แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสาวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสาวก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

พระสมณโคดม สร้างบารมีมายาวนานเท่าใด

สมัยหนึ่ง พระอานนท์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปรารถนาที่จะเป็น พระพุทธเจ้า ทั้งหลายควรใช้เวลานานเท่าไร"


 พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ความปรารถนา เป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยการกำหนดอย่างต่ำที่สุด ๒๐ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป กำหนด ปานกลาง ๔๐ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป กำหนดอย่างสูง ๘๐ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ทั้ง ๓ ประเภทนั้น คือ พระพุทธเจ้าผู้เป็นปัญญาธิกะ สัทธาธิกะ และวิริยาธิกะ "
             อาจมีผู้สงสัยว่า ทำไมต้องกำหนดเวลานานอย่างนั้นด้วย ถ้าเร่งสร้างบารมีอย่างเต็มที่ เพียงไม่กี่ล้านชาติ ก็น่าจะสามารถตรัสรู้ธรรมได้ เหมือนกับถ้าขยันเรียนหรือขยันทำงาน ก็สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

แต่อันที่จริงการจะเป็น พระพุทธเจ้าไม่ใช่ง่ายอย่างที่คิด พระพุทธองค์ตรัสว่า แม้บุคคลจะถวายมหาทาน เหมือนกับมหาทาน ของพระเวสสันดรทุกๆ วันก็ดี สั่งสมบารมีธรรม มีศีล เป็นต้น เพื่อมุ่งสัพพัญญุตญาณก็ดี หากยังไม่ถึง ๒๐ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัปแล้ว ยังไม่อาจเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะญาณยังไม่แก่รอบ ยังไม่ถึงความไพบูลย์ เปรียบเหมือนข้าวกล้าจะออกรวงได้ ต้องใช้เวลา ๔ หรือ ๕ เดือน แม้จะขยันรดน้ำวันละ ๑๐๐,๐๐๐ ครั้ง ทุกๆ วัน ก็ยังไม่อาจออกรวงภายใน ๑ เดือน ฉันใด ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องค่อยเป็นค่อยไปตามกาลเวลาที่เหมาะสม ฉันนั้น



ระยะเวลากว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
             จากตัวอย่างของพระโคดมพุทธเจ้า นับแต่เริ่มสร้างบารมี โดยได้พบและอธิษฐานในใจต่อเบื้อง พระพักตร์ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก จนกระทั่งได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีระยะเวลาอันยาวนานและ ได้พบพระพุทธเจ้า เป็นจำนวนมากมายดังต่อไปนี้

             ช่วงคิดในใจ ๗ อสงไขย พบพระพุทธเจ้า ๑๒๕,๐๐๐ พระองค์
       ๑. นันทอสงไขย พบ ๕,๐๐๐ พระองค์   ๒. สุนันทอสงไขย พบ ๙,๐๐๐ พระองค์
        ๓. ปฐวีอสงไขย พบ ๑๐,๐๐๐ พระองค์   ๔. มัณทอสงไขย พบ ๑๑,๐๐๐ พระองค์
         ๕. ธรณีอสงไขย พบ ๒๐,๐๐๐ พระองค์  ๖. สาครอสงไขย พบ ๓๐,๐๐๐ พระองค์
         ๗. ปุณฑริกอสงไขย พบ ๔๐,๐๐๐ พระองค์
             ช่วงเปล่งวาจา ๙ อสงไขย พบพระพุทธเจ้า ๓๘๗,๐๐๐ พระองค์
         ๘. สัพพถัททอสงไขย พบ ๕๐,๐๐๐ พระองค์   ๙. สัพพผุลลอสงไขย พบ ๖๐,๐๐๐ พระองค์
        ๑๐. สัพพรตนอสงไขย พบ ๗๐,๐๐๐ พระองค์   ๑๑. อสุภขันธอสงไขย พบ ๘๐,๐๐๐ พระองค์
       ๑๒. มานีภัททอสงไขย พบ ๙๐,๐๐๐ พระองค์    ๑๓. ปทุมอสงไขย พบ ๒๐,๐๐๐ พระองค์
       ๑๔. อุสภอสงไขย พบ ๑๐,๐๐๐ พระองค์   ๑๕. ขันธคมอสงไขย พบ ๕,๐๐๐ พระองค์
       ๑๖. สัพพผาลอสงไขย พบ ๒,๐๐๐ พระองค์
             ช่วงได้รับพุทธพยากรณ์ ๔ อสงไขย แสน มหากัป พบพระพุทธเจ้า ๒๗ พระองค์ มีพระนามดังต่อไปนี้
             อสงไขยที่ ๑๗ เป็นสารมัณฑกัป พบ ๔ พระองค์ ได้แก่ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกร พุทธเจ้า พระสรณังกรพุทธเจ้า พระทีปังกรพุทธเจ้า (ได้รับพุทธพยากรณ์เป็นนิยตโพธิสัตว์)
             อสงไขยที่ ๑๘ เป็นสารกัป พบ ๑ พระองค์ คือ พระโกณฑัญญพุทธเจ้า
             อสงไขยที่ ๑๙ เป็นสารมัณฑกัป พบ ๔ พระองค์ ซึ่งได้แก่ พระสุมังคลพุทธเจ้า พระสุมนพุทธเจ้า พระเรวตพุทธเจ้า พระโสภิตพุทธเจ้า
             อสงไขยที่ ๒๐ เป็นวรกัป พบ ๓ พระองค์ ได้แก่ พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระปทุมพุทธเจ้า พระนารท- พุทธเจ้า
             ช่วงเศษแสนกัปของอสงไขยที่ ๒๐
             สารกัป พบ ๑ พระองค์ คือ พระปทุมุตร- พุทธเจ้า (พระสาวกส่วนใหญ่เริ่มได้รับพุทธพยากรณ์)
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๓๐,๐๐๐ กัป
             มัณฑกัป พบ ๒ พระองค์ คือ พระสุเมธ พุทธเจ้าและพระสุชาตพุทธเจ้า
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๖๐,๐๐๐ กัป
             วรกัป พบ ๓ พระองค์ คือ พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า พระธรรมทัสสีพุทธเจ้า
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๒๔ กัป
             สารกัป พบ ๑ พระองค์ คือ พระสิทธัตถพุทธเจ้า
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๑ กัป
             มัณฑกัป พบ ๒ พระองค์ คือ พระติสสพุทธเจ้า พระปุสสพุทธเจ้า
             สารกัป พบ ๑ พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๖๐ กัป
             มัณฑกัป พบ ๒ พระองค์ คือ พระสิขีพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า
             สุญญกัป ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้าไป ๓๐ กัป
             ภัทรกัป มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือ
                           ๑. พระกกุสันธพุทธเจ้า                             ๒. พระโกนาคมนพุทธเจ้า
                           ๓. พระกัสสปพุทธเจ้า                              ๔. พระสมณโคดมพุทธเจ้า
                           ๕. พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า



 เพิ่มเติม
       พระปัจเจกพุทธเจ้า(ตรัสรู้เอง แต่ไม่ประกาศศาสนา) ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 2 อสงไขย กับ 100,000 กัป

พระอัครสาวก เช่นพระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 1 อสงไขย กับ 100,000 กัป ครับ

ส่วนพระอรหันต์สาวกที่ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อให้ได้เป็นเอตทัคคะในด้านต่างๆ เช่นพระสีวลี พระอนุรุธะ พระปิณโฑลภารทวาช พระปุณณมันตานีบุตร พระมหากัจจายนะ ใช้เวลาบำเพ็ญบารมี 100,000 กัป


 ท้ายบท

การคำนวณความยาวนาน อสงไขย และ กัป

--------------------------------------------------------------------------------

อสงไขย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อสงไขย คือ การบอกจำนวนหรือปริมาณทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เจาะจงว่าจะเป็นหน่วยของอะไร, เช่น หากใช้ระบุปริมาณเมล็ดถั่ว ก็ใช้ว่า มีถั่วเป็นจำนวน 1 อสงไขยเมล็ด เป็นต้น. แต่ในพระพุทธศาสนามักจะใช้กล่าวถึง ระยะเวลาที่พระโพธิสัตว์สร้างสมบารมีมาเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า โดยนับหน่วยเวลาเป็นอสงไขยกัป. อสงไขยเป็นปริมาณหรือจำนวนที่มีการกำหนดที่นับประมาณมิได้ ซึ่งมีอุปมาเปรียบเทียบเอาไว้ว่า ฝนตกใหญ่อย่างมโหฬารทั้งวันทั้งคืน เป็นเวลานานถึง 3 ปี ไม่ได้ขาดสายเลย จนกระทั่งน้ำฝนท่วมเต็มขอบจักรวาล ซึ่งมีระดับความสูง 84,000 โยชน์ หากว่ามีใครสามารถนับเม็ดฝนที่ตกลงมาตลอดทั้ง 3 ปีได้ นับได้เท่าไร นั่นคือจำนวนเม็ดฝน 1 อสงไขย.
อนึ่ง คำว่า อสงไขย นั้น มาจากภาษาบาลี ว่า อ + สงฺเขยฺย (สันสกฤต : อ + สํขฺย) หมายถึง นับไม่ได้ หรือนับไม่ถ้วน นั่นเอง พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542ระบุจำนวน ของอสงไขย ไว้ว่า เท่ากับ โกฏิ ยกกำลัง 20



การคำนวณความยาวนาน

สมมุติ มีกล่องใบหนึ่ง กว้าง 100 โยชน์ ยาว 100โยชน์ และ สูง 100 โยชน์ ในเวลา 100 ปี ให้เอาเมล็ดผักกาด 1 เมล็ด ใส่ลงไปในกล่องนั้น ทำอย่างนี้จนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกล่อง นั้นละจึงเท่ากับ 1 กัป
(บาง ตำรากล่าวว่า กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์) วิเคราะห์คำนวณ 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร ดังนั้นกล่องใบนี้มีปริมาตร = 1600X1600X1600 = 4,096,000,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ประมานว่า เมล็ดผักกาด มีขนาด .5 มิลลิเมตร 1 กิโลเมตรเทียบเป็นมิลลิเมตรได้ดังนี้ 10X100X1000 = 1,000,000 มิลลิเมตรจะได้ 1 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = (1,000,000)/0.5 = 2,000,000 เมล็ด
ดังนั้น 1600 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = (1600X2,000,000 = 3,200,000,000) เมล็ด ถ้าเป็นปริมาตร คือ (กว้าง x ยาว x สูง) ต้องใช้เมล็ดผักกาดทั้งหมด คือ (3,200,000,000X3,200,000,000X3,200,000,000 = 32,768,000,000,000,000,000,000,000,000 เมล็ด)
ใน 100 ปี ใส่เมล็ดผักเพียง 1 เมล็ด ดังนั้นต้องใช้เวลาทั้งหมดคือ 32,768,000,000,000,000,000,000,000,000X100 =3,276,800,000,000,000,000,000,000,000,000 ปี
จึงได้เวลา 1 กัป ประมาณ สามล้านสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดร้อยล้านล้านล้านล้าน ปีประมาณ 3.3 X 10 ยกกำลัง 30 ปี
1 อสงไขยมีกี่ปีนั้นเป็นจำนวนที่แน่นอน คือ 1 ตามด้วยเลข 0 จำนวน 140 ตัว หรือ 1 X 10 ยกกำลัง140 ปี
วิธีนับอสงไขย



การนับอสงไขยให้เทียบเอาดังนี้
สิบ สิบหน เป็น หนึ่งร้อย
สิบร้อย เป็น หนึ่งพัน
สิบพัน เป็นหนึ่งหมื่น
สิบหมื่น เป็น หนึ่งแสน
ร้อยแสน เป็นหนึ่งโกฏิ
ร้อยแสนโกฏิ เป็น หนี่งปโกฏิ
ร้อยแสนปโกฏิ เป็น หนึ่งโกฏิปโกฏิ
ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ เป็น หนึ่งนหุต
ร้อยแสนนหุต เป็น หนึ่งนินนหุต
ร้อยแสนนินนหุต เป็น หนึ่งอักโขเภนี
ร้อยแสนอักโขเภนี เป็น หนึ่งพินทุ
ร้อยแสนพินทุ เป็น หนึ่งอพุทะ
ร้อยแสนอพุทะ เป็น หนึ่งนิระพุทะ
ร้อยแสนนิระพุทะ เป็น หนึ่งอหหะ
ร้อยแสนอหหะ เป็น หนึ่งอพพะ
ร้อยแสนอพพะ เป็น หนึ่งอฏฏะ
ร้อยแสนอฏฏะ เป็น หนึ่งโสคันธิกะ
ร้อยแสนโสคันธิกะ เป็น หนึ่งอุปละ
ร้อยแสนอุปละ เป็น หนึ่งกมุทะ
ร้อยแสนกมุทะ เป็น ปทุมะ
ร้อยแสนปทุมะ เป็น หนึ่งปุณฑริกะ
ร้อยแสนปุณฑริกะ เป็นหนึ่งอกถาน
ร้อยแสนอกถาน เป็น หนึ่งมหากถาน
ร้อยแสนมหากถาน เป็น หนึ่งอสงไขย
จำนวนอสงไขย



อสงไขย มี 7 อสงไขย คือ
นันทอสงไขย
สุนันทอสงไขย
ปฐวีอสงไขย
มัณฑอสงไขย
ธรณีอสงไขย
สาครอสงไขย
บุณฑริกอสงไขย
อ้างอิง

พระ คัมภรีอนาคตวงศ์ , ประภาส สุระเสน, มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์,พ.ศ. 2540, โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย , ISBN 974-580-742-7  


เก๋็บมาจาก http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/09/Y9704162/Y9704162.html




วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คุณธรรมของอัครสาวกทั้งสอง

(ตัดบางส่วนจาก "การสร้างบารมีแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน" 
พระธรรมเทศนา โดย พระภาวนาวิริยคุณ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2553 โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา)


เมื่อวานนี้ หลวงพ่อได้เล่าถึงคุณยายของเราว่า คุณยายของเรานั้น ใจของท่านหน่วงอยู่กับพระนิพพาน หน่วงอยู่กับการสร้างบุญสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ อยู่ตลอดเวลา เพราะเหตุนี้ท่านจึงมีความเคารพในพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อหลวงพ่อถามคุณยายว่า “พระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา สร้างบุญสร้างบารมีมาอย่างไร จึงได้มีปัญญาเป็นเลิศ พระอรหันต์ทั้งหลายเทียบกับท่านไม่ได้เลย”

        คุณยาย...แม้อ่านหนังสือไม่ออก แต่ผู้ที่เข้าถึงธรรมนั้น ในที่สุดก็จะเหมือนกัน ดำเนินรอยตามกันไป ก่อนจะเข้าถึงก็มีความเคารพอยู่แล้วไม่อย่างนั้นก็เข้าไม่ถึง ครั้นพอเข้าถึงก็ยิ่งซาบซึ้งในพระจริยวัตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เคารพพระธรรมเป็นอย่างยิ่ง เคารพพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของท่านเป็นอย่างยิ่ง
        คุณยายก็ดำเนินรอยตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า แม้พระองค์เอง ก็มีความเคารพในธรรมเป็นอย่างยิ่ง ตรงนี้ขอฝากเป็นข้อคิดเอาไว้กับทุกๆคน เมื่อถึงคราวไปเป็นกัลยาณมิตรให้หมู่คณะ กล่าวคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวของพระองค์เองนั้น เวลาที่จะเทศน์ให้ใครฟัง จะไม่ยอมให้มีความประมาทเกิดขึ้นในพระองค์แม้เพียงเล็กน้อย และมีความเคารพในธรรมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเทศน์ให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินฟัง จะเทศน์ให้นักปราชญ์บัณฑิตฟัง จะเทศน์ให้มหาเศรษฐีฟัง ก็มีความรัดกุมรอบคอบ เช่นเดียวกับเทศน์ให้คนยากจนเข็ญใจฟัง เช่นเดียวกับเทศน์ให้เด็กๆฟัง อุปมาดั่งราชสีห์ ไม่ว่าจะตะปบช้างหรือกระต่ายมากินเป็นอาหาร ก็จะใช้ความรอบคอบระมัดระวัง ไม่ให้หลุดกรงเล็บไปได้ เสมอกัน นี้คือความเคารพในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าของธรรมะ

        ดังนั้น เมื่อหลวงพ่อถาม คุณยายต้องย้อนกลับไปทำภาวนานิ่งอยู่ ไม่ต่ำกว่าห้าถึงเจ็ดนาที แล้วจึงตอบช้าๆด้วยความระมัดระวังว่า พระสารีบุตรมีบุญที่เหนือกว่าใครทั้งหลายอยู่ประการหนึ่ง คือ ความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณของท่าน ทุกภพทุกชาติเป็นมาอย่างนั้น
        เราอย่าลืมว่า พระอรหันต์ทุกองค์นั้น ต่างก็หมดกิเลสด้วยกันทั้งสิ้น แต่คุณสมบัติพิเศษๆกลับไม่เหมือนกัน พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะ ต่างก็เป็นอัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา ในการที่พระอรหันต์รูปใดรูปหนึ่งจะมีความเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่ง เนื่องจากการที่จะเป็นพระอรหันต์ธรรมดา ขอเพียงให้หมดกิเลส จะได้พ้นทุกข์ อย่างที่ชาวโลกทั้งหลายตั้งความปรารถนากันนั้น ยังต้องใช้เวลาเป็นอสงไขยกัป กว่าจะสร้างบุญสร้างบารมีกันมา แก้ไขตัวเองกันมา ได้ขนาดนั้น แม้ท่านใดจะสร้างบารมีล่วงหน้ามาก่อนเป็นเวลานาน อย่างน้อยก็ยังต้องเป็นหมื่นเป็นแสนกัปกว่าจะหมดกิเลสได้ ดังนั้น เมื่อมาเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศกว่าพระอรหันต์ทั้งหลาย จะต้องใช้ความทุ่มเทขนาดไหน 

เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้ง หลาย ที่ในอดีตมีมาแล้วไม่ว่าจะกี่พระองค์ก็ตาม มีธรรมชาติอยู่ว่า ทุกพระองค์จะต้องมีอัครสาวก เมื่อมีผู้ที่ทราบความเป็นมาของการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละ พระองค์ ก็มีบางท่านที่อยากจะสร้างบารมี แต่จะให้สร้างบารมีอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กลัวจะไม่ไหว ถ้าจะเป็นพระอรหันต์ธรรมดา ด้วยความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ อีกทั้งรู้ว่ากว่าจะมาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าจะมาเป็นพระอรหันต์ กว่าจะหมดกิเลส ต้องเวียนว่ายตายเกิดมาแล้วไม่รู้กี่แสนกัปกี่ล้านกัป เพราะฉะนั้น พ่อแม่ในอดีตชาติ คงมีมากมายทีเดียว ถ้าอย่างนั้นจะหมดกิเลสเพียงลำพังคนเดียว เห็นว่าหาสมควรไม่ น่าจะได้มีคุณสมบัติพิเศษๆ อะไรสักหน่อย เพื่อจะได้ไปโปรดโยมพ่อโยมแม่ของตัวเองในชาตินั้นๆ และจะได้ไปโปรดโยมพ่อโยมแม่ในอดีตชาติด้วย 
..............

หลัง จากคุณยายอาจารย์ ท่านได้เมตตาตอบเรื่องของพระสารีบุตร ผู้มีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ จึงได้มีปัญญาเป็นเลิศแล้ว หลวงพ่อก็ถามต่อ “คุณยาย แล้วพระโมคคัลลานะ สหายคู่ใจของพระสารีบุตรที่ได้ชื่อว่าเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายและมีฤทธิ์มาก เหลือเกิน จะเหาะเหินเดินอากาศ จะดำน้ำดำดินก็ได้สิ้น อย่างนี้ท่านสร้างบุญสร้างบารมีของท่านมาอย่างไร”
        หลวงพ่อถามคุณยายไปอย่างนี้ด้วยความอยากรู้จริงๆ เพราะตั้งแต่ก่อนบวช แต่ไหนแต่ไรมา ตอนเป็นเด็กอ่านรามเกียรติ์ก็อยากมีฤทธิ์เหมือนหนุมาน ครั้นพอวัยรุ่นขึ้นมาหน่อยไปอ่านขุนช้างขุนแผน ก็อยากมีฤทธิ์เหมือนขุนแผน ครั้นต่อมา มาค้นพระไตรปิฎก อ่านมาถึงพระโมคคัลลานะ สนใจมาก อยากจะมีฤทธิ์ หลวงพ่อค้างใจมานาน เพราะอ่านประวัติของท่านแล้ว พลิกพระไตรปิฎกมาพอสมควร แต่บอกได้ไม่ชัดว่า พระโมคคัลลานะสร้างบารมีมาอย่างไร
        คุณยายก็เมตตาหลับตาค้นให้ต่อ ครั้งนี้ใช้เวลาน้อยหน่อย ประมาณสามนาที คงจะเป็นเพราะระลึกชาติไปดูการสร้างบารมีของพระสารีบุตร ก็คงจะเห็นของพระโมคคัลลานะไปด้วยในตัวมาส่วนหนึ่งแล้ว เพราะท่านเป็นสหายคู่ใจกันมาหลายภพหลายชาติ นับกันไม่ไหว ดังนั้น ถ้าเห็นประวัติการสร้างบารมีของท่านหนึ่ง ก็จะเห็นของอีกท่านหนึ่งด้วย 
        เมื่อคุณยายลืมตาขึ้นมา ท่านตอบหลวงพ่อว่า พระโมคคัลลานะนั้น เกิดกี่ภพกี่ชาติ ท่านเป็นบุคคลประเภทที่เอาภาระหมู่คณะ จะอยู่กับพรรคพวกเพื่อนฝูงมากน้อยเท่าไหร่ก็เอาภาระของพรรคพวกเพื่อนฝูง อยู่กับครอบครัวคุณพ่อคุณแม่วงศ์ญาติก็เอาภาระของพ่อแม่ เอาภาระของวงศ์ญาติ ไปเกิดในหมู่บ้านไหนตำบลไหนก็เอาภาระในหมู่บ้านนั้นตำบลนั้นด้วย ไม่ปล่อยปละละเลย ท่านเป็นประเภทอย่างนี้ คือ เอาภาระต่อหมู่คณะ เพราะความที่เอาภาระต่อหมู่คณะนี่เอง ท่านจึงถูกบังคับว่า ถ้ามีความรู้ความสามารถธรรมดาๆแล้ว คงตายเปล่า จึงต้องฝึกตนเองเป็นพิเศษ ฝึกมากเข้าๆเพื่อจะแบกภาระให้หมู่คณะ ไม่ว่าศาสตร์ไม่ว่าศิลปะใดๆมีอยู่ก็ในยุคนั้นๆ เป็นต้องไปศึกษาไปเล่าเรียนมาทุกแขนง เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับอุปสรรคที่จะเกิดกับหมู่คณะ ในยามที่มีภาระเกิดขึ้นกับหมู่คณะ พระโมคคัลลานะจะออกหน้าทันที ด้วยเหตุนี้ พอมาถึงชาติสุดท้าย ท่านจึงมีฤทธิ์เป็นพิเศษทีเดียว 
อ่านเนื้อหาโดยสมบูรณ์ได้ที่
 http://www.dmc.tv/pages/latest_update/20100812_1SPE_RIGHT.html

อุบายแก้ง่วง


พระพุทธเจ้าทรงแสดงอุบายแก้ง่วงแก่พระโมคคัลลานะ


พระ มหาโมคคัลลานะ เมื่ออุปสมบทได้ 7 วัน ได้ไปทำความเพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลป์ลาวาลมุตตาคาม แขวงมคธ ถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้าครอบงำ ไม่สามารถจะทำความเพียรได้

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ สวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคิรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ ทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระโมคคัลลานะ โงกง่วงอยู่

จึงทรงทำปาฏิหาริย์ให้เห็นปรากฏ ประหนึ่งว่าเสด็จประทับอยู่ตรงหน้า ทรงแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วงแก่เธอตามลำดับ ดังนี้













  1.  โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทำไว้ในใจซึ่งสัญญาอย่างนั้นให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ 

    ( หมายเหตุ ข้างต้นเป็นไปตามพระไตรปิฏกฉบับมหามกุฏและสยามรัฐ ซึ่งแปลสำนวนจาก บาลีฉบับสยามฯ ส่วน พระไตรปิฏกฉบับมหาจุฬา แปลสำนวนตาม บาลีสากล ซึ่งตรงตามบาลีลังกาและพม่า
    ได้เนื้อความว่า "เมื่อเธอมีสัญญาอยู่อย่างไร ความง่วงนั้น ย่อมครอบงำเธอได้ เธออย่าได้มนสิการถึงสัญญานั้น อย่าได้ทำสัญญานั้นให้มาก เป็นไปได้ที่เมื่อเธออยู่อย่างนั้นจะละความง่วงนั้นได้" .
    สำหรับ บาลีจากพระไตรปิฎกบาลีฉบับต่างๆเป็นดังนี้ : "ตสฺมาติห, โมคฺคลฺลาน, ยถาสญฺญิสฺส เต วิหรโต ตํ มิทฺธํ โอกฺกมติ, ตํ สญฺญํ มา มนสากาสิ [มา มนสิกาสิ (สี.), มนสิ กเรยฺยาสิ (สฺยา.), มนสากาสิ (ก.)], ตํ สญฺญํ มา พหุลมกาสิ [ตํ สญฺญํ พหุลํ กเรยฺยาสิ (สฺยา.), ตํ สญฺญํ พหุลมกาสิ (ก.)]ฯ ฐานํ โข ปเนตํ, โมคฺคลฺลาน, วิชฺชติ ยํ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ". )
     
  2. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  3. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสาธยายธรรมที่ได้เรียนได้ฟังมาแล้วให้มากจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  4. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ายมือจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  5. ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำเหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  6. ถ้า ยังละไม่ได้ เธอควรทำไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือ กำหนดความสว่างไว้ในใจเหมือนกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  7. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสำรวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้
  8. ถ้า ยังละไม่ได้ เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบความสุขในการนอนและการเคลิ้มหลับอีกจะเป็นเหตุให้ละความง่วง ได้


พระพุทธองค์ ตรัสสอนอุบายเพื่อบรรเทาความง่วงโดยลำดับจนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วงก็ให้นอน แต่ให้นอนอย่างมีสติ

ที่มา th.wikipedia.org/wiki/พระมหาโมคคัลลานะ

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

วันอัฏฐมีบูชา

วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ


วันอัฐมีบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ เป็นวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า หลังจากเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 8 วัน วันอัฏฐมีบูชาปีพุทธศักราช 2556 ตรงกับวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2556




ความหมาย
เนื่องด้วยอัฏฐมีคือวันแรม ๘ ค่ำ แห่งเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) เป็นวันที่ถือกันว่าตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เมื่อถึงวันนี้แล้ว พุทธศาสนิกชนบางส่วน ผู้มีความเคารพกล้าในพระพุทธองค์ มักนิยมประกอบพิธีบูชา ณ ปูชนียสถานนั้น ๆ วันนี้จึงเรียกว่า "วันอัฏฐมีบูชา"

ประวัติความเป็นมา 

พิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ 
 
 หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ พวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ใน เมืองกุสินาราตลอด ๗ วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๘ คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง

     พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำของพระเถระนั้นคือ ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า ๕๐๐ คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้นอัญเชิญ พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า ๔ คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธะพระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามี ความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุหมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี

     ครั้งนั้นพระมหากัสสปะเถระและหมู่ภิกษุเดินทางจากเมืองปาวา หมายจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ระหว่างทาง ได้พบกับพราหมณ์คนหนึ่ง ถือดอกมณฑารพสวนทางมา พระมหากัสสปะได้เห็นดอกมณฑารพก็ทราบว่า มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น ดอกไม้นี้มีเพียงในทิพย์โลก ไม่มีในเมืองมนุษย์ การที่มีดอกมณฑารพอยู่ แสดงว่าจะต้องมีอะไร เกิดขึ้นกับพระศาสดา พระมหากัสสปะถามพราหมณ์นั้นว่า ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับพระศาสดาบ้างหรือไม่ พราหมณ์นั้นตอบว่า พระสมณโคดมได้ปรินิพพานไปล่วงเจ็ดวันแล้ว "พระศาสดาปรินิพพานแล้ว" คำนี้เสียดแทงใจของพระภิกษุปุถุชนยิ่งนัก พระภิกษุศิษย์ของพระมหากัสสปะบางรูป ที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็กลิ้งเกลือกไปบนพื้น บ้างก็คร่ำครวญร่ำไห้ ว่า "พระศาสดาปรินิพพานเสียเร็วนัก" ส่วนพระภิกษุผู้เป็นอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว ย่อมเกิดธรรมสังเวชว่า "แม้พระศาสดา ผู้เป็นดวงตาของโลก ยังต้องปรินิพพาน สังขารธรรมไม่เที่ยงแท้เสียจริงหนอ"

     แต่ในหมู่ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น เสียงของสุภัททะวุฑฒบรรพชิตก็ดังขึ้น "ท่านทั้งหลายอย่าไปเสียใจเลย พระสมณโคดมนิพพานไปซะได้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่มีคนมาคอยจ้ำจี้จ้ำไช ว่าสิ่งนี้สมควรกับเรา สิ่งนี้ไม่สมควรกับเรา" คำพูดของหลวงตาสุภัททะ เป็นที่สังเวชต่อพระมหากัสสปะยิ่งนัก ท่านคิดว่า "พระผู้มีพระภาคยังนิพพานไปได้ไม่นาน ก็มีภิกษุบาปชนกล่าวจาบจ้วงพระศาสดา จาบจ้วงพระธรรมวินัยเช่นนี้ ถ้าเวลาผ่านไป ก็คงมีภิกษุบาปชนเช่นนี้ กล่าวจาบจ้วงพระธรรมวินัยเกิดขึ้นเป็นอันมาก" แต่ท่านก็ยั้งความคิดเช่นนี้ไว้ก่อน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะกระทำสิ่งใดๆ นอกจากจะต้องจัดการ ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสียก่อน

     เมื่อพระมหากัสสปะและภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางมาถึงสถานที่ถวายพระเพลิงมกุฏพันธนเจดีย์แล้ว ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี กระทำประทักษิณ รอบเชิง ตะกอน ๓ รอบ พระมหากัสสปะเปิดผ้าทางพระบาทแล้ว ถวายบังคมพระบาททั้งสองด้วยเศียรเกล้า โดยท่านกำหนดว่าตรงนี้เป็นพระบาทแล้ว เข้าจตุตถฌาน อันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วอธิษฐานว่า "ขอพระยุคลบาท ของพระองค์ที่มีลักษณะเป็นจักรอันประกอบด้วยซี่พันซี่ ขอจงชำแรกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ พร้อมทั้งสำลี ไม้จันทน์ ออกเป็นช่อง ประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าของข้าพระองค์ด้วยเถิด" เมื่ออธิษฐานเสร็จ พระยุคลบาทก็แหวกคู่ผ้า ๕๐๐ คู่ออกมา พระเถระจับยุคลบาทไว้มั่น และน้อมนมัสการเหนือเศียรเกล้าของตน มหาชนต่างเห็นความอัศจรรย์นั้น ก็ส่งเสียงแสดงความอัศจรรย์ใจ เมื่อพระเถระและภิกษุ ๕๐๐ รูป ถวายบังคมแล้ว ฝ่าพระยุคลบาทก็เข้าประดิษฐานในที่เดิม ครั้นแล้วเปลวเพลิงก็ลุกโพลงท่วมพระสรีระของพระศาสดา ด้วยอำนาจของเทวดา ในการเผาไหม้นี้ ไม่มีควันหรือเขม่าใดๆฟุ้งขึ้นเลย เมื่อเพลิงใกล้จะดับ ก็มีท่อน้ำไหลหลั่งลงมาจากอากาศ และมีน้ำพุ่งขึ้นจากกองไม้สาละ ดับไฟที่ยังเหลืออยู่นั้น เหล่าเจ้ามัลละก็ปะพรมพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยของ หอม ๔ ชนิด รอบๆบริเวณ ก็โปรยข้าวตอกเป็นต้น แล้วจัดกองกำลังอารักขา จัดทำสัตติบัญชร (ซี่กรงทำด้วยหอก) เพื่อป้องกันภัย แล้วให้ขึงเพดานผ้าไว้เบื้องบน ห้อยพวง ของหอม พวงมาลัย พวงแก้ว ให้ล้อมม่านและเสื่อลำแพนไว้ทั้งสองข้าง ตั้งแต่มกุฏพันธนเจดีย์ จนถึงศาลาด้านล่าง ให้ติดเพดานไว้เบื้องบน ตลอดทางติดธง ๕ สีโดยรอบ ให้ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำ พร้อมกับตามประทีปมีด้ามไว้ตามถนนทุกสาย พวกเจ้ามัลละนำพระธาตุทั้งหลายวางลงในรางทองแล้ว อัญเชิญไว้บนคอช้าง นำพระธาตุเข้าพระนครประดิษฐานไว้บนบัลลังก์ที่ทำด้วยรัตนะ ๗ อย่าง กั้นเศวตร ฉัตรไว้เบื้องบน แล้วจัดกองกำลังอารักขาอย่างนี้คือ "จัดเหล่าทหารถือหอกล้อมพระธาตุไว้ จากนั้นจัดเหล่าช้างเรียงลำดับกระพองต่อกันล้อมไว้ พ้นจากเหล่าช้างก็เป็น เหล่า ม้าเรียงลำดับคอต่อกัน จากนั้นเป็นเหล่ารถ เหล่าราบรอบนอกสุดเป็นทหารธนูล้อมอยู่" พวกเจ้ามัลละจะจัดฉลองพระบรมธาตุตคลอด ๗ วัน ต้องการความมั่นใจว่า ๗ วัน นี้แม้จะมีการละเล่นก็เป็นการละเล่นที่ไม่ประมาท
 
วันสลายพระสรีระ
มกุฏพันธนเจดีย์สถานที่ถวายพระเพลิงพุทธสรีระ

      หลังจากนั้น เมื่อข่าวการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า และการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระสรีระกลายเป็นพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เหล่ากษัตริย์ในนครต่างๆ รวม ๗ แคว้น ได้แก่
 
     (๑.) พระเจ้าอชาตศัตรู เมืองสาวัตถี แคว้นมคธ
       (๒.) กษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี   แคว้นวัชชี
       (๓.) กษัตริย์ศากยะ เมืองกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
       (๔.) กษัตริย์ถูลี เมืองอัลกัปปะ      แคว้นอัลกัปปะ (ไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด)
       (๕.) กษัตริย์โกลิยะ เมืองรามคาม (เทวทหะ) แคว้นโกลิยะ
       (๖.) มหาพราหมณ์ เมืองเวฏฐทีปกะ  แคว้นเวฏฐทีปกะ 
(ไม่ทราบตำแหน่งแน่ชัด)        
        (๗.) กษัตริย์มัลละ เมืองปาวา(แคว้นมัลละเดียวกันกับกุสินารา แต่คนละเมือง)
 
ก็ปรารถนาจะได้พระบรมสารีริกธาตุไปบูชา จึงส่งสาสน์ ส่งฑูตมาขอพระบรมสารีริกธาตุ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคของเรา" "พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น กษัตริย์ แม้เราก็เป็นกษัตริย์ เราจึงมีส่วนที่จะได้พระบรมธาตุบ้าง" เหล่ามัลละกษัตริย์ก็ไม่ยอมยกให้ ด้วยเหตุผลว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานในเมืองของเรา" ดังนั้น กษัตริย์ในพระนครต่างๆ เช่น พระเจ้าอชาตศัตรู จอมกษัตริย์แคว้นมคธ และกษัตริย์เหล่าอื่นๆ จึงยกกองทัพมาด้วยหวังว่า จะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อยกกองทัพ มาถึงหน้าประตูเมือง ทำท่าจะเกิดศึกสงครามแย่งชิงพระบรมธาตุ ครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือ โทณพราหมณ์ หวั่นเกรงว่าจะเกิดสงครามใหญ่ จึงขึ้นไปยืนบนป้อมประตูเมือง ประกาศว่า  
 
 “ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่านจงฟังคำอันเอกของข้าพเจ้าพระพุทธเจ้าของเรา ทั้งหลาย เป็นผู้กล่าวสรรเสริญขันติ การจะสับประหารกันเพราะส่วนพระสรีระ ของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุคคลเช่นนี้ไม่ดีเลย ขอเราทั้งหลายทั้งปวง จงยินยอมพร้อมใจยินดีแบ่งพระสรีระออกเป็นแปดส่วนเถิด ขอพระสถูปจงแพร่หลายไป ในทิศทั้งหลาย ชนผู้เลื่อมใสต่อพระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุมีอยู่มาก ฯ” (ทีฆนิกาย มหาวรรค. ๑๐/๑๕๘/๑๓๒)

 

ด้วย วาทะของโทณะพราหมณ์ ทำให้มัลละกษัตริย์ยอมปรองดองกับกษัตริย์และพราหมณ์ โดยตกลงกันให้โทณะพราหม์เป็นผู้จัดการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้แก่แคว้นต่าง ๆ โดยเท่ากัน ซึ่งโทณะพราหมณ์ด้รับทะนานทองที่ใช้ในการตวงพระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นที่ ระลึก

ในพระไตรปิฎกทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตรได้กล่าวถึงเหตุการณ์ขณะที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรม สารีริกธาตุว่าหมู่คณะเหล่านั้นตอบว่า "ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้นขอท่านนั่นแหละจงแบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาคออกเป็น ๘ ส่วนเท่าๆ กัน ให้เรียบร้อย เถิด โทณพราหมณ์ รับคำของหมู่คณะเหล่านั้นแล้ว แบ่งพระสรีระพระผู้มีพระภาค ออกเป็น ๘ ส่วนเท่ากันเรียบร้อย จึงกล่าวกับหมู่คณะเหล่านั้นว่า ดูกร ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอพวกท่าน จงให้ตุมพะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจักกระทำพระสถูป และกระทำการฉลองตุมพะบ้าง ทูตเหล่านั้นได้ให้ตุมพะแก่โทณพราหมณ์ ฯ

     พวกเจ้าโมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ในเมืองกุสินารา จึงส่งทูตไปหาพวกเจ้ามัลละเมืองกุสินาราว่า พระผู้มีพระภาคเป็นกษัตริย์ แม้ เราก็เป็นกษัตริย์เราควรจะได้ส่วนพระสรีระ พระผู้มีพระภาคบ้าง จักได้กระทำพระสถูปและการฉลองพระสรีระพระผู้มีพระภาค พวกเจ้ามัลละ เมืองกุสินาราตอบว่า ส่วนพระสรีระพระผู้มีพระภาคไม่มี เราได้แบ่งกันเสียแล้ว พวกท่านจงนำพระอังคารไปแต่ที่นี่เถิด พวกทูตนั้น นำพระอังคารไปจากที่นั้นแล้ว ฯ 


  พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ แปดทะนาน เจ็ดทะนาน บูชากันอยู่ในชมพูทวีป ส่วนพระสรีระอีกทะนานหนึ่งของพระพุทธเจ้าผู้เป็นบุรุษที่ประเสริฐอันสูงสุด พวกนาคราชบูชากันอยู่ในรามคาม พระเขี้ยวองค์หนึ่งเทวดา ชาวไตรทิพย์บูชาแล้ว ส่วนอีกองค์หนึ่ง บูชากันอยู่ใน คันธารบุรี อีกองค์หนึ่งบูชากันอยู่ใน แคว้นของพระเจ้ากาลิงคะ อีกองค์หนึ่ง พระยานาคบูชากันอยู่ฯ ด้วยพระเดชแห่งพระสรีระพระพุทธเจ้านั้นแหละ แผ่นดินนี้ชื่อว่า ทรงไว้ซึ่งแก้วประดับแล้วด้วยนักพรตผู้ประเสริฐที่สุด พระสรีระของพระพุทธเจ้า ผู้มีจักษุนี้ ชื่อว่าอันเขาผู้สักการะๆ สักการะดีแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใด อันจอมเทพจอมนาคและจอมนระบูชาแล้ว อันจอมมนุษย์ผู้ประเสริฐสุดบูชาแล้วเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลาย จงประนมมือ ถวายบังคมพระสรีระนั้นๆ ของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นพระพุทธเจ้า ทั้งหลายหาได้ยากโดยร้อยแห่งกัป ฯ พระทนต์ ๔๐ องค์บริบูรณ์ พระเกศาและ พระโลมาทั้งหมด พวกเทวดานำไปองค์ละองค์ๆ โดยนำต่อๆ กันไปในจักรวาล ดังนี้แล ฯ "
 ( พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร ข้อที่ ๑๕๙-๑๖๒)
 
 เมื่อวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้นเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วน โดยเฉพาะพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาแห่งวัดนั้น ๆ ได้พร้อมกันประกอบพิธีบูชาขึ้น เป็นการเฉพาะภายในวัด เช่นที่ปฏิบัติกันอยู่ในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ เป็นต้น แต่จะปฏิบัติกันมาแต่เมื่อใด ไม่พบหลักฐาน ปัจจุบันนี้ก็ยังถือปฏิบัติกันอยู่













ความสำคัญ
   โดยที่วันอัฏฐมีคือวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันที่มีเหตุการณ์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ถือเป็นวันที่ตรงกับวันที่ตรงกับวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเป็นวันที่ชาวพุทธต้องวิปโยค และสูญเสียพระบรมสรีระแห่งองค์พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงยิ่ง ประดุจการสูญเสียประทีปที่นำทางให้มวลมนุษย์ก้าวล่วงสังสารวัฏ และเป็นวันควรแสดงธรรมสังเวชและระลึกถึงพระพุทธคุณให้สำเร็จเป็นพุทธานุสสติภาวนามัยกุศล

พิธีอัฏฐมีบูชา
   การประกอบพิธีอัฏฐมีบูชานั้น นิยมทำกันในตอนค่ำและปฏิบัติอย่างเดียวกันกับประกอบพิธีวิสาขบูชา ต่างแต่คำบูชาเท่านั้น


คำถวายดอกไม้ธูปเทียนในวันอัฏฐมีบูชา
ยะมัมหะ โข มะยัง, ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, โย โน ภะคะวา สัตถา, ยัสสะ จะ มะยัง, ภะคะวะโต ธัมมัง โรเจมะ, อะโหสิ โข โส ภะคะวา, มัชฌิเมสุ ชะนะปะเทสุ, อะริยะเกสุ มะนุสเสสุ อุปปันโน, ขัตติโย ชาติยา, โคตะโม โคตเตนะ, สักยะปุตโต สักยะกุลา ปัพพะชิโต, สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก, สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ, อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ, นิสสังสะยัง โข โส ภะคะวา, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต โลกะวิทู, อนุตตะโร ปุริสทัมมะสาระถิ, สัตถา เทวะมะนุสสานัง, พุทโธ ภะคะวา สวากขาโต โข ปะนะ, เตนะ ภะคะวา ธัมโม, สันทิฏฐิโก, อะกาลิโก, เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก, ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ. สุปะฏิปันโน โข ปะนัสสะ, ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ, อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, อาหุเนยโย, ปาหุเนยโย, ทักขิเนยโย อัญชลีกะระณีโย. อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ. อะยัง โข ปะนะ ถูโป(ปฏิมา) ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ กโต (อุททิสสิ กตา) ยาวะเทวะ ทัสสะเนนะ, ตัง ภะคะวันตัง อะนุสสะริตวา, ปะสาทะสังเวคะปะฏิลาภายะ, มะยัง โข เอตะระหิ, อิมัง วิสาขะปุณณะมิโตปะรัง อัฏฐะมีกาลัง, ตัสสะ ภะคะวะโต สรีรัชฌาปะนะกาละสัมมะตัง ปัตวา, อิมัง ฐานัง สัมปัตตา, อิเม ทัณฑะทีปะธูปะ-, ปุปผาทิสักกาเร คะเหตวา, อัตตะโน กายัง สักการุปะธานัง กะริตวา, ตัสสะ ภะคะวะโต ยะถาภุจเจ คุเณ อะนุสสะรันตา, อิมัง ถูปัง(ปะฏิมาฆะรัง) ติกขัตตุง ปะทักขิณัง กะริสสามะ, ยะถาคะหิเตหิ สักกาเรหิ ปูชัง กุรุมานา.

สาธุ โน ภันเต ภะคะวา, สุจิระปะรินิพพุโตปิ, ญาตัพเพหิ คุเณหิ, อะตีตารัมมะณะตายะ ปัญญายะมาโน, อิเม อัมเหหิ คะหิเต, สักกาเร ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ฑีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ.

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

พระรัฐปาลเถระ ผู้ประท้วงอดอาหารเพื่อขอบวช

ถึงผู้มีบุญที่รักในการออกบวชทุกท่าน

ในสักช่วงชีวิตหนึ่งของชาวพุทธทุกคน การบวชเพื่อศึกษาคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่รู้ๆกัน แต่ใช่ว่าเส้นทางสู่การเป็นบรรชิตของผู้ชายแท้ชาวพุทธจะถูกโปรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปไม่

ท่านผู้เคยออกลุยชวนบวชน่าจะเคยทราบอุปสรรคต่างๆดังกล่าวมาหลายกรณี โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ คือ พ่อแม่ไม่อนุญาตให้บวช

ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลและวิธีเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวด้วยตัวเอง เพื่อเป็นกรณีศึกษาต่อผู้ใคร่จะออกบวชสืบไป

พระรัฏฐปาลเถระ(พระรัฐบาล)
บุพกรรมในอดีตท่านพระ รัฏฐปาลเถระ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในพระนครหังสวดี ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้านั้นทรงอุบัติ พอเจริญวัยแล้ว บิดาล่วงลับดับชีวิตไป ตนเองก็ดำรงเพศเป็นฆราวาสครองเรือน ได้เห็นทรัพย์สมบัติ ที่มีอยู่ในตระกูลวงศ์ อันหาประมาณมิได้ ตามที่คนผู้รักษาเรือนคลังรัตนะมาแสดงให้ทราบแล้ว จึงคิดว่า ปู่ย่า ตายาย เป็นต้นของเรา ไม่อาจเพื่อจะถือเอา กองทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ ไปกับตนได้เลย แต่เราควรที่จะถือเอาไปด้วยให้ได้ จึงได้ให้มหาทาน แก่หมู่คนทั้งหลาย มีคนกำพร้าเป็นต้น

ท่านได้บำรุงพระดาบส ผู้ได้อภิญญารูปหนึ่ง บุญนั้น จึงส่งให้ท่านเป็นใหญ่ ในเทวโลก ท่านบำเพ็ญบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ครองเทวราชสมบัติ ในเทวโลกนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

สมัยพุทธกาล
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระรัฏฐปาล เป็นบุตรของรัฏฐปาลเศรษฐี ผู้เป็นหัวหน้าในหมู่ชน ชาวถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ

สมัย หนึ่ง พระบรมศาสดา เสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิตนิคม ชาวนิคมได้ทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา จึงพากันมาเข้าไปเฝ้า บางพวกถวายบังคม บางพวกเป็นแต่พูดจาปราศรัย บางพวกเป็นแต่ประนมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อ และโคตรของตน บางพวกนิ่งอยู่ ทุกหมู่นั้น พากันนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรแห่งหนึ่ง

อดอาหารประท้วงเพื่อต้องการบวช
พระ บรมศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้เกิดความเลื่อมใสแล้ว คนเหล่านั้นก็ทูลลากลับไป ส่วนรัฏฐปาละ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาแล้ว เกิดความเลื่อมใส ใคร่จะบวช พอพวกชาวนิคมนั้นกลับไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอบรรพชา

ครั้นได้ทราบว่าพระบรมศาสดา ไม่ทรงบวชกุลบุตร ที่มารดาบิดาไม่อนุญาต รัฏฐปาละ ก็พูดอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง มารดาบิดาไม่ยอม รัฏฐปาละเสียใจ ลงนอนไม่ลุกขึ้น อดอาหารเสียไม่กิน คิดว่าจักตายในที่นี้ หรือจักบวชเท่านั้น

มารดา บิดา ปลอบให้ลุกขึ้นกินอาหาร รัฏฐปาละก็นิ่งเสีย มารดาบิดา จึงไปหาสหายรัฏฐปาละ ขอให้ช่วยห้ามปราม สหายเหล่านั้น ก็ไปช่วยห้ามปราม เมื่อเห็นว่ารัฏฐปาละไม่ยอม จึงคิดว่า ถ้ารัฏฐปาละ ไม่บวชจักตายแล้ว หาเกิดคุณอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ถ้ารัฏฐปาละ ได้บวช มารดาบิดาและเราจักได้เห็นรัฏฐปาละ ตามเวลาที่สมควร อนึ่ง เมื่อรัฏฐปาละบวชแล้ว หากเบื่อหน่าย ในการประพฤติเช่นนั้น ก็จักกลับมาที่นี้อีก ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปหามารดาบิดาของรัฏฐปาละ ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง

มารดาบิดาของ รัฏฐปาละ เห็นด้วยแล้ว ก็ยอมตาม แต่ว่าบวชแล้ว ขอให้กลับมาเยี่ยมบ้าง สหายเหล่านั้น ก็กลับไปบอกความนั้น แก่รัฏฐปาละ ๆ ทราบว่า มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ดีใจลุกขึ้นเช็ดตัว แล้วอยู่บริโภคอาหารพอร่างกาย มีกำลังไม่กี่วันแล้ว ไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลว่าบิดามารดาอนุญาตแล้ว พระองค์ก็โปรดให้บวช เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

บรรลุอรหัตตผล
ครั้ นพระรัฏฐปาละ บวชแล้วไม่นาน ประมาณกึ่งเดือน พระบรมศาสดา เสด็จจากถุลลโกฏฐิตนิคม ไปประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี ส่วนพระรัฏฐปาละ ตามเสด็จไปด้วย ท่านตั้งอยู่ในความไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนา ได้สำเร็จพระอรหัตผล ถึงที่สุดของพรหมจรรย์แล้ว ถวายบังคมลา ออกจากสาวัตถี เที่ยวจาริกไปถึงถุลลโกฏฐิตนิคม พักอยู่ที่มิคจิรวัน พระราชอุทยานของพระเจ้าโกรัพยะ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินกุรุ

ในเวลา เช้า ท่านเข้าไปบิณฑบาตในนิคมนั้น จนถึงที่ใกล้เรือนของท่าน นางทาสีเห็นท่านแล้ว ก็จำได้ จึงบอกเนื้อความนั้น ให้แก่มารดาบิดาของท่านทราบ มารดาบิดาของท่าน จึงได้นิมนต์ท่านไปฉันในเรือน ในวันรุ่งขึ้น แล้วอ้อนวอน ให้ท่านกลับมาครอบครองสมบัติอีก ท่านก็ไม่สมประสงค์ เมื่อท่านรัฏฐปาละ ฉันเสร็จแล้วก็กล่าวคาถาอนุโมทนา พอเป็นทางให้เกิดสังเวชในร่างกาย แล้วจึงกลับมิคจิรวัน

ความเสื่อมมี ๔ อย่าง ทำให้คนออกบวช
ส่วน พระเจ้าโกรัพยะ เสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นรัฏฐปาละ ทรงจำได้ เพราะทรงรู้จักแต่เดิมมา เสด็จเข้าไปใกล้ ตรัสปราศรัยและประทับ ณ ราชอาสน์ ตรัสถามว่า รัฏฐปาละผู้เจริญ ความเสื่อมมี ๔ อย่าง ที่คนบางจำพวก ต้องประสบเข้าแล้ว จึงออกบวช คือ แก่ชรา, เจ็บ, สิ้นโภคทรัพย์, สิ้นญาติ ความเสื่อม ๔อย่างนี้ ไม่มีแก่ท่าน ท่านรู้เห็น หรือได้ฟังอย่างไร จึงได้ออกบวช

ธรรมุทเทศ ๔ ประการ
ท่านทูลว่า มหาบพิตร มีอยู่ ธรรมุทเทศ (ธรรมที่แสดงขึ้นเป็นหัวข้อสี่ข้อ) ที่พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นผู้รู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงแสดงขึ้นแล้วจึงออกบวช ธรรมุทเทศ ๔ ข้อนั้น คือ
ข้อที่หนึ่ง ว่า โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นตัวนำเข้าไปใกล้ความตาย ไม่ยั่งยืน
ข้อที่สอง ว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
ข้อที่สาม ว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
ข้อที่สี่ ว่า โลกคือหมู่สัตว์พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา

ครั้น ท่านพระรัฏฐปาละ ทูลเหตุที่ตนออกบวช แก่พระเจ้าโกรัพยะอย่างนี้แล้ว พระมหากษัตริย์ ก็ทรงเลื่อมใส ตรัสอนุโมทนาธรรมีกถา แล้วเสด็จกลับไป ส่วนท่านพระรัฏฐปาละ เมื่อพำนักอาศัยอยู่ในนิคมนั้น พอสมควรแล้ว ก็กลับมาอยู่ในสำนักของพระบรมศาสดา

เอตทัคคะในทางผู้บวชด้วยศรัทธา
อาศัย คุณที่ท่าน เป็นผู้บวชด้วยศรัทธามาแต่เดิม และกว่าจะบวชได้ ก็แสนยากลำบากนัก พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชด้วยศรัทธา (สทฺธาปพฺพชิตานํ). 


ที่มา https://sites.google.com/site/xsitimhasawk80xngkh/phra-ratth-pal-thera

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

อนุพุทธประวัติ ภาควังสะ 2 ตอนพระเจ้าอุเทน


พระเจ้าอุเทน 

พระ เจ้าอุเทน(Udena) ในปกรณ์ฝ่ายสันสกฤตเรียกว่า พระเจ้าอุทยัน (Udayan) เป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์วัตสะ (Vatsa Dunasty) ทรงปกครอง แคว้นวังสะ โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองโกสัมพี (Kosambi) หรือเกศัมพี (Kaushambi) ในภาษาสันสกฤต เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ใกล้เมืองอัลลาหบาดหรือประยาคในปัจจุบัน พระบิดานามว่าปรันตปะ

  
พระ เจ้าอุเทนประสูติในป่าเพราะพระมรดาถูกนกหัสดีลิงค์โฉบไปสู่ป่า แต่ได้รับการช่วยเหลือจากดาบสอัลลกัปปะ พระนางประสูติพระโอรสตอนใกล้รุ่ง จึงตั้งนามว่า อุเทน โดยได้รับการดูแลจากดาบสผู้เป็นพระบิดาเลี้ยง และพระมารดา เจ้าชายอุเทนได้ศึกษามนต์ฝึกช้างจนช่ำชอง และสามารถควบคุมช้างเป็นจำนวนมากได้ด้วยมนต์ที่ศึกษามาและยึดราชบัลลังก์นคร โกสัมพีจนสำเร็จ ด้วยการยกทัพช้างล้อมพระนคร

มี พระมเหสี ๓ พระองค์ คือ ๑.พระนางสามาวดี ๒.พระนางวาสุลทัตตา ๓. พระนางมาคันทิยา ต่อมาพระมเหสีทั้งสอง คือพระนางสามาวดีก็สิ้นพระชนม์จากการลอบวางเพลิงของพระนางมาคันทิยา ส่วนพระนางมาคันทิยาผู้อิจฉาก็ถูกราชอาญา เพราะทำผิดร้ายแรงด้วยการถูกเผาทั้งเป็นเช่นกัน  

ใน ตำนานฝ่ายเชนกล่าวว่าพระองค์มีพระโอรสพระองค์เดียวจากพระนางวาสวทัตตา คือเจ้าชายโพธิ (Prince Bodhi) ซึ่งต่อมาได้ปกครองราชบัลลังก์โกสัมพีแทนพระบิดา

ได้หันมา นับถือพุทธศาสนาเพราะพระนางสามาวดีพุทธสาวิกาที่มั่นคงพระองค์มีความสนิทสนม กับพระปิณโฑลภารทวาชะมาก จนต่อมาโกสัมพีก็กลายเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนา ครั้งสมัยพุทธกาลเป็นต้นมา พระอารามใหญ่ ๆ ในเมืองนี้คือ ๑. โฆสิตาราม สร้างโดยโฆสิตเศรษฐี(โฆสกะเศรษฐี) ๒. กุกกุฏาราม สร้างโดย กุกกุฏเศรษฐี และ ๓. ปาวาริการามโดยเศรษฐีปาวริกะ 

เนื้อเรื่องเต็ม
สองกษัตริย์บวชฤาษี

กษัตริย์ ๒ สหาย             
               ในกาลล่วงมาแล้ว พระราชา ๒ องค์ เหล่านี้ คือในแคว้นอัลลกัปปะ พระราชาทรงพระนามว่าอัลลกัปปะ, ในแคว้นเวฏฐทีปกะ พระราชาทรงพระนามว่าเวฏฐทีปกะ เป็นพระสหายกัน ตั้งแต่เวลายังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาศิลปะในสำนักอาจารย์เดียวกัน โดยล่วงไปแห่งพระราชบิดาของตนๆ ทรงเป็นพระราชาในแคว้น มีประมาณแคว้นละ ๑๐ โยชน์. พระราชา ๒ พระองค์นั้น เสด็จมาประชุมกันตลอดกาลตามกาล (ตามกาลอันสมควร) ทรงยืน, นั่ง, บรรทมร่วมกัน ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนตายมากมาย จึงทรงปรึกษากันว่า “ชื่อว่า ผู้ตามคนผู้ไปสู่ปรโลก ไม่มี, โดยที่สุดถึงสรีระของตน ก็ตามไปไม่ได้; ต้องละสิ่งทั้งปวงไป, ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา, เราจักบวช” ดังนี้แล้ว ทรงมอบรัชสมบัติให้แก่พระโอรสและพระมเหสี ออกผนวชเป็นพระฤษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้ทรงปรึกษากันว่า “พวกเราไม่อาจเพื่อเป็นอยู่ จึงละราชสมบัติออกบวชก็หาไม่, เราเหล่านั้น เมื่ออยู่ในที่แห่งเดียวกัน ก็จักเหมือนกับผู้ไม่บวชนั้นเอง, เพราะฉะนั้น เราจักแยกกันอยู่: ท่านจงอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น, เราจักอยู่ที่ภูเขาลูกนี้; แต่จักรวมกัน ในวันอุโบสถทุกกึ่งเดือน.”
               ครั้งนั้น พระดาบสทั้งสองนั้นเกิดมีความดำริขึ้นอย่างนี้ว่า “แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ ความคลุกคลีด้วยคณะเทียว จักมีแก่เราทั้งหลาย, ท่านพึงจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของท่าน, เราก็จักจุดไฟให้โพลงขึ้นที่ภูเขาของเรา; ด้วยเครื่องสัญญานั้น เราทั้งหลายก็จักรู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่.”

กำเนิดมนต์และพิณสะกดช้าง           
               ต่อมาในกาลอื่น เวฏฐทีปกดาบส ตายไป บังเกิดเป็นเทพเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่. หลังจากนั้นพอถึงกึ่งเดือน อัลลกัปปดาบส พอแลไม่เห็นไฟ ก็ทราบได้ว่า “สหายของเรา ทำกาละเสียแล้ว” แม้เวฏฐทีปกดาบสตรวจดูทิพพสิริของตนในขณะที่เกิด ใคร่ครวญถึงกรรม เห็นกิริยาที่ตนกระทำ จำเดิมแต่ออกบวชแล้ว คิดว่า “บัดนี้ เราจักไปเยี่ยมสหายของเรา” ในขณะนั้น จึงแปลง เป็นเหมือนคนหลงทาง ไปยังสำนักของอัลลกัปปดาบสนั้น ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ตรงนั้น.

               ลำดับนั้น อัลลกัปปดาบสนั้นจึงกล่าวถามบุรุษนั้นว่า “ท่านมาจากไหน?”(สำนวนในคัมภีร์)
               บุรุษ. ท่านผู้เจริญ ผมเป็นคนหลงทาง เดินมาจากที่ไกลเหลือเกิน, ก็พระผู้เป็นเจ้าอยู่รูปเดียวเท่านั้น ในที่นี้ หรือ? มีใครอื่นบ้างไหม?
               อัลละ. มีสหายของเราอยู่ผู้หนึ่ง.
               บุรุษ. ผู้นั้น ไปอยู่ที่ไหนหรือ?
               อัลละ. เขาอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น. แต่วันอุโบสถ เขาไม่จุดไฟให้โพลง, เขาจักตายเสียแล้วเป็นแน่.
               บุรุษ. เป็นอย่างนั้นหรือ ขอรับ?
               อัลละ. ผู้มีอายุ เป็นอย่างนั้น.
               บุรุษ. กระผมคือผู้นั้น ขอรับ.
               อัลละ. ท่านเกิดที่ไหน?
               บุรุษ. กระผมเกิดเป็นเทพเจ้า ผู้มีศักดิ์ใหญ่ ในเทวโลกขอรับ, มาอีก ก็ด้วยประสงค์ว่า ‘จักเยี่ยมพระผู้เป็นเจ้า’ เมื่อพระผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นี้ อุปัทวะอะไรมีบ้างหรือ?
               อัลละ. เออ อาวุโส, เราลำบาก เพราะอาศัยช้าง.
               บุรุษ. ท่านผู้เจริญ ก็ช้างทำอะไรให้ท่านเล่า?
               อัลละ. มันถ่ายคูถลงในที่กวาด, เอาเท้าประหารคุ้ยฝุ่นขึ้น; ข้าพเจ้านั้นคอยขนคูถช้างทิ้ง คอยเกลี่ยฝุ่นให้เสมอ ก็ย่อมลำบาก.(ช้างชอบมาขี้ที่อาศรม ทำให้ต้องคอยขนขี้ช้างและปัดกวาดลานบ่อยๆ)
               บุรุษ. พระผู้เป็นเจ้าปรารถนาจะไม่ให้ช้างเหล่านั้นมาไหมเล่า?
               อัลละ. เออ อาวุโส.
               บุรุษ. ถ้ากระนั้น กระผมจักทำไม่ให้ช้างเหล่านั้นมา ได้ถวายพิณสำหรับให้ช้างใคร่ และสอนมนต์สำหรับให้ช้างใคร่ แก่พระดาบสแล้ว: ก็เมื่อจะให้ ได้ชี้แจงสายพิณ ๓ สาย ให้เรียนมนต์ ๓ บท แล้วบอกว่า “เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว, ช้างไม่อาจแม้เพื่อจะหันกลับแลดู ย่อมหนีไป; เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างจะกลับเหลียวดูเบื้องหลังพลางหนีไป: เมื่อดีดสายพิณสายนี้ ร่ายมนต์บทนี้แล้ว ช้างนายฝูงย่อมน้อมหลังเข้ามาหา”, แล้วกล่าวว่า “สิ่งใด อันท่านชอบใจ, ท่านพึงทำสิ่งนั้นเถิด”. ไหว้พระดาบสแล้ว ก็หลีกไป.
               พระดาบสร่ายมนต์บทสำหรับไล่ช้าง ดีดสายพิณสำหรับไล่ช้าง แล้วช้างก็หนีไปจริงๆ.


กำเนิดพระเจ้าอุเทน

ฤดูหนาววันหนึ่งพระราชบิดากับพระราชมารดาประทับนั่งตากแดดอยู่ตรงระเบียง
ปราสาท  วันนั้นพระมเหสีห่มผ้ากัมพลสีแดง
บังเอิญนกหัสดีลิงค์ตัวหนึ่ง (นกยักษ์มีกำลังเท่าช้างสาร)
บินผ่านมาเจอเห็นผ้าสีแดงนึกว่าชิ้นเนื้อเลยลงโฉบจับพระมเหสีพร้อมเจ้าชายน้อยไป

   กล่าวถึง ฤาษีอัลละที่ได้วาไล่ช้างมานี้ กำลังไปเก็บกระดูกสัตว์
ที่นกกินเหลือเอามาต้มดื่ม  เมื่อนกบินไปถึงรังขณะกำลังจะลงมือกินแม่ลูก
พระมเหสีสติดีได้ร้องตะโกนขึ้นเพื่อไล่นกหนีไป(น่าจะกรีดร้องให้นกตกใจมากกว่า)
(ไม่ตะโกนตอนอยู่บนอากาศเดี๋ยวตกมาตาย) ฤาษีได้ยินเสียงคนเสียงเด็กร้อง
จึงปีขึ้นไปรับลงมาพาไปอยู่อาศรมของตน


ฝ่ายมเหสีเพื่อความมั่นคงของชีวิต
ก็ใช้มายาหญิงยั่วฤาษีจนตบะแตกอยู่เป็นผัวเมียกัน ฤาษีได้สอนมนต์พิณพระกุมาร
ที่สามารถควบคุมช้างทั้งฝูงให้อยู่ในอำนาจได้

หลังจากที่ฤาษีรู้ในญาณว่า พระบิดาของพระเจ้าอุเทนสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ส่งเจ้าชายอุเทนไปทวงราชสมบัติตามคำขอของมเหสี

เจ้า ชายอุเทนใช้มนต์เรียกกองทัพช้างย่ำเข้ามาในพระนครโกสัมพีจำนวนมาก คนในแคว้นวังสะล้วนชื่นชมในพลังอำนาจวิเศษและเข้าร่วมทัพ จนประชิดโกสัมพี เจ้าชายส่งสาสน์ขู่เอาราชสมบัติ คนในวังตอบว่า รับแต่เชื้อสายพระเจ้ากรุงโกสัมพี ซึ่งหายสาปสูญไปนานแล้ว เจ้าชายจึงแสดงแหวนราชวงศ์ ผ้ากัมพลแดงและประกาศสิทธิ์เหนือเศวตฉัตร เมื่อเห็นดังนั้นทั่วทัั้งพระนครจึงยอมรับเจ้าชายอุเทนเป็นพระราชาแห่งแคว้น วังสะ

หลังจากที่ราชสมบัติเป็นของพระเจ้าอุเทนแล้ว ข่าววิชาพิณเรียกช้างได้ไปเข้าหูราชาเมืองอุชเชนีคือ พระเจ้าจัณฑปัชโชต***

พระ เจ้าจันฑปัชโชต หรือ ปรัทโยตะ (Pradyota) ในภาษาสันสกฤตเป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์อวันตี (Avaanti Dynasty) โดยมีเมืองหลวงชื่อเมืองอุชเชนี (Ujjeni) หรืออุชชายินี (Ujjayini) ในภาษาสันสกฤต เมืองนี้อยู่ทางตอนกลางของประเทศอินเดีย พระองค์มีนิสัยดุร้ายจนมีคำว่า จัณฑะ (ดุร้าย) นำหน้าทรงเอาแต่ใจตัวเอง มีทรัพย์สมบัติที่มั่นคั่งเมืองหนึ่ง ในสมัยนั้นเป็นมิตรสหายของพระเจ้าปรันตปะแห่งเมืองโกสัมพี ครั้งหนึ่งพระองค์ประชวรอย่างหนัก หมอทั่วราชอาณาจักรเข้ารักษาก็ไม่มีใครรักษาสำเร็จ จนได้หมอชีวกโกมารภัจจ์จากรุงคฤห์มาช่วยรักษาอาการจึงหายเป็นปกติ พระองค์มีพระธิดาที่เลอโฉมนาว่าวาสุลทัตตา หรือ วาสวทัตตา (Vasavadatta)   มีพาหนะวิเศษ5อย่างได้แก่ พังภัททวดี เดินทางได้วันละ50โยชน์(33.33กิโล/ชม.) นายกาก(กากะ)60โยชน์ต่อวัน(40กิโล/ชม.) ม้าเวลกังสิและม้ามุญชเกสิ100โยชน์ต่อวัน(66.67กิโล/ชม.)และพลายนาฬาคีรี 120โยชน์ต่อวัน(80กิโล/ชม.)

(สงสัยเพราะมีช้างคุมยากอย่างนาฬาคีรี เลยอยากเรียนมนต์สะกดช้าง)

   พระราชาจึงส่งคนไปลักพาตัวพระเจ้าอุเทมาสอนวิชาให้ แต่แม้จะถูกจับ ก็ไม่ยอมเสียหลี่ยม ตั้งกฎกติกาว่า
คนจะเรียนวิชาด้วยต้องทำความเคารพเชื่อฟังตนจึงจะสอนวิชาให้(แล้วค่อยสั่งให้ปล่อยตัวเขาหนีไป)
ด้วยความรู้ทันเหลี่ยม พระราชาไม่ยอมไปเรียนเองเลยส่งพระราชธิดาไปแทน(วาสุลทัตตาผู้เลอโฉม)
ด้วยการให้นั่งเรียนกั้นผ้าม่านไว้ไม่ให้คนทั้งสองเห็นกันและกัน ป้องกันปัญหาชู้สาว
แล้วบอกพระธิดาว่าอาจารย์ที่สอนเป็นโรคเรื้อนขี้เรื้อน
บอกเจ้าชายว่าคนที่มาเรียนเป็นหญิงสามัญหน้าตาน่าเกลียด

วันหนึ่งพระเจ้าอุเทสอนคาถาบทหนึ่งแก่พระธิดา พระธิดาก็จำไม่ได้สักที
พระองค์โมโหเลยด่าว่าหน้าตาอุบาทว์ไม่พอยังโง่อีกต่างหาก
เจ้าหญิงพอได้ฟังโกรธมากโต้ตอบกลับว่าแกเป็นใครมาว่าคนอย่างข้า ไอ้ขี้เรื้อน
พระเจ้าอุเทนเลยกระชากผ้าม่านออกพอเห็นหน้าตาอันสวยงามหล่อเหลาของกันและกัน
ทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันทันที

อยู่ต่อมาออกอุบายพาเจ้าหญิงขี่ช้างพังภัททวดีหนีไปโดยพาพระเจ้าอุเทนไปด้วย อ้างว่าพระบิดาสั่งให้ทั้งคู่ไปเฝ้า
แต่เมื่อถึงทางแยกก็เลี้ยวไปทางโกสัมพี(ของพระเจ้าอุเทน)แทนที่จะไปเมืองอุชเชนี(ของพระบิดา)
พอทหารติดตามมาเจ้าชายก็หว่านเงินทองลงให้พวกที่ติดตามหยุดก้มเก็บเงิน จนตามช้างไม่ทัน
จนช้างเข้าเขตเมืองโกสัมพี และได้อภิเษกกับพระธิดาเป็นพระมเหสีเอกนับแต่นั้น
(เป็นอันว่าพระเจ้าจันฑปัชโชตเสียหน้า เสียช้าง แถมเสียลูกสาวอีก สามต่อ...)

*เพิ่มเติม* พระเจ้าอุเทนภายหลังได้กลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง โดยจะสังเกตว่า
ลาย ในสัญลักษณ์คือ คนดีดพิณ หมายถึงพระเจ้าอุเทนดีดพิณเรียกช้าง เหมือนเรียกคนมาจ่ายภาษีให้รัฐ อีกอย่างหนึ่งคือ ชื่อและสัญลักษณ์ของ มทร.อุเทนถวาย ตามประวัติของสถาบัน และยังคงเรียกรุ่นในสถาบันตนว่า "ลูกพระอุเทน" จนถึงทุกวันนี้

อนุพุทธประวัติ ภาคแคว้นวังสะ (1)

 ก็อบมาจาก FB ของตัวเอง

จากที่ได้ฟังธรรม เทศนาเรื่อง “ความรักเอย เจ้ามาจากไหน” ที่ตึกดีแทค ชั้น 33 กันแล้ว ก็มีเรื่องเล่าที่เป็นหนึ่งในซีรี่ส์ต่อเนื่องในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นเนื้อที่หลวงพี่นำมาเล่าให้ฟังและขยายความนั่นเองครับ

ซีรี่ส์นี้ขอเรียกว่า อนุพุทธประวัติ ภาคแคว้นวังสะ
ลำดับเรื่องราว
เกริ่นนำแคว้น-ประวัติพระเจ้าอุเทน เจ้าชายพลัดถิ่น รู้มนต์เรียกช้าง
โกตุหลิก โฆสกเทวบุตร โฆสกเศรษฐี โฆสิตาราม
นางสามาวดี
นางหลังค่อมชื่อ ขุชชุตรา
พระเจ้าอุเทนและนางสามาวดี
นางมาคันทิยา ผู้ต่อว่าพระพุทธเจ้า
นางมาคันทิยากล่าวหานางสามาวดี เกาฑัณฑ์เปลี่ยนทิศ
นางมาคันทิยาเผาตำหนัก จุดจบของอสรพิษ
พระสงฆ์แตกกันเอง สังฆเภทครั้งที่ 1
ทรงโปรดพระอนุรุทธะจนเป็นพระอรหันต์
เรื่องปาลิไลยกะ
-----------------------------------------------------

โฆสกเศรษฐี
โฆสก เศรษฐี เป็นเศรษฐีมหาศาลแห่งกรุงโกสัมพีที่พระเจ้าอุเทนครองอยู่ ในชาติปางก่อน โฆสกเศรษฐี เป็นชายยาจกเข็ญใจอยู่ในแคว้นอัลลกัปปะ ต่อมาที่แคว้นนี้เกิดทุพภิกขภัยผู้คนอดยาก ชายเข็ญใจก็พาภรรยาและบุตรไปที่เมืองโกสัมพี ระหว่างทางเหนื่อยอ่อนและหิวกระหายไม่มีแรงอุ้มลูกไว้กลางทาง

เมื่อ เดินทางไปถึงเมืองโกสัมพี สองสามีภรรยาก็ไปขออาศัยทำงานรับจ้างที่บ้านพ่อค้าโค พ่อค้าโคก็ให้พักและกินอาหาร ระหว่างนั้นพ่อค้าปั้นข้าวปายาสอย่างดีให้สุนัขที่เลี้ยงไว้ ชายเข็ญใจเห็นเช่นนั้นก็นึกในใจว่า .“.สุนัขตัวนี้โชคดีหนอได้กินอาหารที่ดียิ่งกว่ามนุษย์เสียอีก” และด้วยความหิวชายเข็ญใจเป็นลมตายและไปเกิดในครรภ์ของสุนัขตัวนั้น

เมื่อ ลูกสุนัขเกิด พ่อค้าโคก็รักใคร่หาน้ำนมโคอย่างดีมาเลี้ยง และเมื่อพ่อค้าโคนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามาฉันอาหาร พระปัจเจกพุทธเจ้าก็จะปั้นข้าวให้ลูกสุนัขด้วยความเมตตา จนสุนัขเติบใหญ่ สุนัขนั้นก็มีความรักให้พระปัจเจกพุทธเจ้ามาก ต่อมาพระปัจเจกพุทธเจ้าลาพ่อค้าโคไป สุนัขมีความอาลัยมาก ยืนเห่าอยู่จนพระปัจเจกพุทธเจ้าลับตาไป สุนัขก็หัวใจแตกตาย เมื่อตายไปกลายเป็นเทพบุตรที่มีเสียงอันดังจึงได้ชื่อว่า โฆสกเทพบุตร มีนางอัปสรแวดล้อม ๑,๐๐๐ นาง เป็นเทพบุตรผู้มีเสียงดังมากเพราะอานิสงส์การเห่าไล่สัตว์ร้ายให้พระปัจเจก พุทธเจ้า

ต่อมาโฆสกเทพบุตรต้องไปจุติในโลกมนุษย์ เสวยสมบัติอยู่ในเทวโลกไม่นาน มัวแต่เพลินบริโภคกามคุณจนลืมเสพอาหารทิพย์ จึงจุติไปเกิดเป็นบุตรหญิงงามเมืองในกรุงโกสัมพี ตามประเพณีของหญิงงามเมืองนี้ ถ้ามีลูกสาวก็จะเลี้ยงดูให้เป็นหญิงงามเมืองต่อ แต่ถ้าเป็นชายก็จะทิ้งไป เมื่อโฆสกเกิดเป็นชาย มารดาก็พาไปทิ้งที่กองขยะ มีหญิงคนหนึ่งเดินไปได้ยินเสียงเด็กแรกเกิดร้องก็เดินไปค้นหา พบเด็กน้อยนอนอยู่ในกองขยะจึงเกิดความเมตตารีบอุ้มไปพื่อจะนำไปเลี้ยง

เช้า วันนั้นเศรษฐีชาวเมืองโกสัมพีผู้หนึ่งดินทางไปเฝ้าพระราชา เมื่อปุโรหิตของพระราชา เศรษฐีถามปุโรหิตว่า .“วันนี้ดวงดาวเป็นอย่างไรท่านปุโรหิต” “ปุโรหิตตอบว่าดวงดาววันนี้ดีมาก เด็กที่เกิดวันนี้จะเป็นเศรษฐีมหาศาล ” เผอิญภรรยาของเศรษฐีก็ครรภ์แก่อยู่อาจจะคลอดในวันนี้พรุ่งนี้ เศรษฐีจึงรีบให้คนใช้กลับไปถามที่บ้านว่าภรรยาคลอดหรือยัง คนใช้รีบกลับไปถามแล้วมาบอกเศรษฐีว่ายังไม่คลอด เมื่อเศรษฐีกลับจากเฝ้าพระราชาไปถึงบ้านตอนเย็น ก็ให้นางกาลีคนรับใช้ไปสืบหาว่าใครคลอดลูกในวันนี้แล้วให้นำเงินหนึ่งพันกหา ปนะไปซื้อเด็กนั้นมา นางกาลีไปสืบจนพบหญิงที่เก็บโฆสกมาเลี้ยง เมื่อนางกาลีเห็นว่าเป็นเด็กที่เกิดวันนี้จึงรีบขอซื้อมาให้เศรษฐี เศรษฐีนึกในใจว่าถ้าลูกของเราที่จะเกิดมาเป็นหญิงก็จะให้แต่งงานกับเด็กคน นี้ แต่ถ้าลูกของเราเป็นชายเราก็จะฆ่าเด็กคนนี้เสีย เมื่อภรรยาเศรษฐีคลอดบุตรเป็นชาย เศรษฐีให้นางกาลีนำไปฆ่าด้วยวิธีต่างๆ
ถูกทิ้งถูกฆ่าซ้ำแล้วซ้ำอีก

เศรษฐี สั่งให้นางกาลีนำทารกไปวางขวางกลางประตูคอกโค หวังจะให้แม่โคเหยียบให้ตายตอนนายโคบาลปล่อยโคออกจากคอก แต่โคนายฝูงออกมายืนคร่อมทารกไว้ไม่ให้ทารกถูกแม่โคตัวอื่นเหยียบ นายโคบาลสังเกตเห็นผิดปกติที่โคนายฝูงปกติจะออกจากคอกหลังสุด แต่วันนี้กลับออกจากคอกก่อน แถมยังยืนนิ่งขวางทางอยู่จึงเดินไปดู เมื่อเห็นทารกนอนอยู่ก็เกิดความรักนำกลับไปเลี้ยงดู เศรษฐีรู้ว่านายโคบาลนำทารกไปเลี้ยงจึงให้นางกาลีไปไถ่ตัวกลับมาด้วยทรัพย์ พันหนึ่ง
เศรษฐีสั่ง ให้นางกาลีนำทารกไปวางขวางทางขบวนเกวียน ๕๐๐ เล่มที่พ่อค้าขับไปค้าขายแต่เช้ามืด แต่โคนำขบวนกลับหยุดขวางทางไว้ไม่ยอมลากเกวียนไปต่อ หัวหน้าขบวนเกวียนรอจนฟ้าสว่างจึงเห็นว่ามีทารกนอนอยู่ เขาจึงนำทารกกลับไปเลี้ยง แต่เศรษฐีก็ให้นางกาลีไปขอไถ่ตัวกลับมาอีกด้วยทรัพย์พันหนึ่ง
เศรษฐี สั่งให้นางกาลีนำทารกไปทิ้งที่ป่าช้าผีดิบ หวังจะให้ทารกถูกสุนัขป่าหรืออมนุษย์ฆ่าให้ตาย ครั้งนั้นนายอชบาลต้อนฝูงแพะหลายแสนตัวผ่านมา แม่แพะตัวหนึ่งหยุดให้นมทารก นายอชบาลเห็นจึงนำทารกกลับไปเลี้ยง เศรษฐีรู้จึงให้นางกาลีไปขอไถ่ตัวกลับมาอีกด้วยทรัพย์พันหนึ่ง
เศรษฐี สั่งให้นางกาลีนำทารกไปทิ้งที่เหวทิ้งโจร แต่ทารกก็ปลอดภัยเพราะตกลงบนพุ่มไม้ไผ่ หัวหน้าช่างจักสานมาตัดไม้ไผ่พบเข้าจึงพากลับไปเลี้ยง เศรษฐีรู้จึงให้นางกาลีไปขอไถ่ตัวกลับมาอีกด้วยทรัพย์พันหนึ่ง
เศรษฐีพยายามฆ่าเด็กหลายครั้งแต่ไม่ตาย จึงจำต้องเลี้ยงไว้จนเติบใหญ่ มีชื่อว่า โฆสกะ

    ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
เศรษฐี จำใจเลี้ยงโฆสกะ อยู่ในบ้านจนโต เศรษฐีก็คิดแค้นอยู่ตลอดเวลาวันหนึ่งเศรษฐีคิดถึงเพื่อนที่เป็นนายช่างหม้อ จึงหาทางกำจัดโฆสกจึงบอกโฆสกให้นำหนังสือไปให้ช่างหม้อ จดหมายนั้นบอกว่า “ ฉันมีลูกชาติชั่ว ถ้าลูกคนนี้มาพบท่าน ท่านจงเอามีดตัดให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ใส่ในตุ่มแล้วนำไปเผาในเตา แล็วเราจะให้รางวัลท่านหนึ่งพันกหาปนะ ” ขณะที่โฆสกเดินถือจดหมายไปพบลูกเศรษฐีกำลังเล่นคลีอยู่กับเพื่อนๆ ลูกเศรษฐีกำลังเล่นแพ้พอเห็นโฆสกก็เรียก “ พี่โฆสก มาช่วยเล่นด้วย ฉันกำลังแพ้ ” โฆสกตอบว่า “ไม่ได้พี่ต้องนำจดหมายด่วนของพ่อไปให้ช่างหม้อ” ลูกเศรษฐีจึงอาสาว่า “ฉันจะนำจดหมายไปให้นายช่างหม้อเอง”
ตอนเย็น เศรษฐีเห็นโฆสกจึงร้องถามว่า “เจ้ายังไม่ได้เอาจดหมายด่วนของพ่อไปให้ช่างหม้อหรือ?” โฆสกตอบว่า “น้องให้ฉันเล่นคลีแทน แล้วน้องถือจดหมายของพ่อไปให้ช่างหม้อ” เศรษฐีได้ฟังใจหายวาบ รีบวิ่งไปที่บ้านช่างหม้อ พอช่างหม้อเห็นหน้าเศรษฐีก็ร้องบอกว่า “เรื่องที่ท่านสั่งมานั้นเราทำสำเร็จแล้ว” เศรษฐีก็ป็นลมด้วยความเสียใจ
หลัง จากนี้เศรษฐีก็พยายามฆ่าโฆสกด้วยวิธีต่างๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ จนโฆสกเติบโตเป็นหนุ่ม เศรษฐีก็มิให้ร่ำเรียน โฆสกจึงอ่านหนังสือไม่ออก


โฆสกะแต่งงาน
เศรษฐี แค้นโฆสกะมากยิ่งขึ้นครุ่นคิดหาวิธีจะฆ่าโฆสกะให้ได้ จึงออกอุบายให้โฆสกะไปส่งจดหมายให้คนเก็บส่วยในชนบท โฆสกะบอกว่าตนยังไม่ได้กินข้าวเลย เศรษฐีบอกว่าระหว่างทางในชนบทมีเรือนของคามิกเศรษฐีซึ่งเป็นเพื่อนกัน ให้โฆสกะแวะกินข้าวที่เรือนนั้น โฆสกะไม่รู้หนังสือจึงเอาจดหมายผูกชายผ้าเดินทางไป
    เมื่อเดิน ทางถึงเรือนคามิกเศรษฐี โฆสกะจึงแวะเข้าไปหาภรรยาคามิกเศรษฐีแนะนำตัวเองว่าชื่อโฆสกะเป็นบุตรของ เศรษฐีในเมืองชื่อโฆสกะ ภรรยาเศรษฐีรู้สึกเมตตาจึงจัดข้าวปลาอาหารให้กิน และให้นางทาสีพาโฆสกะไปนอนพักผ่อน
    นางทาสีคนนั้นเป็นทาสีของ ธิดาเศรษฐี เมื่อนางจัดเตรียมที่นอนให้โฆสกะเรียบร้อยแล้วจึงไปรับใช้ธิดาเศรษฐีตามปกติ ธิดาเศรษฐีถามว่าทำไมวันนี้นางทาสีจึงมาช้านัก นางทาสีบอกว่านายหญิงให้ไปจัดที่นอนให้แขกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปหล่อชื่อ โฆสกะ
    พอธิดาเศรษฐีได้ยินชื่อ โฆสกะ นางก็บังเกิดความรักเฉือนเข้าไปถึงกระดูก เพราะธิดาเศรษฐีนี้คือนางกาลีอดีตภรรยาโฆสกะเมื่อครั้งที่เป็นนายโกตุหลิก นั่นเอง ความรักของนางเกิดขึ้นแล้วเพราะเหตุเคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน
    ธิดา เศรษฐีแอบไปดูโฆสกะ ที่นอนหลับอยู่ และหยิบหนังสือที่ชายผ้าเปิดอ่าน ในหนังสือนั้นบอกว่า“ผู้ถือหนังสือนี้เป็นลูกชาติชั่วของเรา ขอให้ท่านจงโยนลงภูเขาให้ตายถ้าท่านทำสำเร็จ เราจะให้รางวัลอย่างงาม” ธิดาคามิกเศรษฐีพอรู้ว่าโฆสกะถูกหลอกไปฆ่าจึงคิดวิธีช่วยเหลือ จัดการแปลงสารด้วยข้อความใหม่

    “ลูกชายของเราคนนี้ชื่อ โฆสกะ ท่านจงทำธุระให้เขาทำการมงคลกับธิดาคามิกเศรษฐีด้วย บรรณาการจากบ้านส่วย ๑๐๐ บ้าน ปลูกเรือน ๒ ชั้นให้เป็นที่อยู่ สร้างรั้วให้แข็งแรงและจัดเวรยามดูแลให้ดี แล้วส่งข่าวกลับไปบอกด้วยว่าท่านทำการเสร็จแล้ว เราจักสมนาคุณท่านในภายหลัง”
    เมื่อแปลงสารเสร็จแล้ว ธิดาเศรษฐีก็พับจดหมายคืนที่เดิม
    วัน รุ่งขึ้น โฆสกะเดินทางต่อจนถึงเรือนของนายส่วย เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว นายส่วยจึงจัดงานอาวาหมงคลให้โฆสกะกับธิดาคามิกเศรษฐี แล้วส่งข่าวให้เศรษฐีโกสัมพีทราบว่างานที่สั่งให้ทำสำเร็จแล้ว


เศรษฐีล้มป่วยเพราะความแค้น
เศรษฐี อ่านจดหมายนายส่วยจบก็เสียใจและแค้นใจ บุตรชายตัวเองหวังจะให้เป็นมหาเศรษฐีก็มาตาย ส่วนโฆสกะพยายามฆ่ามาหลายครั้งไม่เคยสำเร็จ ด้วยความแค้นและความเสียใจสุมเต็มอกเศรษฐีจึงล้มป่วยลงด้วยโรคลงแดง

เศรษฐี ตั้งใจว่าจะไม่ยอมยกสมบัติของตัวเองให้โฆสกะอย่างเด็ดขาด จึงส่งคนรับใช้ให้ไปตามโฆสกะมาหา แต่ภรรยาโฆสกะคอยดักไว้ไม่ให้พบ นางถามถึงอาการเศรษฐีว่าเป็นอย่างไรบ้าง คนรับใช้บอกว่ายังมีกำลังดีอยู่ นางจึงจัดที่พักให้บอกว่าให้อยู่ที่นี่ก่อนอย่าเพิ่งกลับ
เศรษฐีส่งคนรับใช้ไปอีก ภรรยาโฆสกะก็จัดที่พักให้เหมือนคนก่อน
    จน ถึงคนรับใช้คนที่สามมาบอกว่าเศรษฐีอาการเพียบหนักใกล้ตายแล้ว ภรรยาโฆสกะจึงบอกให้สามีเตรียมบรรณาการจากบ้านส่วย ๑๐๐ บ้าน ใส่เกวียนไปเยี่ยมเศรษฐี


    เมื่อไปถึงเรือนเศรษฐี ภรรยาบอกให้โฆสกะไปยืนทางปลายเท้า ส่วนนางยืนทางด้านศีรษะ เศรษฐีเห็นโฆสกะ มาแล้วจึงเรียกเสมียนมาถามว่า ในเรือนของฉันมีทรัพย์อยู่เท่าไร นายเสมียนตอบว่ามีทรัพย์อยู่ ๔๐ โกฏิ และเครื่องอุปโภคบริโภคบ้าน นา สัตว์ ๒ เท้า ๔ เท้า ยานพาหนะ มีอีกจำนวนหนึ่ง
เศรษฐีจะประกาศว่า
    “ฉันไม่ให้ทรัพย์แก่โฆสกะ”
    แต่ด้วยอาการไข้หนักเศรษฐีกลับพูดผิดว่า
    “ฉันให้..”
    ภรรยา โฆสกะที่รอท่าอยู่พอได้ยินเศรษฐีพูดเพียงเท่านี้ นางเกรงว่าเศรษฐีจะพูดคำอื่นอีกจึงแสร้งทำเป็นเศร้าโศก โถมศีรษะลงกลิ้งเกลือกบนอกเศรษฐี แสดงอาการร้องไห้คร่ำครวญจนเศรษฐีไม่อาจพูดได้อีก แล้วเศรษฐีก็ขาดใจตาย

ภรรยา โฆสกเศรษฐีเล่าให้นางกาลีฟังว่า เพราะนางแอบแปลงจดหมาย วันนี้โฆสกะจึงได้ตำแหน่งเศรษฐี นางกาลีก็เล่าให้นางฟังบ้างว่าเศรษฐีพยายามฆ่าโฆสกะมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ ยังเป็นทารก ใช้ทรัพย์ไปมากมายแต่ก็ไม่สามารถฆ่าโฆสกะได้ พอรู้ดังนั้นแล้วภรรยาโฆสกะจึงหัวเราะ
โฆสกเศรษฐีเข้าเรือนมา เห็นภรรยาหัวเราะจึงถามว่าหัวเราะอะไร ภรรยาไม่ยอมบอก โฆสกเศรษฐีชักดาบขู่ว่าถ้าไม่บอกเราจะฟันให้ขาดเป็น ๒ ท่อน ภรรยาจึงบอกว่า สมบัติทั้งหลายนี้ท่านได้มาเพราะดิฉัน
    แล้วภรรยาก็เล่าเรื่อง ราวให้สามีฟัง โฆสกเศรษฐีไม่เชื่อ ภรรยาจึงให้นางกาลีมายืนยันอีกคน ฟังแล้วโฆสกเศรษฐีจึงคิดว่า เราทำกรรมหนักไว้หนอจึงได้ผลเช่นนี้ ต่อไปเราจะไม่เป็นผู้ประมาทอีก
    คิดดังนั้นแล้ว เศรษฐีจึง ให้ตั้งโรงทาน สละทรัพย์วันละพันเพื่อสงเคราะห์คนเดินทางไกลและคนกำพร้า มอบหมายให้ นายมิตตะ เป็นผู้ดูแลโรงทาน อีกทั้งยังถวายภัตแด่พระดาบส ๕๐๐ รูป ในป่าหิมพานต์ใกล้กรุงโกสัมพีเป็นประจำ
โฆสกเศรษฐีมีลูกบุญธรรมชื่อ สามา ต่อมาคือพระนางสามาวดี ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในบทต่อไป
credit [Format] มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ http://thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=dokgaew&topic=1003
โปรดติดตามตอนต่อไป