กามซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (ที่มีกิเลส) การปฏิบัติเมถุนธรรมก็ไม่ได้ผิดอะไร อาจเชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยก็ได้  หากเริ่มเชื่อหรือสอนกันอย่างนี้ ตอนแรกๆ อาจสอนว่า การปฏิบัติเมถุนธรรมระหว่างสามีภรรยาเป็นการปฏิบัติธรรม ยังพอทำเนา

แต่หากต่อไปๆ เมถุนธรรมกลายเป็นธรรมที่ควรปฏิบัติเป็นสาธารณะไป ลองคิดดู อะไรจะเกิดขึ้น  ที่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่จะตีตนไปก่อนไข้  แต่ได้ตกใจอย่างมาก ที่คำสอนประเภทนี้เริ่มได้รับการเชื่อถือและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธบ้างแล้ว


สำหรับการตีความและเชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา วิเคราะห์ได้ว่าอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 4 ประการคือ

1. เพราะไปแปล "อัตตา" ว่าเป็นการยึดมั่นในตัวตน ซึ่งจริงๆแล้ว การยึดมั่นคือ "อุปาทาน" ไม่ใช่ "อัตตา" และให้ความหมาย อัตตา ไปเหมือน กับ "ทิฏฐิ มานะ" เลยรังเกียจ อัตตา ในเมื่อ รังเกียจ อัตตา (แต่ชอบนิพพาน) เลยยก นิพพานให้เป็นอนัตตาไปเสีย เพื่อจะได้ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน


2. แปล "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตน" แทนที่จะเป็น "ไม่ใช่ตัวตน"  ในเมื่อแปลว่าไม่มีตัวตน แสดงว่าตัวตนก็ไม่มีในที่ไหนๆ ดังนั้นสรุปนิพพานก็ต้องเป็น อนัตตา ไปโดยปริยาย


3. "ไม่เคยเห็น" เพราะมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถจับต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คนประเภทนี้ นอกจากปฏิเสธนิพพานแล้ว มักปฏิเสธ ชาตินี้ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ และภพภูมิต่างๆ ด้วย พยายามแปล นรก สวรรค์ นิพพาน ให้มีความหมายเป็นแค่สภาพอารมณ์ในปัจจุบัน และเลือกเชื่อพระไตรปิฎกเป็นส่วนๆ ตามที่ตรงกับความเห็นของตนเท่านั้น


4. ไม่เข้าใจเรื่อง "กายในกาย" เพราะคิดว่ามนุษย์เรานี้มีแค่กายเนื้อนี้เพียงกายเดียว ในเมื่อกายเนื้อในตำราก็บอกไว้เสมอๆ ว่าเป็นขันธ์5 ซึ่งขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่เราต้องรังเกียจหนักหนา เพราะมันตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในเมื่อกายกับใจ(ขันธ์ 5) นี้ไม่มีอะไรดี ท่านไม่ให้ยึดถือในขันธ์


 5 นี้ เมื่อไม่รู้จักธรรมกายซึ่งเป็น "ธรรมขันธ์" ไม่รู้ว่า "ธรรมกาย" เป็น อัตตา(ตัวตน) ที่แท้จริง ก็เลยเคว้ง เพราะหาอัตตาตัวจริงไม่เจอ จึงจำเป็นต้องเหมาให้นิพพานเป็น อนัตตา ไปด้วยปริยาย

 แต่กระนั้นก็ยัง ให้ นิพพาน เป็น นิจจัง กับ สุขขัง อยู่ คือยอมให้นิพพาน พ้นไตรลักษณ์ไปได้แค่ สองในสามส่วน ยังไงๆ ก็ไม่ยอมให้เป็นอัตตา เพราะหา "อัตตา(ตัวจริง)" ไม่เจอนั่นเอง

มีบางท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา แต่ยังไม่รู้จัก "ธรรมกาย" ก็พยายามหาสิ่งที่เป็นอัตตา เพื่อไปอยู่ใน นิพพาน ให้ได้ ท่านเหล่านั้นอธิบายว่า จิตของพระอรหันต์ เป็นอัตตา
[นิพพานในทัศนะของศิษย์วัดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) มีสมเด็จองค์ปฐม(พระพุทธเจ้าองค์แรก) เป็นต้น]

เพราะพระพุทธเจ้าก็เคยกล่าวพระคาถาไว้ว่า "อายตน(นิพพาน)นั้นมีอยู่ …….(แต่ไม่เหมือนกับโลก)….." และกล่าวถึงจิตพระอรหันต์ว่า มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ปราศจากมลทิน เป็นต้น

ส่วนท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอนัตตา พอหาอัตตาไม่เจอ แถมบางท่านแยกไม่ออกว่า จิตกับใจ ต่างกันยังไงอีก เลยคิดว่าจิตกับใจคือสิ่งเดียวกัน ในเมื่อใจ(นามขันธ์) เป็นขันธ์ 5 ซึ่งเป็นอนัตตาแน่นอนอยู่แล้ว เลยยิ่งทำให้เชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า แม้จิตพระอรหันต์ก็เป็นอนัตตา และยิ่งมั่นใจนิพพานว่าเป็นเป็นอนัตตาไปด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมด แม้ผมเองจะเชื่อมั่นว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยดูถูกสติปัญญาหรือผลักใสให้ท่านที่เชื่อนิพพาน เป็นอนัตตาเป็น อุทเฉททิฏฐิ  และ การที่จะเชื่อว่านิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา หาได้หมายความว่า เป็น สัสสตทิฏฐิ หรือ อุทเฉททิฏฐิ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่

 เพราะการเชื่อแบบสัสสตทิฏฐิ คือเชื่อว่าโลกเที่ยงคือไม่เชื่อว่ามีนิพพานที่สามารถพ้นโลกได้ ส่วนอุทเฉททิฏฐิคือเชื่อว่าโลกสูญคือไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก

การเชื่อในนิพพานแต่อาจเชื่อสภาพของนิพพานต่างกัน หาใช่มิจฉาทิฏฐิที่ร้ายแรงไม่  ดังนั้นประเด็นนี้หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถเชื่อหรือยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่ายได้ ก็ควรจะยุติการถกเถียงกันเสีย

 หมั่นสร้างบารมี 10 ทัศ มรรคมีองค์ 8 และกุศลกรรมบท 10 เพื่อถางทางไปนิพพานกันดีกว่า เพราะเมื่อถึงที่หมายก็จะรู้กันเอง ว่านิพพานนั้นเป็นเช่นไร

"นิพพานคมนัง มัคคัง ขิปเมว วิโสธเย - บัณฑิตควรรีบชำระทางไปนิพพานโดยเร็ว"
(ธรรมบท ๔)
 


 
หากมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม ติดต่อผู้โพสต์ดั้งเดิม(คุณสมเจต)ได้ที่
 
somchet@bigfoot.com
 

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ (เรื่องพญานกยูงทอง)

ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนบทความยังเป็นนิสิตทำกิจกรรมชมรมพุทธฯ ที่จุฬาฯ ผู้เขียนฯได้พบกับน้องนิสิตคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาสวดมนต์ นั่งสมาธิ อ่านหนังสืิอธรรมะเหมือนน้องปีหนึ่งที่เข้ามาชมรมทั่วๆไป น้องคนนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาในเรื่องของบุคลิกตัวเอง โดยเฉพาะความมั่นใจ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่น้องคนนนี้ได้มาเข้าสู่รั้วจามจุรีได้ และอีกคำถามหนึ่งคือ

ทำไมถึงสนใจชมรมพุทธฯ
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงถามน้องถึงความสนใจในพุทธศาสนา น่าสนใจว่าน้องคนนี้สนใจด้านพระพุทธมนต์ บทใดๆก็จำได้ดี กว่าน้องๆในรุ่นเดียวกัน แต่ที่สำคัญ น้องคนนี้ มีบทสวดมนต์หนึ่งที่สวดประจำ มีเนื้อความดังนี้ครับ

อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ

อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ

นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ


(คำแปล) โมระปะริตตัง
พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง อุทัยขึ้นมา
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงเที่ยวไป เพื่ออันแสวงหาอาหาร

พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่าง ย่อมอัสดงคตไป
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า

ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงสำเร็จความอยู่แล.
ผู้เขียนทึ่งใจไม่น้อยกับความสามารถของน้องคนนี้ และคงตอบคำถามถัดไปในตัว ว่า ความมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นเครื่องอำนวยผลให้มีแต่ความเจริญแต่ฝ่ายเดียว
หลังจากนั้นไปสักหนึ่งปี น้องคนนี้ก็ไม่ได้กลับมาที่ชมรม และไม่ทราบข่าวคราวของน้องคนนี้อีกนับแต่นั้น
สุดท้ายนี้ก็มีเรื่องมาให้อ่านประกอบความเข้าใจในบทสวดนี้กัน
  

* พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงสมัยที่พระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพญานก ยูงทองว่า ครั้งนั้นท่านได้อาศัยอยู่ในถ้ำทอง
 ทุกๆ เช้าก่อนที่จะออกไปหาอาหาร จะบินขึ้นไปเกาะที่ยอดเขา แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อเห็นพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ท่านจะแผ่เมตตา และสวดพระปริตร เพื่อขอให้พระรัตนตรัยคุ้มครองให้ปลอดภัย แล้วจึงร่อนลงไปหากิน
ครั้นตกเย็นก็จะบินไปเกาะที่ยอดเขาอีก แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มองดูพระอาทิตย์อัสดง แผ่เมตตาสวดพระปริตร ให้พระรัตนตรัยคุ้มครองในเวลากลางคืน แล้วจึงบินกลับเข้าถ้ำ ท่านทำอย่างนี้อยู่เป็นเวลานาน ทำทุกวันไม่ได้ขาดแม้แต่วันเดียว จึงไม่เคยมีนายพรานหรือสัตว์ร้ายใดๆ มาทำอันตรายท่านได้

อยู่มาวันหนึ่ง มเหสีของพระราชาทรงพระสุบินเห็นพญานกยูงทองมาแสดงธรรมให้ฟัง จึงกราบทูลพระราชาว่า อยากฟังธรรมจากพญานกยูงทองมาก พระราชาจึงให้นายพรานไปดักจับพญานกยูงทอง
ซึ่งแม้นายพรานจะใช้ความพยายามเพียงไร ก็จับไม่ได้
จนนายพรานหมดอายุขัยสิ้นชีวิตลง เมื่อพระมเหสีไม่ได้ดังพระประสงค์ทำให้พระนางตรอมพระทัย และสวรรคตในที่สุด
พระราชาทรงกริ้วมากถึงกับจารึกลงในแผ่นทองคำว่าถ้าหากใครได้กินเนื้อของนกยูงทองตัวนี้ ที่อาศัยอยู่ที่ทิวเขาในป่าหิมพานต์ จะมีชีวิตเป็นอมตะไม่แก่ไม่ตาย

เมื่อพระราชาองค์ใหม่มาสืบต่อราชวงศ์ ได้พบเห็นหลักฐานที่จารึกไว้ มีพระประสงค์จะได้ชีวิตเป็นอมตะ จึงส่งนายพรานไปคอยดักจับพญานกยูงทอง แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ
 แม้เมื่อสิ้นราชวงศ์ มีพระราชามาครองราชย์ผ่านไปอีกถึง ๖ พระองค์ ก็ยังไม่มีใครสามารถจับพญานกยูงทองได้

วันหนึ่งนายพรานของพระราชาองค์ที่ ๗ สังเกตเห็นว่า ทุกเช้าและทุกเย็น นกยูงทองได้สวดมนต์แผ่เมตตา
จึงรู้ว่าเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยคุ้มครอง ก็หาอุบายที่จะทำให้ใจของนกยูงทองโพธิสัตว์ซัดส่าย ไม่ตั้งมั่น และไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างที่เคยเป็นมา จึงได้นำนางนกยูงตัวหนึ่งมาเป็นเครื่องล่อพระโพธิสัตว์ เพื่อเพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้

วันนั้นพญานกยูงทอง ได้ฟังเสียงของนางนกยูงที่ไพเราะจับใจ เกิดตัณหาครอบงำ กิเลสที่ตกตะกอนนอนเนื่องมายาวนานก็กำเริบขึ้นมา เกิดความกระวนกระวายใจ จนไม่สามารถเจริญพระปริตรได้

 ได้บินไปหานางนกยูง แล้วถลาลงไปบนพื้นโดยไม่ได้ระมัดระวังตัว เท้าทั้งสองข้างจึงสอดเข้าไปในบ่วงที่นายพรานดักไว้ ไม่สามารถจะสลัดให้หลุดได้ ยิ่งดิ้นบ่วงก็ยิ่งรัดแน่นหนาขึ้น

นายพรานเห็นดังนั้นดีใจยิ่งนัก คิดว่า พรานทั้ง ๖ คน ไม่สามารถดักพญานกยูงทองได้ ต่างสิ้นชีวิตกันไปหมด แม้เราต้องเพียรพยายามอยู่ถึง ๗ ปี ในที่สุดวันนี้เราก็จับได้

 ในขณะเดียวกันก็นึกสลดใจว่า วันนี้พญานกยูงกระวนกระวายใจ เนื่องจากนางนกยูงเป็นเหตุ ไม่อาจแผ่เมตตาเจริญพระปริตรได้ จึงติดบ่วงของเราเพราะอำนาจกามตัณหาแท้ๆ ทำให้ต้องประสบทุกข์เช่นนี้

 แต่ด้วยอานุภาพที่นกยูงทองแผ่เมตตาอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ จึงทำให้นายพรานเกิดความสงสาร เกิดความรักความเมตตา อีกทั้งนายพรานก็ไม่ปรารถนาจะทำร้ายพญานกยูงอยู่แล้ว เพราะรู้ว่านกยูงตัวนี้ประพฤติธรรม จึงได้ปล่อยนกยูงไป

พญานกยูงจึงได้เปล่งสำเนียงเป็นภาษามนุษย์ว่าท่านอุตส่าห์เพียรพยายามดักจับเรานานถึง ๗ ปี เมื่อจับได้แล้วกลับปล่อยเสีย ไม่กลัวอาชญาจากพระราชาหรือ หรือว่าวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาต

 นายพรานตอบว่า เราไม่ได้กลัวอาชญาแผ่นดิน แต่เรากลัวผลของบาป จากการทำร้ายท่านผู้ประพฤติธรรมนกยูงพระโพธิสัตว์จึงได้แสดงธรรมว่า

ผู้ไม่ทำปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ย่อมได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน ละโลกไปแล้วจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป ดูก่อนนายพราน สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข ดังนั้นผู้ปรารถนาความสุข จึงไม่ควรเบียดเบียนใครให้ได้รับทุกข์

นายพรานฟังดังนี้แล้ว ก็ตั้งสติพิจารณาธรรม ตามเห็นธรรมเข้าไป จนได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ ที่นั้นเอง

จากนั้นท่านอธิษฐานจิตทำสัจกิริยา กล่าวคำปล่อยสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ถูกกักขัง หลุดจากกรงได้เป็นอัศจรรย์ แล้วท่านเอามือลูบศีรษะ ความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นอีก

 เพศคฤหัสถ์ได้หายไป เปลี่ยนเป็นเพศบรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยเครื่องอัฐบริขารพร้อมทุกอย่าง ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้ทำเอาไว้ในอดีตนั่นเอง ท่านได้อนุโมทนากับพญานกยูงทองที่แสดงธรรมให้ฟัง แล้วก็เหาะไปบำเพ็ญสมณธรรมตามอัธยาศัย

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อพ้นจากบ่วงแล้ว พิจารณาสอนตนเองว่า ที่ตัวเราต้องพลาดพลั้งติดบ่วง แทบเอาชีวิตไม่รอดนี้ เพราะอำนาจกิเลสตัณหา ไม่สำรวมอินทรีย์ จึงขาดสติในการระลึกถึงพระรัตนตรัย ทำให้เราต้องมาติดบ่วงของนายพราน บ่วงของพรานว่าร้ายแล้ว แต่ยังไม่เท่าบ่วงแห่งกาม

ตั้งแต่นั้นมา ท่านตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ ข่มอำนาจกิเลสกาม แล้วเริ่มเจริญเมตตาจิต สวดพระปริตร ตรึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัยตลอดอายุขัย

 ละโลกไปแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก


พระบรมศาสดา ได้ตรัสถึงกิเลสตัณหาที่ผูกมัดใจชาวโลกไว้ว่าขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย เป็นธรรมชาติที่หยาบ
 ถ้าหากกิเลสเหล่านี้ สามารถก่อเป็นรูปร่างขึ้นมาได้ แล้วมีผู้นำไปวางไว้ที่ใดก็ตาม ที่นั้นไม่สามารถรองรับกิเลสเหล่านั้นได้ เหมือนแม่น้ำสายเล็กๆ ไม่สามารถรองรับน้ำฝน ที่ตกลงมาทั่วท้องจักรวาลได้ เพราะกิเลสเหล่านั้นแทรกซึมอยู่เต็มไปหมด จนไม่มีที่ว่างให้บรรจุ
กามทั้งหลายเป็นบ่วงแห่งมาร เป็นเหตุให้เกิดความประมาทจนแทบสิ้นชีวิต

เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติเตือนตนเองให้ดี อย่าตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ให้หมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่งเฉย ใจต้องหยุดอย่างเดียวเท่านั้น 

จึงจะหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง เหลือไว้แต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ที่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม หมดความทะยานอยากในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ใจหยุดเท่านั้นจึงจะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้

 หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านจึงกล่าวว่า หยุดเป็นตัวสำเร็จถ้าไม่หยุดก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นให้หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง ไม่ว่าเราจะมีภารกิจอันใดก็ตาม อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรคทำให้เราเกียจคร้านในการทำความเพียร
เราจะต้องตั้งใจมั่นว่าจะปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้


พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี

นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)

* มก. เล่ม ๖๐ หน้า ๔๕๓ (เป็นเพียงภาพประกอบ)
ขอขอบคุณFB โพสของ บุญเยือน โคตรมณี