แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วัดพระธรรมกายในทัศนะของนักข่าวผู้ไปเจาะลึก! (และไม่ประสงค์ออกนาม)

[มี เพื่อนที่ไม่ประสงค์ออกนามฝากแชร์มานะครับ อ่านดูแล้วน่าสนใจดี ค่อนข้างเนื้อหาเยอะ แต่เขาบอกว่า อ่านแล้วจะวิจารณ์วัดนี้ในแง่ใดก็ตามสบายเลยครับ ด้วยความเคารพ]

วัดพระธรรมกายในทัศนะของนักข่าวผู้ไปเจาะลึก! (และไม่ประสงค์ออกนาม) พร้อมข้อมูลพื้นฐานสำหรับนักวิจารณ์มือใหม่



*+ วัดพระธรรมกายในทัศนะของนักข่าวผู้ไปเจาะลึก! (และไม่ประสงค์ออกนาม) พร้อมข้อมูลพื้นฐานสำหรับนักวิจารณ์มือใหม่+*

เวลา นักข่าวจะไปสัมภาษณ์ใคร แน่นอนว่าต้องทำการบ้านมากพอสมควร ไม่เช่นนั้นเวลาไปถามแหล่งข่าวเข้า เค้าจะจับได้ว่าเรารู้ไม่จริง แสดงถึงความไม่มืออาชีพ แถวบ้านเรียก "โป๊ะ" จนนำมาสู่การ "เงิบ"

เช่น กัน ถ้าจะวิพากษ์วิจารณ์วัดพระธรรมกาย ต้องเข้าใจหลักศาสนาพุทธอยู่พอสมควร และต้องทราบไว้เบื้องต้นว่า ประเทศไทยไม่ใช่แหล่งกำเนิดศาสนาพุทธ และหลักพุทธแท้ๆเพียวๆ100% นักประวัติศาสตร์ หรือนักโบราณคดีจะรู้ดี ว่าพุทธศาสนาในไทยก็ไม่ใช่แก่นไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก เวลาจะไปดีเบทกับศิษย์วัดพระธรรมกาย ก็อย่าเพิ่งเอาพุทธธรรมเนียมปฏิบัติแบบไทยไปเปรียบเทียบกับแนวคำสอนหรือสิ่ง ก่อสร้างของวัดนี้ ต้องตระหนักว่าศิษย์วัดนี้มีทุกระดับ ความรู้แน่นๆทั้งนั้น ล่าสุดเห็นมีโครงการไปขุดค้นคัมภีร์พุทธโบราณ แถวเส้นทางสายไหม แถวๆอัฟกานิสถาน เห็นว่าเก่ากว่าคัมภีร์ที่เรารู้จักกันอีก

ฉะนั้น เวลาที่เห็นชาวพันทิบหรือเว็บบอร์ดต่างๆ โพสต์ภาพตัดต่อบิดเบือนข้อความ "ค้อนมหาสมบัติ ค่าเช่าด้ามละหมื่นละแสน" เรื่องรูปทรงเจดีย์ รูปทรงศาสนสถานในวัด จึงค่อนข้างเสียเวลา คนที่จะวิจารณ์ ต้องรู้จักพัฒนา content ใหม่ๆมาดีเบทบ้าง เห็นเถียงกันมาเป็น10กว่าปีแล้ว และคิดว่าอีก10ปีต่อไปคงเถียงประเด็นเดิมๆ ชาวแฟนคลับวัดพระธรรมกายทุกวันนี้ถึงกับรวบรวมข้อโจมตี พร้อมคำตอบออกมาท่องก็หลายเล่มแล้ว ดังนั้น จะโพสต์ภาพด่าวัดนี้ เช็คหรือยังว่าตัดต่อหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะก๊อบต่อๆกันมา ก่อนจะแซวเค้าว่า "แกรๆ ได้ข่าวว่าวัดแกรใช้บัตรเครดิตทำบุญแบบรูดปรื้ดๆ" เดียวคงโดนเค้าสวนกลับมาว่า "ดูชัดๆสิคะ นี่บัตรเดบิตค่ะ สาธุค่ะ" หรือถ้าจะต่อว่ารูปทรงเจดีย์ เดี๋ยวชาววัดนี้ได้ยกหลักเจดีย์วิทยามาอธิบาย พร้อมภาพประกอบสาญจิเจดีย์ รูปทรงโดมจากอินเดีย หรือไม่ เค้าอาจอธิบายหลัก "รูปทรงประหยัดสุดประโยชน์สูง" ตั้งอยู่กลางลานธรรมมองเห็นทุกด้าน หรือเค้าอาจจะสวนกลับมาว่า "จำไม่ได้หรอ ว่าเมรุชั่วคราวเผาศพเกจิวัดป่าชื่อดังที่อุดรธานี ก็รูปทรงแบบที่ยูว์เรียกกว่าจานบินนี้แหละ" เดี๋ยวเงิบแล้วจะหาว่าไม่เตือน

เอา ล่ะ! ข้อควรรู้อย่างแรกเลย วัดนี้ชื่อ "วัดพระธรรมกาย" ไม่ใช่ "วัดธรรมกาย" วัดธรรมกายไม่มีในสารบบ ถ้าจะเรียกพระลูกวัดนี้ต้องเรียก "พระวัดพระธรรมกาย"  ที่สำคัญเจ้าอาวาสฉายา "ธัมมชโย"( อ่านว่า ทำ-มะ-ชะ-โย) แหม่ มิน่าล่ะ ที่วัดพระธรรมกายไม่สะทกสะท้านอะไร ก็เพราะเรียกชื่อไม่ถูกนี่เอง ฮาๆ ส่วนถ้าใครเรียกถูกก็อนุโมทนา

ต่อ มา วัดนี้ ทั้งตามกฎหมายทางโลก และกฎหมายของสงฆ์ เป็นวัด "เถรวาท" ในพระพุทธศาสนา สังกัดมหานิกาย เหมือนวัดส่วนใหญ่ในประเทศไทย พระที่นี่ถือศีล 227 ข้อเหมือนพระที่อื่น มีงานวิจัยเกี่ยวกับคำสอนวัดนี้พบว่า "สอดคล้องกับหลักธรรมในคัมภีร์พุทธเถรวาท" ก็เป็นหน้าที่ของเราแล้วล่ะที่จะยกพระไตรปิฎกมาโต้แย้ง

แต่ๆๆช้าก่อน วัดนี้ยังมีทีเด็ดตรงนี้มีพระ ปธ.9 มากที่สุดในประเทศ พระมหา พระดร.ก็เยอะด้วย จะเถียงเรื่องพระไตรปิฎก เรื่องคำสอนพุทธศาสนาต้องทำการบ้านเยอะๆ รับรองชนะแน่นอน ฟันธง!  และต้องระวังคำพูดยอดฮิตของชาววัดนี้ที่ว่า "ถ้าวัดนี้สอนผิดๆ ทำไมการสอบบาลี สอบเปรียญธรรมซึ่งเป็นหลักสูตรกลางทั้งประเทศ วัดนี้ถึงสอบผ่านเยอะสุดล่ะ ถ้าสอนผิดก็สอบตกสิ" อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะโต้คืนยังไงนะ

ส่วนใครจะเห็นว่า "วัดนี้ ชั้นว่า ไม่ใช่วัด ชั้นมองว่าคนห่มเหลืองเหล่านี้ไม่ใช่พระ" ก็แล้วแต่ว่าท่านจะหาพยานหลักฐานหรือข้อมูลมาโต้แย้งเอา ขอเป็นประเด็นเด็ดๆให้ถึงหูคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ไทยอย่างมหาเถรสมาคม ให้ตัดขาด บอยคอตวัดพระธรรมกายไปเล้ยย! แต่พอวันเกิดเจ้าอาวาสทีไร ผมก็ยังเห็นมหาเถรสมาคมมาวัดนี้กันพรึ่บ แถมมีพระเกือบแสนๆมาพร้อมกันในวันนั้นด้วย จะว่าจ้างมาก็ไม่ใช่ ไม่คุ้มค่ารถ ผมลงพื้นที่สัมภาษณ์มาหลายหนแล้ว  ตรงนี้ต้องเป็นการบ้านหนักหน่อยว่า "หากวัดนี้ถือเป็นลัทธิหนึ่งที่ไม่ใช่พุทธ" ภาพแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น! ..อยากเห็นภาพใช่มั้ยว่าเป็นไง google เลยลูก! พวกเราถนัดอยู่แล้วหาข้อมูลจากgoogleน่ะ จัดไป ใช้คำว่า "22เมษาวันคุ้มครองโลก"นะ

อ้อ!เกือบลืมบอก เป็นเกร็ดเล็กๆน้อย ว่าจะเอาไว้ตอนท้าย แต่กลัวพิมพ์เพลินจนลืม แบบว่าข้อมูลเยอะ ใช้เวลาศึกษาข้อมูลอยู่นานพอควร

เช่น - สมัยเด็ก ใครเคยอ่านมงคลชีวิต38ประการ แล้วทางโรงเรียนก็จะให้สอบธรรมะทางก้าวหน้า นั่นแหละยูว์ เสียท่าวัดพระธรรมกายเข้าแล้วล่ะ วัดนี้เค้าทุ่มทุนเผยแผ่ธรรมะ แว่วๆมาว่าสำหรับโครงการนี้ปีละ 30 ล้าน อุตะ! ให้เด็กสอบปีละ5ล้านคน เอาเงินมาจากไหนกันเยอะแยะ

-คำว่า "สาาาธุ" "เอาบุญมาฝาก" "อนุโมทนาบุญครับ/ค่ะ" ที่แพร่หลายออกมาจากเหล่าลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย หรือที่เราเรียกว่า "สาวกธรรมกาย" นี่แหละ แถมยังเผยแพร่แนวคิดนุ่งขาวห่มขาวแบบจริงจังเข้าวัดอีก สมัยก่อนไม่ค่อยมีหรอก เจ้าอาวาสกับรองเจ้าอาวาสนี่แหละต้นคิด พวกเรารู้ไว้ด้วย

-  "บวชภาคฤดูร้อน" "ธรรมทายาท" นี่เลย วัดนี้เลย ต้นตำรับ มาจากรองเจ้าอาวาสเลย จนโน้ต อุดม ติดใจวัดนี้ ได้ดิบได้ดีจากเด็กเซาะกราวกลายเป็นเซเลปก็จากบวชที่นี่แหละ

-ป้าย "วันนี้วันพระ" "พรุ่งนี้วันพระ" ตามร้านขายพวงมาลัยในกรุงเทพฯน่ะ ส่วนใหญ่มีแต่ป้ายจากวัดพระธรรมกาย ลองสังเกตสิ

-น้ำท่วมใหญ่ปี2554 กระสอบบิ๊กแบ๊ค กับแผงเหล็กกั้นถนนช่วงคลองหลวง ชื่อ "วัดพระธรรมกาย" พ่นหราเลยจ้า แถมยังมีถุงยังชีพอีก

เอา ล่ะ พอก่อน จำไม่หมด เรื่องเล็กๆน้อยๆเอาไว้ก่อน มาถึงตอนนี้ผู้คนสงสัยว่า โอเค วัดนี้ด้านดีๆก็มีบ้าง แต่ทำไมถึงไม่เป็นข่าว นี่จะบอกให้ ดูหน้า1หนังสือพิมพ์สิ ลงข่าวดี ลงข่าวโลกสวยซะที่ไหน มันไม่มีองค์ประกอบของข่าว หรือคุณค่าความเป็นข่าวไงครับ เช่น ต้องเป็นบุคคลสำคัญ ความแปลกประหลาด การค้นพบวิทยาการอะไรใหม่ๆ เรื่องที่มีความใกล้ชิดกับเราหรือมีผลกระทบกับเรา เป็นต้น กิจกรรมประเภทCSR หรือPR หน่วยงานต่างๆส่วนใหญ่จะเสียตังค์ซื้อพื้นที่สื่อเอง ส่วนข่าวดราม่าๆตามกระแสสังคม โดยเฉพาะคนกรุงฯและชาวโซเชี่ยล แบบนี้แหละ สำนักข่าวชอบ

เหมือนดาราสักคน บางคนอาจจะดี แต่ภาพลักษณ์ผ่านสื่ออาจดูเลว  ส่วนบางคนเลว แต่สร้างภาพผ่านสื่อว่าดี มันขึ้นอยู่กับตัวเราแล้วแหละ ว่าจะมีวิจารณญาณขนาดไหน

โดยเฉพาะล่า สุด ธุดงค์ธรรมชัย ของวัดนี้แน่นอนว่าสำนักข่าวต่างๆจ้องเล่นข่าวอยู่แล้ว ตามหลักทฤษฎี เข้าหลายข้อเลยแหละ และยิ่งบอกว่าทำให้รถติดด้วยนะ ยิ่งแจ่มเลย ขนาดฝนตกแล้วรถติดยังด่าฝนเลยจ้าาา ฉะนั้น ชาววัดพระธรรมกายอย่าน้อยใจ นี่คือโลกของความเป็นจริง ท่องเอาไว้เลยว่า "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียตังค์" แม้ว่าคุณจะแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า ยกหลักพระไตรปิฎกมาบอกว่าเป็นการธุดงค์ตามพระธรรมวินัยทุกประการก็ตาม เดินบนไหล่ทาง ก็จะโดนด่า คนเขาไม่สนใจว่าคุณเดินตามเส้นทางวัดสำคัญๆที่หลวงปู่สด วัดปากน้ำเคยผ่าน เขาก็จะไล่คุณไปเดินเข้าป่านู่น แม้วัดคุณจะมีโครงการเดินธุดงค์ธรรมชัยพัฒนาวัดร้างให้เป็นวัดรุ่ง เดินตามชนบทมาทั่วประเทศแล้วก็ตาม เขาก็ยังจะไล่คุณไปเดินแถว3-4จังหวัดภาคใต้ ซึ่งแม้ว่าทางวัดคุณจะมีกิจกรรมถวายสังฆทานยก4จังหวัดทุกเดือนที่ใต้ก็ตาม ต้องทำใจ พฤติกรรมการเสพสื่อสมัยใหม่เป็นไปตามกระแสเช่นนี้ จึงต้องรู้ให้เท่าทัน และต้องให้ถูกจริตคนกรุง+เด็กเกรียนคีย์บอร์ดทั้งหลาย

อีก ประเด็นยอดฮิต หลายคนบอกว่า วัดพระธรรมกายรวยก็รวย ทำไมไม่ให้ทุนการศึกษา ที่จริงมีเยอะครับ เยอะมาก เช่นโครงการวีสตาร์ แว่วๆว่าแต่ละปีวัดทุ่มให้กับทุนการศึกษานักเรียนกว่าร้อยล้าน บริจาคโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เปิดคลีนิครักษาฟรี ยังไม่รวมงานสังคมสงเคราะห์ของลูกศิษย์ตัวบิ๊กๆ..แน่นอน ไม่เป็นข่าว

เพราะ อะไร ส่วนหนึ่งอาจมาจาก เหมือนสำนักข่าวก็ไม่อยากpr ให้วัดนั่นแหละ กลัวถูกครหาว่าเป็นสาวก เพราะขนาดลูกศิษย์ลูกหาแท้ๆ ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวต่อสาธารณะ ทั้งๆที่มีอยู่ทุกวงการ กลัวถูกสังคมรังเกียจ ข่าวว่าแต่ละวันแต่ละเดือน ก็จะคอยภาวนาว่า "วัดชั้นจะถูกพันทิบกับสำนักข่าวขุดขึ้นมาด่าอีกไหมหนอ" ชนชายขอบเหล่านี้ ยอมรับว่าน่าเห็นใจ ก็กลัวๆอยู่ว่าวันดีคืนดีเค้าจะลุกขึ้นมาเอามีดปาดคอหรือทำระเบิดพลีชีพใส่ พวกด่าวัดพระธรรมกาย อย่างกลุ่มไอเอสรึเปล่า แต่ทางวัดก็คงไม่สอนแบบนี้หรอก สบายใจได้

อีกอันเรื่องการบริจาค วัดนี้ จากการวิจัย ไม่ได้เน้นเรื่องทำทานนะครับ เน้น "ภาวนา" หรือนั่งสมาธิเป็นหลัก ใครเคยไปจะรู้ว่านั่งจนตาตุ่มด้าน นั่งจนจะไปนิพพาน จะไปที่สุดแห่งธรรม นี่คือแก่นคำสอนของวัดเลย เราต้องเข้าใจใหม่เวลาจะวิจารณ์เค้า ไม่ใช่อยู่ก็เปิดหน้าว่า "สอนผิดๆสอนทำบุญเยอะๆ" แค่นี้ก็พูดกันคนละภาษาแล้ว ผมเชื่อว่าคนวัดพระธรรมกายคุยได้ แม้บางครั้งเราจะไม่เข้าใจ เพราะอุดมการณ์สูงสุดในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน การให้ค่าต่อสิ่งหนึ่งๆจึงไม่เหมือนกัน เราอย่าเพิ่งเอามาตรฐานตัวเราไปเปรียบเทียบ ขอเตือน เดี๋ยวเงิบ

ส่วน เรื่องศีล ชาววัดพระธรรมกาย ถือศีล5 เป็นปกติ เพื่อนผมที่เป็นชาววัดบางคนถือศีล8เลยจ้า ถ้าใครมีเพื่อนเข้าวัดนี้ สังเกตง่ายๆว่าจะไม่ดื่มเหล้าสูบุหรี่ วันอาทิตย์ก็เข้าวัดตลอด ไม่รู้ว่าล้างสมองกันยังไง

กลับมาเรื่องบริจาค มีทั้งคนทำน้อยทำมาก ไม่บังคับ และที่สำคัญ อันนี้ขีดเส้นใต้8ล้านที "วัดนี้ไม่เคยสอนว่าต้องทำบุญมากๆถึงจะได้บุญมาก" และไม่เคยสอนว่าเอาเงินซื้อสวรรค์ซื้อนิพพานได้ วัดสอนตามหลักพุทธทุกอย่าง คือ บุญกริยาวัตถุ10 เรื่องเชียร์ทำบุญกันก็เป็นกุศโลบายกำจัดความตระหนี่จากใจ สละโลภ อย่างบุคคลในสมัยพุทธกาล อันนี้ทางวัดจะย้ำ โดยเฉพาะดำเนินตามรอยนิสัยพระพุทธเจ้าตอนเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ที่แบบว่า ยอมตายได้เพื่อสร้างบารมีทั้ง10ทัศ

เท่าที่สังเกต วัดนี้คนปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง มีเป้าหมายคือ "เข้าถึงวิชชาธรรมกาย" ไม่เชื่อถามดู ไม่ได้มาวัดเพื่อบริจาคแล้วหวังรวย พวกเราจำใส่หัวกันใหม่นะ อีกอย่าง ชาววัดนี้ ไม่ได้หวังอยู่แค่สวรรค์ แต่หวังนิพพาน และไกลกว่านิพพานเฉพาะตัวเอง คือใช้คำว่า "รื้อสัตว์ขนสัตว์เข้านิพพานให้หมด" ด้วยการชวนคนทั้งโลกมาปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิให้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย เท่ากับการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาชั้นเบื้องต้น จนลุ่มลึกเข้าไป

สรุป ง่ายๆคือ หมู่คณะวัดพระธรรมกาย ปฏิญาณตนสั่งสมบารมีไปเรื่อยๆ เติมเต็มไปทุกชาติ จนกว่าจะเข้านิพพาน เมื่อรู้ว่าระหว่างภพชาติที่ยังไปไม่ถึงก็สร้างบุญเป็นเสบียงให้เกิดมามี พร้อม อันนี้คือความคิดของคนวัดนี้ ก็น่าคิดเล่นๆนะว่า มิน่าล่ะถึงมีแต่เศรษฐี

อย่าลืมว่าแนวทางคำสอนอย่างนี้ อยู่ในศาสนาพุทธนี่แหละ เห็นมั้ย ผมเองก็เพิ่งมารู้ก็ตอนได้ศึกษาศาสนาพุทธจริงๆ ใหม่ๆก็นึกเปรียบเทียบวัดทั่วไปที่เคยเห็น เลยว่าวัดนี้แปลกๆเกินไป

เรื่อง หลักคำสอนอื่นๆ วัดนี้สอนได้ครบถ้วนหมด สอนให้คนละ ปล่อยวางได้ ถึงมีคนมาบวชตลอดชีวิตที่วัดนี้เยอะไงครับ เห็นมีบางคนบอกว่ามาบวชแล้วจะรวยรึเปล่า อารมณ์แบบอัดฉีดรึเปล่า อันนี้ต้องมาลองดู แต่เพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยมาบวชอยู่หลายรูป เก่งกว่าเราทั้งนั้น เพื่อนเราไม่น่าจะโง่ให้เค้าหลอกนะ ว่าจะแวะไปกราบบ้าง

สรุป วัดพระธรรมกายก็เหมือนวัดทั่วไปนี่แหละครับ เพียงแต่สเกลใหญ่กว่ามากๆๆๆมีทั้งสอน ทั้งปฏิบัติธรรม ทั้งเผยแผ่ พระที่วัดนี้ไม่ได้นั่งๆนอนๆเล่น ทุกรูปต้องรับบุญหรือทำงานตามหน้าที่ ตอนนี้พระในวัดน่าจะเกือบ2,000รูป อุบาสกและอุบาสิกา คือ ชาวบ้านแบบเราๆนี่แหละครับ ที่เค้าละทางโลกได้ แล้วเลื่อมใสปาวารณาตัวบอกว่าช่วยงานศาสนาถือศีล8 กินข้าวก้นบาตรอยู่ในวัดอีก2,000คน รวมๆบุคลากรน่าจะ4,000คน ตัวเลขผิดพลาดต้องขออภัย มีสาขาอยู่ทั่วประเทศและทั่วโลก ยังไม่รวมคนงานและแม่บ้านโรงครัวเป็นที่เป็นการจ้างงานคนในพื้นที่และต่าง จังหวัดอีกมากมาย

และแน่นอน พูดตรงๆถ้างานใหญ่ก็ต้องใช้งบเยอะ คนที่สร้างวัดหรือสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมจะรู้ดี ไม่เชื่อไปถามท่าน ว. ที่ไร่เชิญตะวัน และเมื่อมีที่ก็ต้องมีคนมา ถ้าจะให้คนมาก็ต้องมีพิธีกรรม ซึ่งไม่แปลก เห็นจะแปลกตรงที่วัดพระธรรมกาย ไม่เคยและไม่มีมหรสพเพื่อดึงคนเข้าวัด และไม่เคยเห็นรูปบูชาอื่นใดนอกเหนือไปจากพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ในวัดนี้ ส่วนดวงแก้ว หมายว่าเป็นดวงธรรม หรือ พระธรรมภายใน และสมารถใช้เป็นนิมิตรฝึกสมาธิด้วย พระอาจารย์วัดนี้จะแนะนำทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้าวัดแล้วสงสัย

ส่วน เรื่องหลักการทำสมาธิที่ว่าแปลกๆไปนั้นส่วนตัวผมว่าไม่แปลก ในพุทธมีหลายวิธี แนวของวัดนี้ก็มาจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หรือแนว "สัมมาอรหัง" นี่แหละครับ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายไม่ได้คิดเอง ชอบไม่ชอบอย่างไรก็ว่ากันตามจริต ซึ่งถ้าหากจะวิจารณ์เรื่องหลักการวิปัสนาก็ต้องแม่นๆส่วนตัวผมไม่ถนัด เพราะยังเป็นคนกิเลสหนาปัญญาหยาบ ไม่เจนจัดเรื่องนี้ ถ้าเหาะได้เมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังแล้วกันครับ

พูดถึงตรงนี้ บางครั้ง ผมว่าชาวพุทธเลิกหลอกตัวเองว่าเป็นวิทยาศาสตร์เถอะครับ เรื่องนรก สวรรค์ ผีสางนางไม้มีอยู่ในพระไตรปิฎกชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นวิทยาศาสตร์จริง แต่บางส่วนก็อาจไม่ใช่ หรือที่ชาวพุทธเราปลอบใจตัวเองว่า "วิทยาศาสตร์ยังไปไม่ถึง"

และคนที่วิจารณ์คนอื่นว่า "โง่งมงาย ไม่ใช่พุทธแท้ๆเฟ้ย!" อย่าให้เห็นนะครับว่าอัพเฟซบุ๊คว่าไปแก้ปีชง หรือไปไหว้เทพเจ้าแขกที่ไหน มันดูตลกย้อนแย้ง คนวัดพระธรรมกายเค้าจะหัวเราะเยาะแล้วแผ่เมตตาให้เราซะงั้นไป

มาถึง เรื่องการเมืองบ้าง ผู้สนส่วนใหญ่มักคิดว่าวัดนี้เป็นของเสื้อแดงจ้า อดีตนายกฯสร้างบ้าง (วัดนี้อายุ40กว่าปี) บ้าไปแล้ว..จากการสำรวจพบว่า คนเข้าวัดนี้ มีทุกสี แต่ใบ้นิดนึงว่าก็เป็นไปตามโครงสร้างประชากรของประเทศ คิดว่าประเทศไทยนิยมสีไหนมาก ก็คนสีนั้นแหละเข้าวัดมาก ส่วนบุคคลสำคัญก็มีทั้ง2ฝั่งที่เข้าวัดนี้ ไม่รู้ว่ามานั่งสมาธิข้างกันได้ยังไง

และแน่นอนว่า การขยายขนาดนี้ย่อมกระทบ กระตุกหนวดเสือ ทางวัดพระธรรมกายก็รู้ มีการทำสำรวจและรู้ตัวขบวนการที่ชาววัดบอกว่ามุ่งดิสเครดิตวัด

ใน ฐานะทำงานด้านข่าวยอมรับว่ามีจริง และมีทุกวงการ อย่างพวกทีมไซเบอร์ทั้งหลาย อีกทั้ง ชาววัดนี้มักเล่าสู่กันฟังรุ่นต่อรุ่นว่า "ถ้าสื่อสำนักไหนตั้งธงเล่นงานพระบ่อยๆส่วนใหญ่เจ๊งทุกราย"

ข้อมูล อีกอย่างที่ควรรู้ การเผยแพร่พุทธระดับโลก วัดพระธรรมกาย ในนาม มูลนิธิธรรมกาย คือแนวหน้าองค์กรพุทธโลก ที่มีความพร้อมทั้ง คน งาน เงิน มีวัดมหายานทางใต้หวัน จีน มาดูงานและร่วมพิธีบุญทุกปี พุทธแบบต้นกำเนิด อย่างอินเดีย เนปาล ศรีลังกา ก็บินมาด้วย เพราะอะไร ผมคิดว่า เพราะเค้าไม่ได้อีโก้สูงอย่างพุทธแบบไทยๆไงล่ะ

อีกเรื่อง นิสิตนักศึกษาที่ซึ้งในรสพระธรรม(กาย) ก็พากันไปตั้งชมรมในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (มานานหลายสิบปี) ระยะหลังมาเริ่มมีชมรมใหม่ๆขึ้นมาไฝว้กับสายวัดพระธรรมกาย  ซึ่งไม่รู้ว่าเพื่ออะไร (เฉพาะราย)

วัด พระธรรมกายไม่เคยสั่งสอนให้คนติดกิเลส มัวเมาในวัตถุ ชื่อเสียงเงินทอง อันนี้ต้องยอมรับตรงๆ แต่ภาพลักษณ์ภายนอกที่ออกไปถูกตีความและส่งต่อเช่นนั้น เป็นเรื่องที่ต้องรีแบรนดิ้งใหม่

เรื่องคดีความ ทั้งเรื่องคดีเงินทอง ทั้งของวัดและของลูกศิษย์ หรือข้อกล่าวหาทางพระวินัย ผมอยู่วงการข่าวมานาน มันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งนั้น สืบไปสืบมาเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เอาเป็นว่าทางวัดก็มั่นใจว่าวัดไม่ผิด แบบว่า แหม่ ขนาดยุงยังไม่ตบ ใครจะกล้าทำเรื่องไม่ดี นรก-สวรรค์ นิพพาน ก็สอนกันปาวๆ  ส่วนใครไม่ชอบวัดนี้ บอกว่าวัดผิด ก็ว่ากันไปตาม พยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ศาลเตี้ย

ส่วนเรื่องวงในลูก ศิษย์ลูกหาสายแนวคำสอนวิชชาธรรมกายของหลวงปู่สดเอง ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเป็นทองแผ่นเดียวกัน วัดพระธรรมกายเองจะถูกค่อนแคะ เช่นว่า อ่ะโด่วว!สอนสมาธิได้แค่เบสิคๆบ้าง เจ้าอาวาสไม่ได้บรรลุวิชชาธรรมกายชั้นสูงบ้าง เรื่องผู้สืบทอดบ้าง เวลาพระจากวัดนี้ออกไปเทศน์สอนสมาธิก็บอกแค่หลักง่ายๆสบายๆ ตรงศูนย์กลางกาย ตรงนี้แหละ! เชื่อว่าบางชาววัดพระธรรมกายบางคนคงลำบากใจ วางตัวไม่ถูก พอพูดเรื่องการปฏิบัติธรรม หรือ ผลของการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ซึ่งตามหลักพุทธ ผลพลอยได้คือฤทธิ์ทางใจต่างๆ เดี๋ยวได้ถูกชาวโซเชียลทั้งหลายหาว่า "ศาสนาพุทธไม่เน้นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์" บ้างล่ะ หรือ "อวดอุตริฯ" บ้างล่ะ อืมม สรุปจะเอาไงกันแน่ ผมเลยคิดได้ว่า พระหรือบุคลากรวัดนี้ได้แต่อยู่เฉยๆ ทำแบบที่เคยทำมานั่นแหละ เจ็บตัวน้อยสุด

เรื่องของการวิจารณ์ เท่าที่สัมผัส ผมว่าชาววัดนี้เปิดใจให้คุณวิจารณ์เต็มที่ เพียงแต่ช่วยดูข้อมูลให้รอบด้าน และวิจารณ์ให้มีมาตรฐานเดียวกันกับทุกๆกรณี และชาววัดนี้คงอยากให้ชาวพุทธทั้งหลายออกมารัก หวงแหน ปกป้องศาสนาพุทธอย่างจริงๆจังๆกับหลายๆเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา และผมยังเชื่อว่าท้ายที่สุด ชาววัดพระธรรมกายก็ยังคงเป็นคนเป็นชายขอบ และเชื่อว่าก็คงทำโครงการต่างๆต่อไป ก้มหน้าให้สังคมด่าและล้อเลียนต่อไป โดยจะไม่ใช้แนวทางฟ้องร้องทางกฎหมายมาจัดการ ทั้งๆที่ทำได้ แต่อาจชั่งใจดูแล้วหรือจะใช้แนวทางแก้ไข ไม่แก้แค้น ก็เป็นได้

ถ้าวัดนี้ทำไม่ดี เป็นภัยต่อพุทธศาสนาจริง ด้วยกฎแห่งกรรม ก็ขอให้ล่มจ่ม มีอันต้องเป็นไป แต่ถ้าทำดีทำถูกต้องก็ขอให้ประสบผลตรงข้าม

ส่วน ตัวแนะนำ ถ้าสงสัยอะไรให้โทรไปถามวัดเลย เบอร์ 02 831 1000 ดีกว่าการตั้งกระทู้ถาม ตรงที่เถียงกันไม่รู้จบ เพราะเชื่อว่าต่างคนต่างยกสำนัก ยกย่องครูบาอาจารย์ของตัวเอง

แต่ถ้า หากใครไม่ชอบวัดนี้จริงๆ คุยกันแล้วไม่รู้เรื่อง ไม่ถูกจริต ก็อยู่กันได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งท่ารังเกียจ หรือขนาดอาฆาตพยาบาทจะเอาตะปูเรือใบ เอาเศษแก้วไปโรยให้พระธุดงค์ของวัดนี้ อันนี้ต้องถือว่าไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์แล้วล่ะ ตรงนี้ คนที่ไม่ชอบจริงๆต้องถือเสียว่า วัดพระธรรมกายเป็นอีกกลุ่มความคิดนึง เป็นอีกศาสนานึง เป็นอีกความเชื่อนึง เหมือนที่เราอยู่กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆศาสนิกอื่นรอบๆกายเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา สังคมเราจะน่าอยู่มาก ส่วนพวกที่บอกว่า "ชั้นว่าธรรมกายไม่ใช่พุทธแท้ ประกาศแยกนิกายไปเลยสิ" อันนี้ก็ด่วนสรุปเกินไป เดี๋ยวจะเข้าทำนอง "ยูว์ไปเอาความมั่นใจผิดๆนี้มาจากไหน" ชาววัดพระธรรมกายโดนด่าขนาดนี้ คุณไม่ถูกปาดคอ หรือก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดนเป็นรัฐอิสระแถวคลองหลวงก็บุญโขแล้ว ขอจงอดทนอดกลั้นทุกฝ่ายก็แล้วกันครับ ปรองดองครับปรองดอง ท่านผู้นำบอกมา

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

นิพพานสูตร


 ลัึกษณะของพระนิพพานตามพระไตรปิฎก

“…อตฺติ ภิกฺขเว ตทายตนํ,

ยตฺถ เนว ปฐวี อาโป เตโชน วา โย,

อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญฺาณญฺ จายตนํ อาภิญฺจญฺญา ยตนํ เนวสญฺญา นาสญฺญายตนํ,

นายํ โลโก ปรโลโก อุโก จนฺทิมสุริยา,

ตมหํ ภิกฺขเว เนว อาคตึวทามิ คตึ ฐิตึ จุตึ นอุปฺปตฺตึ อปฺปติฏฐํ อปฺ ปวตฺตํ อนา รมฺมณ เมว ตํ

เอ เสวนฺโต ทุกฺขสฺสาติ…”




คำแปลว่า…ภิกษุทั้งหลาย !

“สิ่ง” สิ่งนั้นมีอยู่, เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม,

ไม่ใช่อากาสานัญ จายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ,

ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น,

ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง

ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีอันเดียวกับ “สิ่ง” สิ่งนั้น เราไม่กล่าวว่ามีการมา,

ไม่กล่าวว่ามีการไป
ไม่กล่าวว่ามีการหยุด ไม่กล่าวว่ามีการจุติ,

 
ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น, สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่,

สิ่งนั้นมิได้เป็นไปและสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์
;

นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ล่ะ
"

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิพพานเป็นอนัตตา? (จากโพสคำตอบของกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง)

นิพพานเป็นอนัตตา? <!-- following code added by server. PLEASE REMOVE
นิพพานเป็นอนัตตา?
 
[เรื่องนี้มีที่มาจากโพสคุณสมเจต (Somchet Jearanaisilpa) ส่งคำตอบถึงคำถามของผู้โพสในกลุ่มลูกพระธัม ทำให้ได้ความกระจ่างไปไม่น้อย อย่างไรก็ดี ผู้อ่านควรพิจารณาให้มากและค้นคว้าหาคำตอบอย่างจริงจัง โดยไม่มีอคติ] 


[ความหมายของพระนิพพานในกระแสนิยมปัจจุบัน "แค่สงบเย็นก็นิพพานแล้ว"]



เหตุจูงใจที่เขียนเรื่องนี้ก็ด้วยสาเหตุที่มีการถกเถียงกันมากว่า นิพพาน แท้จริงแล้ว เป็น อัตตา หรือ อนัตตา กันแน่ มีการถกเถียงกันไปถกเถียงกันมา จนดูคล้ายการทะเลาะวิวาทของชาวพุทธในประเด็นนี้

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ไกลตัวเหลือเกิน ฝ่ายที่เชื่อนิพพานเป็นอัตตามักชี้แจงความเชื่อของตนด้วยอาการสงบ และไม่ใคร่จะเดือดร้อนกับข้อขัดแย้งนี้เท่าใดนัก

แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ยึดถือ นิพพาน เป็นอนัตตา ไม่ทราบว่าทำไมต้อง โจมตี ว่าร้ายอีกฝ่ายรุนแรงถึงขนาดนั้น เพียงแค่เชื่อเรื่องสภาพของนิพพานไม่เหมือนกับตน กลับผลักไส ให้เป็นถึงมิจฉาทิฏฐิ อย่างร้ายแรง

บางท่านถึงกับสาปส่งว่าต้องไปเกิดในนรกอเวจี และตั้งข้อหาร้ายแรงถึงกับว่าเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ผู้มีปัญญาเรามาศึกษากันให้ดีๆ ก่อนดีกว่าว่า จริงๆ ความจริงควรจะเป็นอย่างไรกันแน่

ความจริงแล้วประเด็นนี้ หาควรนำมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ เพราะว่า นิพพานนี้ เป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ใครถึงนิพพาน เป็นอัน พ้นทุกข์ได้แน่นอน มีความสุข(ในนิพพาน) เป็นอย่างยิ่ง ดังที่ท่านว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"

พระภิกษุที่บวชๆกัน ก็เพื่อแสวงหานิพพาน ซึ่งเป็นภารกิจอันสูงสุดของนักบวชในพระพุทธศาสนานั่นเอง ท่านใดที่ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจในพระพุทธศาสนา

ดังนั้นนิพพานเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ต้องทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ ปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพอจะมีสิทธิ์ได้นิพพาน  ดังนั้นแม้เราๆ ท่านๆ จะรู้ว่า นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ก็ใช่ว่า ท่านจะบรรลุนิพพานตามไปด้วย

คนมีปัญญาที่แสวงหานิพพานจริงๆ จึงไม่ใคร่อยากจะมาถกเถียงกันให้เสียเวลา สู้ปฏิบัติตามแนวทาง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคมีองค์ 8 ไปเรื่อยๆ จะดีกว่า

 เพราะการปฏิบัติไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ซักวันหนึ่ง คงจะมีโอกาสบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลข้างหน้าอย่างแน่นอน


ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ จะเพื่อต้องการชนะใครก็หาไม่ แต่เพื่อวิเคราะห์ให้ทราบว่า ทำไมบางท่านถึงต้องยึดถือว่า นิพพานเป็นอนัตตา บางท่านยึดนิพพานเป็นอัตตา และการตีความพระไตรปิฎกแบบไหนที่จะกลายเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา ในภายภาคหน้า


ฝ่ายที่ ยึดถือว่า นิพพาน เป็นอนัตตา มักจะยกพุทธพจน์ ว่า

 "สัพเพ ธัมมา  อนัตตา - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน"

แล้วตีความคลุมไปหมด ว่าอะไรๆ ก็เป็นอนัตตาไปด้วย แม้กระทั่งนิพพาน  ทำไมถึงว่าท่านตีความเอง เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเป็นพุทธวจนะตรงๆ เลยว่า นิพพานเป็นอนัตตา

แม้ในพระไตรปิฏกฉบับประชาชน พอถึงคาถาบทนี้ทีไร ผู้แปลก็มักอธิบาย(เพิ่มเอง)ให้เสร็จเสียทุกครั้ง ว่า ธรรมนั้น ครอบคลุมทั้งธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (สังขารธรรมหรือสังขตธรรม) และธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขารธรรมหรือ อสังขตธรรม)ด้วย แสดงว่า ปัญหาตรงนี้ เกิดจากการตีความพุทธพจน์ที่ต่างกันนั่นเอง


ก่อนจะวิเคราะห์การตีความ คำว่า "ธัมมา หรือ ธรรม" ในที่นี้ เราควรจะมาดูกันก่อนว่า ธรรม ที่พระพุทธเจ้า แยกแยะไว้มีอะไรบ้าง ท่านแบ่งไว้อย่างไรบ้าง ขออนุญาตยกมาจากพระไตรปิฎกดังนี้
อกุศล และ กุศล


"ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของกุศล 3 อย่าง คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง ; กองแห่งเวทนา กองแห่งสัญญา กองแห่งสังขาร กองแห่งวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล


ธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของอกุศล 3 อย่าง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และกิเลส ที่มีเนื้อความเป็นอันเดียวกับรากเหง้าของอกุศลนั้น ; กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของอกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของอกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล

ธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน ? วิบาก(ผล)ของธรรมที่เป็นกุศล อกุศล ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตระ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และธรรมเหล่าใดไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากของกรรม รูปทุกชนิด และธาตุที่เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ธรรมเหล่านี้เป็น อัพยากฤต"


นั่นแสดงว่า พระพุทธเจ้าแบ่งธรรมไว้เป็น 3 ประเภท คือ ธรรมฝ่ายดี ธรรมฝ่ายไม่ดี ธรรมฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว (กลางๆ) และทุกๆ สรรพสิ่งล้วนคือธรรมหรือเกิดจากธรรมทั้งสิ้น

 
คราวนี้มาดูการแบ่งธรรมในอีกลักษณะหนึ่ง มีว่า
"ยาวตา ภิกขเว สังขตา วา อสังขตา วา วิราโค เตสัง อัคคมักขายติ - ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม(นั้นแล) เรากล่าวว่าเป็นยอดเลิศของธรรม 2 ประการนั้น"
 
ตรงนี้แสดงว่า สามารถแบ่งธรรมไว้ได้เป็นอีก  2 ประเภท คือ สังขตธรรม (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) และ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)  แต่ท่านยกย่อง วิราคธรรม ว่าเป็นเลิศที่สุด วิราคธรรมนี้ เป็นไวพจน์กับนิพพาน

(หมายเหตุ : สังขตธรรมบางทีเรียกสังขารธรรม อสังขตธรรมบางทีเรียกวิสังขารธรรม)
พระพุทธเจ้ากล่าวสรรเสริญคุณของพระนิพพานไว้มากมายหลายที่(ในพระไตรปิฎก) เช่น

"นิพพานัง ปรมัง สุขัง - นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"
"นิพพานัง ปรมัง วทันติ พุทธา - พระพุทธเจ้ากล่าวพระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม (โอวาทปาฏิโมกข์)"
 
ถึงตรงนี้ก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า นิพพาน นั้น เป็นของดีแน่ๆ และเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาด้วย


คราวนี้กลับมาดู คาถา ที่ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ว่า ธรรมที่ท่านกล่าว ควร รวม นิพพาน ซึ่งเป็น วิราคธรรม ไว้ด้วยหรือไม่

ปกติการยกหัวข้อธรรมขึ้นมาเป็นชิ้นๆ แล้วตีความ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดกันได้ เหมือนลักษณะ ตาบอดคลำช้าง ที่คลำเป็นส่วนๆ ย่อมอาจเข้าใจผิดได้  คาถานี้ก็เหมือนกัน เพราะคาถานี้ ไม่ว่าท่านจะพบใน ธรรมบท หรือ ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าก็ตาม ท่านไม่ได้กล่าวไว้เดี่ยวๆ แต่จะประกอบไปด้วยบทอื่นด้วยเสมอ คือ


ในธรรมบท ท่านกล่าวไว้ว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตา"  อันแสดงถึง "ไตรลักษณ์" ส่วนในบททำวัตรเช้า ในบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" มีดังนี้

" ฯลฯ
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - (แปล)ว่าโดยย่อแล้ว การยึดมั่นในขันธ์ทั้ง 5 นั่นเองเป็นทุกข์
ฯลฯ

รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่เที่ยง

รูปัง อนัตตา เวทนา อนัตตา สัญญา อนัตตา สังสารา อนัตตา วิยญาณัง อนัตตา - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - สังขารทั้งปวงย่อมไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงย่อมไม่ใช่ตัวตน ดังนี้
ฯลฯ"
 
หากท่านที่เคยอ่านคำแปลและรู้คำแปล ทำวัตรเช้าบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" จะเห็นว่า เป็นการพรรณาถึง ขันธ์ 5 ซึ่งเป็นสังขารธรรม ล้วนๆ ว่าตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีกล่าวหรือพาดพิงถึง อสังขตธรรมและวิราคธรรมหรือ นิพพาน เลยแม้แต่น้อย

แล้วอยู่ๆ จะเหมาเอา คำว่า ธัมมา หมายถึง นิพพานไปด้วยได้อย่างไร อย่างคำว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้" คำว่า "ดังนี้" ก็บอกตรงตัวอยู่แล้วว่า เป็นการกล่าวบทสรุปที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งหมด

 ซึ่งธรรมที่กล่าวมาก่อนๆตอนต้น ล้วนเป็นขันธ์ 5 หรือ สังขารธรรมทั้งสิ้น
เนื่องจากคำว่า "ธรรม" มีความหมายหลายนัยมาก ดังนั้นการที่พระพุทธเจ้า กล่าวถึง คำว่า "ธรรม" ในพระคาถาต่างๆ  ทุกครั้งท่านไม่จำเป็นต้องเจาะจงให้ชัดไปทุกครั้งว่า "ธรรม" ที่หมายถึงนั้น เป็น "ธรรม" ประเภทไหน

จะเป็น ธรรมฝ่ายกุศล ธรรมฝ่ายอกุศล ธรรมฝ่ายกลาง สังขารธรรม หรือ วิสังขารธรรม ดังตัวอย่างเช่น หากท่านกล่าว
"การแสวงหาธรรมเป็นเลิศ"
"การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง"
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"
"ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้"
ฯลฯ
 
ดังตัวอย่าง พระคาถามากมายที่กล่าวคำว่า "ธรรม" ขึ้นลอยๆ ไม่บอกว่าเป็นธรรมประเภทไหน  แล้วไยท่านถึงเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมประเภทไหน นั่นแสดงว่า ความหมายของคำว่า "ธรรม" นั่นขึ้นกับ ความหมายโดยรวมของบทความที่ท่านกล่าว ไม่ใช่อยากจะแปลคำว่า"ธรรม"เป็นอะไรก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะแสดงคือ "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" หากดูแค่บทนี้ลอยๆ และตีความ "ธรรม" ตามใจตัวเอง อาจเข้าใจได้ว่ามีสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม(อธรรม)ด้วย คือไม่ใช่ธรรมทั้งสามประเภทที่กล่าวมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านหมายถึง ธรรมฝ่ายกุศลย่อมชนะธรรมฝ่ายอกุศล อันเป็นที่เข้าใจกัน

ดังนั้นการแปลหรือให้ความหมายกันผิดเพี้ยนนั้นอาจนำมาซึ่งความเสียหายของพระพุทธศาสนา ก็ได้ จะขอยกตัวอย่างการให้ความหมาย "ธรรม" แบบผิดๆ

ตัวอย่าง หากมีการ บอกว่า "ธรรม (ธรรมะ) คือ ธรรมชาติ"  โดยความหมาย ไม่ผิด ถูกต้อง เพราะ ธรรมชาติ ซึ่งแปลว่าเกิดโดยธรรม ดังได้อธิบายไว้แล้ว ว่า ธรรมท่านแบ่งไว้มี 3 ประเภท คือ ดี ชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว  แสดงว่า ธรรมชาติ ย่อมมีทั้งคุณ โทษ และไม่มีทั้งคุณและโทษ

หากมีคนสอนว่า ธรรมคือธรรมชาติ เป็นธรรมที่ควรปฏิบัติ หรือกล่าวอีกนัยว่า การปฏิบัติ(ธรรม)ตามธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติธรรม แต่ไม่รู้ชัดว่าธรรมนั้นเป็นธรรมฝ่ายไหน(ดีหรือชั่ว) อะไรจะเกิดขึ้น

 ต่อไปอาจสอนกันว่า กามซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (ที่มีกิเลส) การปฏิบัติเมถุนธรรมก็ไม่ได้ผิดอะไร อาจเชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยก็ได้  หากเริ่มเชื่อหรือสอนกันอย่างนี้ ตอนแรกๆ อาจสอนว่า การปฏิบัติเมถุนธรรมระหว่างสามีภรรยาเป็นการปฏิบัติธรรม ยังพอทำเนา

แต่หากต่อไปๆ เมถุนธรรมกลายเป็นธรรมที่ควรปฏิบัติเป็นสาธารณะไป ลองคิดดู อะไรจะเกิดขึ้น  ที่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่จะตีตนไปก่อนไข้  แต่ได้ตกใจอย่างมาก ที่คำสอนประเภทนี้เริ่มได้รับการเชื่อถือและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธบ้างแล้ว


สำหรับการตีความและเชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา วิเคราะห์ได้ว่าอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 4 ประการคือ

1. เพราะไปแปล "อัตตา" ว่าเป็นการยึดมั่นในตัวตน ซึ่งจริงๆแล้ว การยึดมั่นคือ "อุปาทาน" ไม่ใช่ "อัตตา" และให้ความหมาย อัตตา ไปเหมือน กับ "ทิฏฐิ มานะ" เลยรังเกียจ อัตตา ในเมื่อ รังเกียจ อัตตา (แต่ชอบนิพพาน) เลยยก นิพพานให้เป็นอนัตตาไปเสีย เพื่อจะได้ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน


2. แปล "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตน" แทนที่จะเป็น "ไม่ใช่ตัวตน"  ในเมื่อแปลว่าไม่มีตัวตน แสดงว่าตัวตนก็ไม่มีในที่ไหนๆ ดังนั้นสรุปนิพพานก็ต้องเป็น อนัตตา ไปโดยปริยาย


3. "ไม่เคยเห็น" เพราะมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถจับต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คนประเภทนี้ นอกจากปฏิเสธนิพพานแล้ว มักปฏิเสธ ชาตินี้ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ และภพภูมิต่างๆ ด้วย พยายามแปล นรก สวรรค์ นิพพาน ให้มีความหมายเป็นแค่สภาพอารมณ์ในปัจจุบัน และเลือกเชื่อพระไตรปิฎกเป็นส่วนๆ ตามที่ตรงกับความเห็นของตนเท่านั้น


4. ไม่เข้าใจเรื่อง "กายในกาย" เพราะคิดว่ามนุษย์เรานี้มีแค่กายเนื้อนี้เพียงกายเดียว ในเมื่อกายเนื้อในตำราก็บอกไว้เสมอๆ ว่าเป็นขันธ์5 ซึ่งขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่เราต้องรังเกียจหนักหนา เพราะมันตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในเมื่อกายกับใจ(ขันธ์ 5) นี้ไม่มีอะไรดี ท่านไม่ให้ยึดถือในขันธ์


 5 นี้ เมื่อไม่รู้จักธรรมกายซึ่งเป็น "ธรรมขันธ์" ไม่รู้ว่า "ธรรมกาย" เป็น อัตตา(ตัวตน) ที่แท้จริง ก็เลยเคว้ง เพราะหาอัตตาตัวจริงไม่เจอ จึงจำเป็นต้องเหมาให้นิพพานเป็น อนัตตา ไปด้วยปริยาย

 แต่กระนั้นก็ยัง ให้ นิพพาน เป็น นิจจัง กับ สุขขัง อยู่ คือยอมให้นิพพาน พ้นไตรลักษณ์ไปได้แค่ สองในสามส่วน ยังไงๆ ก็ไม่ยอมให้เป็นอัตตา เพราะหา "อัตตา(ตัวจริง)" ไม่เจอนั่นเอง

มีบางท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา แต่ยังไม่รู้จัก "ธรรมกาย" ก็พยายามหาสิ่งที่เป็นอัตตา เพื่อไปอยู่ใน นิพพาน ให้ได้ ท่านเหล่านั้นอธิบายว่า จิตของพระอรหันต์ เป็นอัตตา
[นิพพานในทัศนะของศิษย์วัดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) มีสมเด็จองค์ปฐม(พระพุทธเจ้าองค์แรก) เป็นต้น]

เพราะพระพุทธเจ้าก็เคยกล่าวพระคาถาไว้ว่า "อายตน(นิพพาน)นั้นมีอยู่ …….(แต่ไม่เหมือนกับโลก)….." และกล่าวถึงจิตพระอรหันต์ว่า มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ปราศจากมลทิน เป็นต้น

ส่วนท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอนัตตา พอหาอัตตาไม่เจอ แถมบางท่านแยกไม่ออกว่า จิตกับใจ ต่างกันยังไงอีก เลยคิดว่าจิตกับใจคือสิ่งเดียวกัน ในเมื่อใจ(นามขันธ์) เป็นขันธ์ 5 ซึ่งเป็นอนัตตาแน่นอนอยู่แล้ว เลยยิ่งทำให้เชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า แม้จิตพระอรหันต์ก็เป็นอนัตตา และยิ่งมั่นใจนิพพานว่าเป็นเป็นอนัตตาไปด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมด แม้ผมเองจะเชื่อมั่นว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยดูถูกสติปัญญาหรือผลักใสให้ท่านที่เชื่อนิพพาน เป็นอนัตตาเป็น อุทเฉททิฏฐิ  และ การที่จะเชื่อว่านิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา หาได้หมายความว่า เป็น สัสสตทิฏฐิ หรือ อุทเฉททิฏฐิ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่

 เพราะการเชื่อแบบสัสสตทิฏฐิ คือเชื่อว่าโลกเที่ยงคือไม่เชื่อว่ามีนิพพานที่สามารถพ้นโลกได้ ส่วนอุทเฉททิฏฐิคือเชื่อว่าโลกสูญคือไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก

การเชื่อในนิพพานแต่อาจเชื่อสภาพของนิพพานต่างกัน หาใช่มิจฉาทิฏฐิที่ร้ายแรงไม่  ดังนั้นประเด็นนี้หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถเชื่อหรือยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่ายได้ ก็ควรจะยุติการถกเถียงกันเสีย

 หมั่นสร้างบารมี 10 ทัศ มรรคมีองค์ 8 และกุศลกรรมบท 10 เพื่อถางทางไปนิพพานกันดีกว่า เพราะเมื่อถึงที่หมายก็จะรู้กันเอง ว่านิพพานนั้นเป็นเช่นไร

"นิพพานคมนัง มัคคัง ขิปเมว วิโสธเย - บัณฑิตควรรีบชำระทางไปนิพพานโดยเร็ว"
(ธรรมบท ๔)
 


 
หากมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม ติดต่อผู้โพสต์ดั้งเดิม(คุณสมเจต)ได้ที่
 
somchet@bigfoot.com