คุณพร้อมจะทำอะไรบ้างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ?
มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคนในปัจจุบันที่จะทำอะไรอย่างพอประมาณและไม่ทำตัว
โดดเด่นมากนัก แต่คนที่จะประสบความสำเร็จเค้าไม่ทำแบบนั้นกันหรอก
เพื่อที่จะประสบความสำเร็จแบบที่คุณต้องการ
คุณจำเป็นต้องทำตามกฎบางอย่าง
การประสบความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองแบบอุบัติเหตุ
ถ้าคุณทุ่มเทและเสียสละมากพอ คุณจะได้รับมัน
และนี่คือนิสัย10อย่างที่คนจะประสบความสำเร็จต้องเลิกทำมันโดยเด็ดขาด!
1. ไม่อยู่ในcomfort zone
Comfort zone คืออะไร?
มันคือสภาวะจิตใจที่เรารู้สึกเวลาทำอะไรที่คุ้นเคย ง่ายๆ ควบคุมได้
และไม่กดดัน การจะออกจากcomfort
zoneไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นตรงกันข้ามไปซะหมดนะ
แต่ถ้าหากคุณอยากจะเติบโตในหน้าที่การงาน การลองค้นหาสิ่งใหม่ๆ
และทำในสิ่งที่คุณไม่เคยทำ มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คุณโตได้ เช่น
ลองเสี่ยงทำอะไรที่ไม่เคยทำ ลองแบกรับความเครียด
หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆเป็นต้น
2. ไม่เริ่มต้นทำอะไรถ้ายังไม่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันก่อน
คนเราสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต
และสิ่งที่เราได้เรียนรู้นั้นจะเป็นประโยชน์กับชีวิตเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แน่นอน คนที่ประสบความสำเร็จจะไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
หรือแม้แต่ในเรื่องที่รู้แล้ว พวกเขาก็จะรู้ให้กว้างออกไปอีก
ถ้าเราหยุดเรียนรู้ เราก็ต้องอยู่แค่กับสิ่งที่เรามี
แล้วเราก็จะไม่ได้ก้าวไปไหน
ลองคิดดูสิว่าถ้า Bill Gateหยุดเรียนรู้
เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่เขามีมันเพียงพอแล้ว
อินเตอร์เน็ตก็อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ แต่เพราะBill
Gateไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา
เขาก็เลยกลายเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลต่อโลก
และบริษัทนั้นก็ยังเติบโตอยู่เรื่อยๆ
3. ไม่กลัวที่จะขอคำแนะนำจากคนอื่น
การปรึกษา และขอคำแนะนำไม่ใช่เรื่องง่าย
บางครั้งเราก็คิดว่าเราก็มีดีเหมือนคนอื่นๆนั่นแหละ
เราก็เลยไม่อยากขอคำแนะนำจากคนอื่น เพราะเราไม่อยากพึ่งพาใคร
แต่รู้ไหมว่านิสัยนี้มันจะเป็นตัวจำกัดศักยภาพในการทำงานของเราเองนะ
บางครั้งคำแนะนำที่เราต้องการ อาจจะอยู่กับใครซักคนที่เรารู้จักดีก็ได้
4. ไม่หลงทางไปกับสิ่งเล็กๆน้อยๆ
ในช่วงชีวิตของเรามักจะมีโอกาสผ่านมามากมาย
และมันก็ง่ายมากที่จะหลงทางไปกับโอกาสต่างๆเหล่านั้น
ถ้าเรามัวแต่ไปให้ความสำคัญกับโอกาสเล็กๆ
เราก็อาจจะพลาดเป้าหมายที่ใหญ่กว่าไปเลยก็ได้
การสนใจรายละเอียดเล็กๆน้อยๆมากเกินไปก็อาจจะทำให้ความสามารถในการมองภาพรวม
ลดลง
และคุณก็อาจจะลืมไปว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่มันจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย
ได้อย่างไร ดังนั้น โฟกัสกับเป้าหมายของตัวเองไว้นะ
5. ไม่ทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกัน
คนส่วนใหญ่คิดว่า การทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันหรือmultitasking
เป็นความสามารถที่ทำได้แค่บางคนเท่านั้น แต่มันดีจริงๆเหรอ?
การทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมกันจะทำให้คุณไม่สามารถโฟกัสกับงานใดงานหนึ่งได้
อย่างเต็มที่ และคนที่ประสบความสำเร็จเค้าจะจดจ่ออยู่กับงานทีละงาน
และเพียงงานเดียวเท่านั้น และเขาทำมันอย่างสุดความสามารถโดยไม่วอกแวก
6. ไม่หลอกตัวเอง
การหลอกตัวเองเป็นสิ่งง่ายที่สุดที่คุณทำได้
แต่มันยากกว่าที่จะยอมรับปัญหาและไม่พยายามหาข้อแก้ตัว
คนที่ประสบความสำเร็จจะเข้าใจว่าเราจะต้องเจอกับปัญหาทั้งภายในและภายนอก
มันจะดีกว่าถ้าคุณยอมรับว่า “นี่คือปัญหา” และพยายามหาวิธีแก้มัน
ไม่ใช่หลอกตัวเองว่ามันไม่ใช่ปัญหาและทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ
7. ไม่ผลัดวันประกันพรุ่งที่จะขอความเห็นจากคนอื่น
ความเห็นจากคนอื่นเป็นอะไรที่สำคัญมาก
เพราะคุณจะได้เห็นสถานการณ์ในมุมมองที่แตกต่างจากตัวคุณเอง
บางครั้งมันก็เหมือนมีอะไรมาบังตาเรานะ
และความคิดเห็นจากมุมมองของคนอื่นก็จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้
ถ้าคุณยังอิดออดที่จะขอความเห็นจากคนอื่น
จุดมุ่งหมายในการประสบความำเร็จของคุณก็จะห่างออกไปเรื่อยๆนะ
และยิ่งคุณทิ้งช่วงนานเท่าไหร่
ความเห็นเหล่านั้นก็อาจจะนำมาปรับใช้ได้ยากขึ้นไปอีกด้วย
8. ไม่เป็นผู้ตามไปเรื่อยๆ
ในโลกนี้มีคนอยู่สองประเภทคือ ผู้นำ และ ผู้ตาม
คนที่ประสบความสำเร็จก็คือคนที่เป็นผู้นำ
ที่นำทุกคนในทีมไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นเพราะเขาโชคดี
แต่เขาไม่ได้เดินตามคนอื่นไปเรื่อยๆจนถึงเส้นชัย
ผู้นำคือคนที่เลือกทางเดินของตัวเอง รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
และทำอย่างสุดความสามารถเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น
9. ไม่ยอมให้อดีตควบคุมอนาคต
อดีตเป็นสิ่งหนึ่งที่เราแก้ไขมันไม่ได้ และเราก็ไม่ควรจะแก้ไขมันด้วย
เพราะอดีตที่ผ่านมาทำให้เราเป็นเราอย่างในทุกวันนี้ ถ้าไม่มีอดีต
เราก็อาจจะไม่ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างที่เราควรจะรู้ ดังนั้น
เราควรจะทำผิดซ้ำๆ เพื่อที่เราได้เรียนรู้ว่าชีวิตกำลังพยายามจะสอนอะไรเรา
และอดีตของเราไม่ได้เป็นตัวกำหนดอนาคตว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน
10. ไม่อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย
คนมองโลกในแง่ร้ายเป็นภัยอย่างมากต่อการประสบความสำเร็จ
เพราะบางครั้งเราก็ต้องเจอกับเรื่องแย่ๆในชีวิตบ้าง แต่กับคนประเภทนี้
เขาจะสนใจแต่เรื่องแย่ๆตลอดเวลา ถ้าคุณอยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้ายมากๆ
คุณก็จะเริ่มมองโลกในแง่ร้ายตามเขา
และคุณก็จะละทิ้งความฝันหรือเป้าหมายของคุณเพราะคุณคิดว่ามันเป็นสิ่งที่
เลื่อนลอยเกินไป การประสบความสำเร็จเป็นเรื่องของความคิด
และถ้าคุณคิดแต่เรื่องแย่ๆ คุณก็จะเจอกับเรื่องแย่ๆแน่นอน
Source ; http://www.jobnisit.com
"ออกไปสร้างความดีให้มากมาย แล้วกลับมานั่งทำใจนิ่งสบายๆ ในอาศรม" รวบรวมธรรมะและข้อคิดดีๆ จากการฟังธรรม อ่านธรรมะ แล้วนำมาแชร์ให้พี่น้องสาธุชน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิจารณาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พิจารณาตนเอง แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
นิทานข้อคิดเรื่อง "ปัญหาหิน"
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.....
พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่งต้องการจะออกเดินทาง
ท่องเที่ยวไป เยี่ยมประชาชนของพระองค์ เมื่อมาถึงที่
กลางตลาดพระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น
พระองค์สั่งทหารนำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน
กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน และพระองค์ก็ไปซ่อนตัวและ
คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ
.........
ชาวนาคนแรกเดินผ่านมาพร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ
ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหิน นี้มากีดขวางทางเดินของเขา
แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ
.........
ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา
เมื่อมองเห็นหินก่อนนั้นเธอก็พูดว่าทำไมหินก่อนนี้
จึงมาอยู่ที่นี่ แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป
โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก
.........
เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น เขาพยายาม
ที่จะผลักหินไปให้พ้นทางแต่เพียงลำพังตัวเขา
ก็ไม่สามารถทำได้เขาจึงเดินหันหลังกลับไป
.........
แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อย คนนั้นก็เดินกลับมา
พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน แล้วเด็ก ๆ
ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน พวกเขาก็พบ
ถุงใส่เหรียญทองของพระราชาวางอยู่แทนที่หินก้อนนั้น
.........++++++++++++++++++++++++++
ข้อคิดดั้งเดิมจากในไลน์(ที่ศิยรายcopyมาแปะ)
หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้นมีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล้า
ของเราที่จะเผชิญหน้ากับมัน หากเราหนีปัญหา
หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ
หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถ
ช่วยเรามาก เท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วยให้เขาฝ่าฟัน
อุปสรรคของเขาไปได้ และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุด
ก็คือ ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเอง
ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง.
ข้อคิดใหม่จากศิยราย
หินก้อนนั้นอาจจะใช่อุปสรรค หรือไม่ใช่อุปสรรคก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนึงมองมันอย่างไรในมุมไหน และตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เมื่อมองแยกแยะถูกที่เหตุ ผลก็ย่อมเกิด
สังเกตดูดีๆจะพบว่า ชายคนแรกแค่บ่นกับก้อนหินแล้วอ้อมไป หมายความว่า "ก็เป็นปัญหานะ แต่มันไม่ใช่กงการอะไรของฉัน" เขาไม่ได้ตกอยุ่ในสถานการณ์ที่ต้องไปไยดีกับก้อนหิน เพราะเขาคิดถึงแต่ตัวเอง คนเช่นนี้ สังเกตดีๆ ต้องรอให้ฝุ่นเกาะโต๊ะสักนิ้ว ถึงจะเริ่มทำความสะอาดบ้าน ต้องรอให้สะดุดของในบ้านตัวเองล้ม ถึงจะมาจัดของ คนเช่นนี้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยาก และถึงคราวเจอภัยก็เอาตัวไม่รอด
หญิงจูงวัวเลือกเดินหันหลังกลับ เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า "นี่คือปัญหาของฉัน คนเดียว ฉันคนเดียวจะทำอะไรได้" ตัวอย่างของคนหนีปัญหา สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นปัญหา เพราะโลกนี้คือแดนแห่งปัญหา หนี แก่ เจ็บ ตายไม่พ้น
เด็กที่ไปชวนเพื่อนไปยกหินออก เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า "หินก้อนนี้ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของอีกหลายคน เป็นความสุขของเราที่จะได้ปลดปัญหาให้พวกเขา"
นี่คือตัวอย่างของคนที่มีจิตใจดี ใจใส ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดที่เหนือกว่าขอบเขตของตัวเอง ซึ่งยากที่คนธรรมดาๆจะคิดออก
กรณีเด็กน้อยนี้ยังมีความนัยบอกอีกหลายอย่างด้วย เช่น คนที่ใจใสใจกว้่างจะมีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนแยบคาย พากเพียร และมักมีบริวารสมบัติ มีโภคทรัพย์สมบัติ และความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง
การจะเป็นอย่างเด็กคนนั้นได้นั้น ไม่ต้องรอเกิดใหม่เลย เพียงแค่เรารวมใจมาหยุดนิ่งไว้ในกลางตัว ไม่เกาะไม่เกี่ยวไม่เหนี่ยวไม่รั้งสิ่งใด ทำอย่างนี้ซ้ำๆบ่อยๆเข้า ทางสายกลางนั้นจะนำไปสู่ความใสสว่างไม่มีประมาณ และจะได้พบกับผู้รู้ภายใน แล้วเราจะได้ความคิดที่หลุดจากขอบเขตของตัวเองได้อย่างง่ายๆ
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ปุญญสวัสดี
ศิยราย
พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่งต้องการจะออกเดินทาง
ท่องเที่ยวไป เยี่ยมประชาชนของพระองค์ เมื่อมาถึงที่
กลางตลาดพระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคายอย่างหนึ่งขึ้น
พระองค์สั่งทหารนำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนน
กีดขวางทางเดินของชาวบ้าน และพระองค์ก็ไปซ่อนตัวและ
คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ
.........
ชาวนาคนแรกเดินผ่านมาพร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ
ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหิน นี้มากีดขวางทางเดินของเขา
แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ
.........
ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา
เมื่อมองเห็นหินก่อนนั้นเธอก็พูดว่าทำไมหินก่อนนี้
จึงมาอยู่ที่นี่ แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป
โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก
.........
เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น เขาพยายาม
ที่จะผลักหินไปให้พ้นทางแต่เพียงลำพังตัวเขา
ก็ไม่สามารถทำได้เขาจึงเดินหันหลังกลับไป
.........
แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อย คนนั้นก็เดินกลับมา
พร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน แล้วเด็ก ๆ
ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน
เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน พวกเขาก็พบ
ถุงใส่เหรียญทองของพระราชาวางอยู่แทนที่หินก้อนนั้น
.........++++++++++++++++++++++++++
ข้อคิดดั้งเดิมจากในไลน์(ที่ศิยรายcopyมาแปะ)
หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ
อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้นมีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล้า
ของเราที่จะเผชิญหน้ากับมัน หากเราหนีปัญหา
หรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ
หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถ
ช่วยเรามาก เท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วยให้เขาฝ่าฟัน
อุปสรรคของเขาไปได้ และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุด
ก็คือ ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเอง
ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง.
ข้อคิดใหม่จากศิยราย
หินก้อนนั้นอาจจะใช่อุปสรรค หรือไม่ใช่อุปสรรคก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนึงมองมันอย่างไรในมุมไหน และตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร เมื่อมองแยกแยะถูกที่เหตุ ผลก็ย่อมเกิด
สังเกตดูดีๆจะพบว่า ชายคนแรกแค่บ่นกับก้อนหินแล้วอ้อมไป หมายความว่า "ก็เป็นปัญหานะ แต่มันไม่ใช่กงการอะไรของฉัน" เขาไม่ได้ตกอยุ่ในสถานการณ์ที่ต้องไปไยดีกับก้อนหิน เพราะเขาคิดถึงแต่ตัวเอง คนเช่นนี้ สังเกตดีๆ ต้องรอให้ฝุ่นเกาะโต๊ะสักนิ้ว ถึงจะเริ่มทำความสะอาดบ้าน ต้องรอให้สะดุดของในบ้านตัวเองล้ม ถึงจะมาจัดของ คนเช่นนี้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ยาก และถึงคราวเจอภัยก็เอาตัวไม่รอด
หญิงจูงวัวเลือกเดินหันหลังกลับ เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า "นี่คือปัญหาของฉัน คนเดียว ฉันคนเดียวจะทำอะไรได้" ตัวอย่างของคนหนีปัญหา สุดท้ายแล้วก็ไม่พ้นปัญหา เพราะโลกนี้คือแดนแห่งปัญหา หนี แก่ เจ็บ ตายไม่พ้น
เด็กที่ไปชวนเพื่อนไปยกหินออก เป็นตัวแทนผู้ที่คิดว่า "หินก้อนนี้ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของอีกหลายคน เป็นความสุขของเราที่จะได้ปลดปัญหาให้พวกเขา"
นี่คือตัวอย่างของคนที่มีจิตใจดี ใจใส ซึ่งจะทำให้เกิดความคิดที่เหนือกว่าขอบเขตของตัวเอง ซึ่งยากที่คนธรรมดาๆจะคิดออก
กรณีเด็กน้อยนี้ยังมีความนัยบอกอีกหลายอย่างด้วย เช่น คนที่ใจใสใจกว้่างจะมีความเป็นผู้นำสูง เป็นคนแยบคาย พากเพียร และมักมีบริวารสมบัติ มีโภคทรัพย์สมบัติ และความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง
การจะเป็นอย่างเด็กคนนั้นได้นั้น ไม่ต้องรอเกิดใหม่เลย เพียงแค่เรารวมใจมาหยุดนิ่งไว้ในกลางตัว ไม่เกาะไม่เกี่ยวไม่เหนี่ยวไม่รั้งสิ่งใด ทำอย่างนี้ซ้ำๆบ่อยๆเข้า ทางสายกลางนั้นจะนำไปสู่ความใสสว่างไม่มีประมาณ และจะได้พบกับผู้รู้ภายใน แล้วเราจะได้ความคิดที่หลุดจากขอบเขตของตัวเองได้อย่างง่ายๆ
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ปุญญสวัสดี
ศิยราย
ป้ายกำกับ:
การปฏิบัติธรรม,
ธรรมะ,
บันทึก,
พิจารณาตนเอง,
เรื่องน่าประทับใจ,
ศีล,
สมาธิ
วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
พระอรหันต์อยู่ในบ้าน - สมเด็จโต-
พระอรหันต์อยู่ในบ้าน ....โดยสมเด็จโต
สมเด็จโตท่านเป็นยอดนักเทศน์
ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องนั่งแปลไทยให้เป็นไทย
เพราะท่านใช้คำไทยตรงๆ เป็นภาษาพื้นๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ
เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น
ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม
ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนนักเทศน์ท่านอื่นๆ
สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า
มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และข้าราชบริพาร
ครั้นพอพบหน้าท่านเจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า “ท่านเจ้าคุณ
เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย”
สมเด็จโตทรงทูลว่า “ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม
ครั้นเขาฟังธรรม และได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพร มหาบพิตร”
และวันนี้อาตมาจะมาเทศน์เรื่อง “พระอรหันต์อยู่ในบ้าน”
ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง
ข้าราชการและข้าราชบริพารต่างก็มีความสงสัย
เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ ในป่า ในเขา
ในที่เงียบสงัดหรือที่วัดวาอารามเท่านั้น
แต่ทำไมสมเด็จโตจึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน
ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน
ท่านจึงขยายความต่อไปว่า
จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความหลง
ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องใดๆทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม
หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด
บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า
"ทุกๆคนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน
แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย"
ทุกๆคนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้น
ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า “พระอรหันต์คือ
พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน
เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข
แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา
เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน
แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือ
แต่กลับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อ แม่ ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์
ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์
ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน
พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก
ท่านมีน้ำจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน
ทนทุกข์ทรมานร่วมเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด
มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสาร
เพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูก ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง
แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ
ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด
หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง
กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก
แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง
เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา
ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา
ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา
สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง
ท่านให้อภัย ในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะมีบาปติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บ
ยอมทุกข์เสียเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเรา
และหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนพ่อแม่
ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้
ทั้งนี้เพราะมันมากมายจนเกินกว่าจะประมาณค่าได้ และในบางครั้ง
ลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ
ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูก ก็ยังโอบไปปกป้องรักษา
ช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ ยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมาย เพื่อให้ลูกได้พ้นผิด
ถึงแม้ว่าในบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้ว ซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดิน
ก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม ไปเยียน คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร
คอยให้กำลังใจแก่ลูก ให้ต่อสู้กับความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานของจิตใจที่ลูกได้รับ
และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง
น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้
เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ
ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า
สำหรับลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจร เป็นคนชั่วใจสายตาของบุคคลอื่น
แต่สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง
แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ 10 คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่
แต่ลูกทั้ง 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คนไม่ได้
ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า พระคุณของพ่อแม่
ยามที่พ่อแม่ท่านยังมีชีวิตอยู่
เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการซื้ออาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน
เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุข ก็ควรทำให้ท่าน
ดูแลความทุกข์สุข และเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน
คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง เพราะคนแก่นั้นใจน้อย
ต้องรักษาน้ำใจท่านไว้ ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ฟังดูแล้วไม่ทำให้ท่านไม่สบายใจ
ไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด
แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว
เพราะนั่นคือการพลาด และเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเอง
ซึ่งความจริงแล้ว เราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที
ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้
จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน
การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน
คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน
พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด และเป็นของจริง
และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว
ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไร ก็จะเจริญรุ่งเรือง
แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข
อายุยืนยาวตายตามกาลเวลา
ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้
จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่างๆ ที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ให้ดี
แล้วประโยชน์และความสุข ก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย อย่างทันตาเห็น
เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร
ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนางข้าราชการและข้าราชบริพารทั้งปวง
ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าทั้งสอง
บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสาร
และคิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมา อย่างจับจิตจับใจ
อย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย
เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศ
จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือ ปนน้ำพระเนตรว่า “ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก
และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับ พ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด”
และท่านผู้อ่านละครับ...
ท่านได้ทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน
ของท่านแล้วหรือยังครับ....
ขอขอบคุณ http://www.luangputo.com
ป้ายกำกับ:
กตัญญู,
ข้อคิด,
ธรรมะ,
บรรยายธรรม,
พระคุณพ่อแม่,
พิจารณาตนเอง,
พุทธศาสนา,
Buddhism
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ขออีก 1 นาที เรื่องนี้มีอุทาหรณ์
หนึ่งนาทีที่มีค่าที่สุด
ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายชื่อเจี๊ยบ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยกระตือรือร้น และค่อนข้างขี้เกียจ
ทุกๆเช้าเมื่อแม่เรียกให้ตื่นไปโรงเรียน เจี๊ยบจะงัวเงียบอกว่า "ขออีก 1 นาทีครับแม่" พอลงมาข้างล่าง แทนที่จะรีบกินข้าวเช้าก็ไปเปิดโทรทัศน์ นั่งดูการ์ตูน พอแม่เรียกให้มากินข้าวก็บอกว่า "เดี๋ยวแม่ ขออีก 1 นาที" จนแม่เอ่ยปากว่าจะทำโทษนั่นล่ะ เจี๊ยบถึงจะมานั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารได้สักที ..
"คอยดูเถอะเจี๊ยบ" พ่อซึ่งมองลูกชายคนเดียวอย่างระอาพูดขึ้น .. "สักวันแกจะต้องเจอเรื่องที่แม้ 1 นาทีก็ให้ไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นแล้วแกจะรู้สึก" ...
การขอเวลา 1 นาทีทำให้เจี๊ยบไปโรงเรียนสายทุกวัน .. และการทำโทษให้วิ่งรอบสนามก็ไม่ได้ทำให้เจี๊ยบจดจำเลยแม้แต่น้อย .. เขากล้าต่อรองเวลาแม้แต่กับครู ?? ..
"ไปเข้าห้องเรียนได้แล้วเจี๊ยบ" ครูร้องเตือนเมื่อเห็นเจี๊ยบยังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ในสนามหญ้า .. ทั้งๆที่ออดเรียกเข้าชั้นเรียนดังไปพักหนึ่งแล้ว ..
"ขออีก 1 นาทีครับครู" .. เจี๊ยบบอกโดยไม่ทุกข์ร้อน
วันหนึ่งเป็นวันหยุด แม่บอกเจี๊ยบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านสวน .. เจี๊ยบชอบบ้านสวนของยายจึงขอตามแม่ไปด้วย .. แต่พอรุ่งเช้า เจี๊ยบก็ตื่นสาย ไม่ว่าแม่จะขึ้นไปปลุกกี่ครั้ง เจี๊ยบก็พูดว่า "ขออีก 1 นาที.. ขออีก 1 นาที" ตลอด .. ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจไปบ้านสวนของยายคนเดียว .. เพราะถ้าออกช้ากว่านั้นจะหารถโดยสารไปยาก ...
สักพักเจี๊ยบ ก็เดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน .. เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในบ้านจึงถามพ่อว่า
"แม่ล่ะครับพ่อ"
"แม่ไปบ้านยายแล้ว" พ่อบอก
"อ้าว ทำไมแม่ไม่รอผม" เจี๊ยบร้อง เขาอยากไปบ้านสวนของยายมาก ..
"แม่รอแกจนรอไม่ได้อีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าแค่ 1 นาทีที่แกขอก็ทำให้แม่ตกรถได้ .. นี่ยังไม่รู้เลยว่าแม่จะได้นั่งรถอะไรไป ถ้าโชคดีก็ได้ไปสายรถประจำ.. แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องขึ้นรถที่วิ่งเป็นทางผ่าน แล้วรถสายนั้นน่ะขับอันตรายจะตายชัก" พ่อบ่นเจี๊ยบด้วยความเป็นห่วงแม่ ...
"แหม ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่าพ่อ" เจี๊ยบบอก
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เจี๊ยบกำลังอาบน้ำอยู่ .. เขาก็ได้ยินเสียงพ่อร้องเอะอะอยู่ชั้นล่าง .. จึงรีบวิ่งลงมาดู หน้าของพ่อซีดขาวราวกับกระดาษ (゚ ロ゚ ;)a
"รถที่แม่นั่งประสบอุบัติเหตุ แม่อาการสาหัส เราต้องไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้" .. พ่อพูดเสียงแตกพร่า เจี๊ยบตกใจจนหน้าซีดตามพ่อไปอีกคน (;ノ゚Д゚)ノ .. เขารีบขึ้นไปแต่งตัวโดยไม่มีคำว่า "ขออีก 1 นาที" เหมือนเช่นทุกครั้ง ..
ทันทีที่สองพ่อลูก ไปถึงโรงพยาบาล ก็ช่วยกันตามหาแม่ในห้องฉุกเฉิน .. แล้วก็พบแม่นอนนิ่งอยู่ที่เตียงในสุด เลือดสีแดงไหลอาบอยู่เต็มหน้าแม่ และพยาบาลกำลังจะเข็นแม่ไป ..
"แม่ แม่" เจี๊ยบร้องเรียกแม่เสียงดังลั่น น้ำตาเอ่อล้นทะลัก ... บุรุษพยาบาลเข้ามากันเขาไว้ เพราะเกรงว่าจะกีดขวางทางของรถเข็น .. (。>д<)a
"แม่ แม่ .. ตื่นสิแม่ ผมอยู่นี่ อยู่ตรงนี้" .. เจี๊ยบยังคงร้องเรียกแม่เขาต่อไป และทุบตีบุรุษพยาบาลที่จับตัวเขาไว้ "ปล่อยผม ผมจะไปหาแม่" ...
พยาบาลคนหนึ่งหันมาบอกพ่อของเจี๊ยบ ซึ่งยืนกุมมือแม่อยู่ว่า "เราต้องพาภรรยาของคุณไปผ่าตัดด่วน เธอเสียเลือดไปมากจากอุบัติเหตุครั้งนี้" !!! ..
คำพูดนั้น ทำให้เจี๊ยบรู้ทันทีว่า เขาอาจจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก ..
"เดี๋ยวครับ ขอเวลาให้ผมอยู่กับแม่สัก 1 นาที ได้โปรดให้ผมได้บอกแม่ว่า "ผมรักแม่ " ให้ผมได้กอดแม่อีกสักครั้ง" เจี๊ยบร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา ... แต่ไม่มีใครฟัง
พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นเตียงของแม่เข้าห้องผ่าตัด .. และหายไปในนั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แพทย์จะออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า .. "แม่ของเจี๊ยบเสียชีวิตไประหว่างการผ่าตัด"
เจี๊ยบมารู้อีกในภายหลังว่า "รถคันที่แม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่รถเมล์สายประจำไปบ้านยาย แต่เป็นรถสองแถวที่ขับโดยคนขับรถที่ขาดความรับผิดชอบ" คนๆนั้นอยากได้เงินมาก ๆ แต่ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้โดยสาร แม่ของเจี๊ยบมาคนสุดท้ายจึงต้องนั่งเบียดอยู่นอกสุด และกระเด็นออกไปไกลเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ ...
พ่อโกรธคนขับรถมาก บอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด .. แต่เจี๊ยบไม่โกรธคนขับรถเลย เขาโกรธและเกลียดตัวเอง .. เพิ่งเข้าใจว่าเวลา 1 นาทีที่เขาเคยขออย่างพร่ำเพรื่อนั้นมีค่ามากมายเพียงได .. เพราะ "1 นาทีที่ได้มาในวันนี้ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดในชีวิตของแม่"
ถ้าเจี๊ยบตื่นทันทีที่แม่เรียก ถ้าเขาไม่ขอแค่ 1 นาทีเพื่อให้ได้นอนต่อ แม่ก็คงไม่ตกรถประจำทางจนต้องไปนั่งรถปิศาจคันนั้น .. กระทั่งถึงคราวที่เจี๊ยบต้องการเวลาจริงๆ เขากลับ "ไม่มีแม้เพียง 1 นาทีที่จะได้อยู่กับแม่" .. ไม่มีแม้เพียงวินาทีด้วยซ้ำไป ... ไม่มีเลย (T ^ T)
______________________________________
* บทสรุปของผู้แต่ง
- เงยหน้ามองเข็มวินาทีอันเล็กๆ ที่เดินอยู่ในนาฬิกาสิ .. นั่นล่ะ คือ เวลาในชีวิตของเรา
ทันทีที่คุณคิดว่า "เดี๋ยว ขอเวลาอีกหน่อย" หรือ "เดี๋ยว เอาไว้ทำวันหลัง" .. รู้ไว้เลยว่า คุณกำลังสูญเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปมากมาย .. คนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามาทำงานย่อมทำงานได้มากกว่าคนนอนตื่นสายอย่างไม่ต้อง สงสัย .. เด็กที่ทำการบ้านเสร็จมาจากโรงเรียนก็ได้วิ่งเล่นในตอนเย็นกับเพื่อนๆ อย่างเต็มที่ .. คนที่รู้คุณค่าของเวลามักได้เปรียบคนอื่นและเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปน้อยมาก .. แน่นอนว่า ชีวิตของคนแบบนี้ย่อมเปรมไปด้วยความสุขสมหวัง
เข็มวินาทีเดินเร็วกว่าจังหวะการหายใจอีก .. ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น มักมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และบางทีก็เกิดขึ้นเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน .. เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า "พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร" แต่ถ้าวันนี้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่พูดว่า "เดี๋ยว" และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า .. ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เราก็ไม่กลัวที่จะรับมือกับมัน .. และไม่ต้องตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์ในภายหลังว่า "เมื่อวานเรามัวทำอะไรอยู่" ...
______________________________________
__/\__ ขอขอบคุณ "ชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา" .
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
[เรื่องน่าประทับใจ]เส้นทางชีวิตจริงของผู้พิพากษาหญิง
ก็อปปี้จากเรื่องราวที่อ่านแล้วประทับใจและได้ข้อคิดหลายๆอย่างเกี่ยวกับการ
ดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ จากหญิงสาวชาวดอย มาเป็นผู้พิพากษา
ติดตามกันที่นี่ได้เลยครับ
จากสาวโรงงาน สู่ผู้พิพากษา
เรื่องจริงจากสาวโรงงานคนหนึ่ง ไม่มีเงินเรียนต่อชั้นมัธยม
แต่ด้วยความที่่เป็นคนรักการอ่านตั้งแต่เด็ก และความมานะพยายาม
พลิกชีวิตจนกลายมาเป็นท่านผู้พิพากษาได้อย่างไร
กว่าจะมาเป็นผู้พิพากษา.โดย ธรรมมะกับกฎหมาย เมื่อ 17 ธันวาคม
2012 เวลา 10:50 น. ชีวิตคือการเดินทางที่แสนไกล
บางครั้งเมื่อฉันมองย้อนกลับไปก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าฉันเดินมาถึงจุดนี้ได้
อย่างไร
ชีวิตของฉันเริ่มต้นที่หมู่บ้านเล็กๆบนภูเขาแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน
ตอนบน ตั้งแต่เด็ก ทุกคนมองว่าฉันเป็นเด็กขี้อาย ไม่กล้าสู้หน้าคนแปลกหน้า
ติดยาย เวลาไปไหนมาไหน ยายจะตามไปด้วยตลอดเวลา
ในช่วงวัยเรียนประถม
ฉันชอบอ่านหนังสือมาก ในขณะที่เพื่อนๆ ไปวิ่งเล่นกัน
ฉันก็จะอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุดของโรงเรียน
โรงเรียนของฉันเป็นโรงเรียนเล็กๆ ในชนบทห่างไกล ไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่าน
ดังนั้น ฉันจึงอ่านหนังสือในโรงเรียน ทุกเล่ม เล่มละหลายๆรอบ
เมื่อฉันจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖
พ่อแม่บอกว่าไม่มีเงินส่งฉันเรียนในชั้นมัธยมศึกษา
ประกอบคนในหมู่บ้านของฉันก็ไม่มีใครเรียนต่อกัน ดังนั้น
ฉันจึงต้องหยุดเรียนและออกมาช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา
แต่ด้วยความที่ฉันถูกเลี้ยงมาแบบทะนุถนอม ยายไม่เคยปล่อยให้ฉันทำงานบ้านเอง
ฉันจึงโตมาแบบทำอะไรไม่เป็นสัก อย่าง ทำกับข้าวไม่เป็น ทำไร่ทำนาก็ไม่ไหว
จนคนรอบข้าง มองฉันแล้วส่ายหน้า พร้อมกับพูดว่า ถ้าฉันไม่มีพ่อแม่ ยาย แล้ว
ชีวิตฉันจะอยู่ได้อย่างไร
ตอนนั้นฉันอายุสิบเอ็ดขวบ ฉันมีความคิดว่า
ฉันไม่ชอบการทำไร่ทำนา เพราะมันเหนื่อย ฉันอยากเรียนหนังสือสูงๆ ทำงานดี
ส่งเงินให้พ่อแม่ ฉันจึงขวนขวายที่จะเรียนการศึกษานอกโรงเรียน
ฉันจึงขอพ่อไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน พ่อก็อนุญาต แต่แม่มีข้อแม้ว่า
ฉันจะไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่ประจำปี ไม่ได้สร้อยคอทองคำใส่
เหมือนกับเพื่อนๆ ในหมู่บ้าน ฉันก็ตกลง
ต่อมาฉันจึงได้ไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน ที่จังหวัดข้างเคียง
อยู่ห่างจากหมู่บ้านของฉันประมาณ สามสิบกิโลเมตร
ฉันต้องเดินจากหมู่บ้านประมาณสามกิโลเมตร
เพื่อขึ้นรถเมล์ไปเรียนทุกวันอาทิตย์ ยาย เป็นห่วงฉันมาก
จึงเดินตามมาส่งฉันทุกอาทิตย์
และรอฉันอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านจนกระทั่งฉันกลับมาในตอนเย็น
ภาพที่คนแถวนั้นเห็นจนชินตา คือ จะมียายหลานคู่หนึ่ง เดินขึ้นเขาลงเขา
ทุกวันอาทิตย์ ตอนเช้า และตอนเย็น
.....................................
ฉันใช้เวลา สองปี จึงเรียนได้วุฒิเทียบเท่า ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่
สาม ขณะนั้น ฉันอายุ สิบห้าปีพอดี ฉันจึงขอพ่อแม่
เข้ากรุงเทพเพื่อหางานทำและหาที่เรียนต่อ พ่ออนุญาต และแม่มีข้อแม้ว่า
ฉันต้องส่งเงินให้แม่ทุกเดือน เพราะถ้าฉันไปก็ไม่ใครช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา
หลังจากนั้น
ฉันและเพื่อนในหมู่บ้านอีกหลายคนก็ไปหางานที่สำนักจัดหางานประจำอำเภอ
ฉันและเพื่อนถูกส่งไปทำงานที่โรงงานปลาทูน่ากระป๋องในจังหวัด นครปฐม
ฉันและเพื่อน ทำงานวันแรก ก็คลื่นไส้ เป็นลม เพราะเหม็นปลาทูน่า
มีหลายคนที่ทำงานไม่ไหว และลาออกในวันรุ่งขึ้น
ส่วนฉันคิดว่าฉันทนได้
เพราะเป้าหมายของฉันคือการได้เรียนต่อ ฉันคิดว่าที่นี่เหมาะกับฉันเพราะ
ฉันทำงานเข้ากะกลางคืน ในเวลากลางวันฉันก็จะสามารถไปเรียนต่อได้ตามความฝัน
และฉันเห็นพนักงานที่โรงงานนี้
ก็เรียนต่อที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกันหลายคน
ฉันประทับใจกับคำพูดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล ที่บอกว่า
“อย่าคิดว่างานที่ทำเป็นงานที่ต่ำต้อย งานทุกอย่างมีคุณค่าในตัวเอง”
ซึ่งฉันก็เห็นด้วยและคิดว่าฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการทำงานนี้
เป็นต้นว่า การฝึกความอดทน ไม่ย่อท้อต่อการทำงานหนัก
ซึ่งเป็นพื้นฐานทำให้จิตใจเข้มแข็ง สามารถฝันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปได้
ฉัน
ทำงานอยู่ได้หนึ่งเดือน ทางโรงงานประสบปัญหาขาดทุนและเลิกจ้างพนักงานใหม่
ฉันจึงต้องออกจากงาน และย้ายไปทำงานโรงงานทอผ้า
อีกแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกัน ทำงานอยู่ได้หกเดือน
ฉันก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะได้เรียนต่อ
ฉันจึงตัดสินใจกลับไปตั้งหลักที่บ้าน อยู่บ้านได้สักพัก
ฉันก็ชวนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ไปหางานที่อำเภอ เราสัญญากันว่า
จะไปหางานทำด้วยกันและหาที่เรียนด้วยกัน
จากนั้น
ฉันและเพื่อนถูกส่งไปทำงานที่โรง งานผลไม้กระป๋อง ทำงานได้สักระยะ
เพื่อนของฉันบอกว่า เค้าทนลำบากไม่ไหวแล้ว อยากจะกลับบ้าน
ตัวฉันยังไม่อยากกลับบ้าน แต่ไม่มีเพื่อนอยู่ด้วย ฉันก็กลัว
จึงต้องตามเพื่อนกลับบ้าน พอกลับไปอยู่บ้านสักพัก ฉันก็หาเพื่อคนใหม่
เพื่อไปหางานทำด้วยกันอีกครั้ง ฉันและเพื่อนอีกสี่คน
ไปหางานที่สำนักจัดหางานประจำอำเภอ
และถูกส่งกลับไปทำงานที่โรงงานปลากระป๋องในจังหวัดนครปฐม
ที่เดียวกับที่ฉันเคยไปครั้งแรก ขณะนั้นกิจการดีขึ้นแล้ว
ฉันรู้สึกดีใจมากและคิดว่าคราวนี้คงได้เรียนต่อสมใจซะที
หลังจากทำงานได้สักระยะ
ฉันก็สมัครเรียนการศึกษานอกโรงเรียนใกล้ๆกับที่ทำงาน
แต่แล้วฉันก็ประสบปัญหาเดิมๆ นั่นคือ เพื่อนที่มาจากหมู่บ้านเดียวกัน
เคาอยากจะกลับบ้านอีกแล้ว ฉันจึงตัดสินใจที่จะไม่ตามเพื่อนกลับบ้าน
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันต้องอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า
โดยไม่มีคนจากหมู่บ้านเดียวกัน อยู่ด้วย และแล้วฉันก็ผ่านมันไปได้
ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้
สิ่งที่ฉันยังจำได้ติดใจ คือ มีอยู่วันหนึ่ง
ฉันเดินเข้าไปขออนุญาตหัวหน้างาน ขอเลิกงาน ห้าโมง เย็นโดยไม่ทำโอทีต่อถึง
สองทุ่ม เพราะวันรุ่งขึ้นฉันต้องไปสอบ คำตอบที่ฉันได้รับคือ
หน้าตาบึ้งตึงของหัวหน้างานพร้อมกับคำพูดเสียงแข็งว่า ไม่ได้ งานก็คืองาน
วันนั้นฉันจึงต้องทำงานถึงสองทุ่ม และไปสอบในตอนเช้า
โดยมีเวลาอ่านหนังสือเพียงน้อย นิด แต่ในที่สุด ฉันก็ได้วุฒิ ม. ๖
มาครอบครอง ซึ่งในเวลานั้น ฉันไม่รู้ว่าจะเอาวุฒิ ม. ๖ ไปทำงานอะไร
หรือเรียนอะไร มีแต่คนรอบข้างที่บอกฉันว่า ขนาดคนที่เรียนในระบบโรงเรียน
ยังตกงาน ยังไม่สามารถเรียนให้จบมหาวิทยาลัยได้เลย แล้วเด็กบ้านนอก จบกศน
อย่างฉัน จะไปทำอะไรได้ ตอนนั้น ฉันเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ
จึงตัดสินใจกลับไปตั้งหลักที่บ้านอีกครั้ง
.....................................
พอกลับไปบ้านสักพัก
ความอยากเรียนต่อของฉันก็เร่งรัดให้ฉันเข้ามากรุงเทพอีกครั้งเพื่อหางานทำ
และหาที่เรียน คราวนี้ฉันมาทำงานก่อสร้าง พร้อมกับคนในหมู่บ้าน
โดยมีแม่ตามมาทำงานด้วย ฉันทำงานก่อสร้างอยู่ได้เจ็ดวัน ก็เหน็ดเหนื่อยมากๆ
จึงออกไปสมัครงานโรงงานอีกครั้ง
และได้ทำงานโรงงานทำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนนิกส์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ
เมื่อได้งานแล้วฉันก็ส่งแม่กลับบ้านนอก ฉันชอบที่นี่มาก งานสบาย
สวัสดิการดี กว่าโรงงานที่ฉันเคยทำเยอะ ฉัน ตั้งใจว่า
จะสมัครเรียนรามคณะรัฐศาสตร์ เพราะมีคนบอกว่า จบ กศน. อย่างฉัน
เรียนได้แค่รัฐศาสตร์รามเท่านั้น ฉันทำงานที่นี่ได้สี่เดือน
และกำลังจะสมัครเรียนราม แต่อนิจจา โรงงานที่ฉันทำงานอยู่
มีนโยบายไม่รับพนักงานประจำ คือจะจ้างพนักงานแค่สี่เดือนแล้วเลิกจ้าง
จากนั้นก็รับสมัครพนักงานใหม่ ฉันจึงถูกเลิกจ้างด้วยประการฉะนี้ เมื่อตกงาน
ฉันจึงต้องพักเรื่องการสมัครเรียนต่อไว้ก่อน
ต่อมาฉันได้งานใหม่ ที่โรงงานทำเครื่องแฟกซ์ แถว อำเภอบางปะกง
จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่นี่ เงินเดือนไม่ได้เท่าที่เดิม แต่ก็วันหยุดเยอะดี
ต่อมาฉันก็วางแผนจะสมัครเรียนรามอีกครั้ง ตอนนั้นฉันคิดว่า
ฉันคงเรียนสาขารัฐศาสตร์ไม่ได้ เพราะ วิชาพื้นฐานเยอะมาก
และฉันไม่ได้เรียนมัธยมในระบบโรงเรียน คงตามเพื่อนไม่ทัน ส่วนคณะนิติศาสตร์
วิชาพื้นฐานน้อยดี วิชาหลักก็ไม่มีสอนในชั้นมัธยม มาเริ่มต้นพร้อมกัน
ฉันคงพอเรียนได้
ปีแรก ฉันก็ลงทะเบียนเรียน ตามวันเวลาว่าง
เพื่อจะได้ลางานให้น้อยที่สุด
บางครั้งฉันลงทะเบียนเรียนสองวิชาที่สอบวันเดียวกัน ผลคือ
ตอนเช้าสอบรามหนึ่ง ตอนบ่ายสอบรามสอง ตอนดึก ก็ไปทำงาน
ผลสอบในปีหนึ่งเป็นที่น่าพอใจ ฉันสอบผ่านเป็นส่วนใหญ่ พอเริ่มปีสอง
วิชาเรียนเริ่มยากขึ้น ฉันคิดการการทำงานโรงงานหนักเกินไป
และไม่เหมาะแก่การเรียน ฉันตัดสินใจ ลาออกจากงานโรงงาน มา ทำงานร้านเซเว่น
ใกล้กับมหาวิทยาลัย
ช่วงไหนที่เข้ากะดึกและกะบ่าย
ฉันก็จะหาโอกาสไปนั่งฟังคำบรรยาย ขณะนั้นฉันยังไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว
ฉันจึงตัดสินใจ เข้าไปฝึกอบรมการพูดที่ศูนย์พัฒนาการพูดรามคำแหง
ที่นี่ฉันมีเพื่อนมากมายและไม่อยากจะทำงานอีกต่อไป
ประกอบกับช่วงนั้นมีโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา ฉันจึงตัดสินใจ
ลาออกจากงานและกู้เงินเรียน
.....................................
ฉันใช้เวลาสามปีก็จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี
จากนั้นก็ไปเรียนต่อที่เนติฯ อีกหนึ่งปี ก็จบเนติฯ
ช่วงที่เรียนรามและเรียนเนติฯ ฉันไม่มีเงินซื้อหนังสือข้างนอกมาอ่าน
ฉันจึงใช้วิธียืมหนังสือจากห้องสมุดมาอ่าน เมื่อยืมมาแล้วก็ต้องอ่านให้จบ
ทำโน๊ตย่อไว้เพื่อทบทวนเพราะไม่ใช่หนังสือของเรา
ตลอดเวลาสามปีที่รามและหนึ่งปีที่เนติ ฉันอ่านหนังสือในห้องสมุดแทบทุกเล่ม
ตอนนั้นฉันสงสารตัวเองมากที่ไม่มีเงินซื้อหนังสือมาอ่าน แต่พอมองย้อนกลับไป
พบว่า นั่นคือข้อดีอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ฉันมีความตั้งใจ
อ่านหนังสือให้ได้เยอะ ๆเร็วๆ ฉับพบว่า หลังจากที่ฉันมีเงินซื้อหนังสือแล้ว
ความขยันอ่านหนังสือหายไปเพราะคิดว่า หนังสือเป็นของเรา
จะอ่านเมื่อไหร่ก็ได้ สุดท้าย ฉันมีหนังสือเต็มห้องแต่ยังอ่านไม่ครบทุกเล่ม
ในช่วงสองปีที่ราม และหนึ่งปีที่เนติฯ
เป็นครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสได้ฟังคำบรรยายที่มีอาจารย์สอนแทนการอ่านหนังสือ
ในขณะที่คนอื่นคิดว่าการนั่งเรียนเป็นเร่ืองน่าเบื่อ
อ่านหนังสืออย่างเดียวดีกว่าเร็วดี
แต่สำหรับฉันแล้วรู้สึกว่าเป็นเร่ืองโชคดีมากที่มีโอกาสได้รับทั้งความรู้
และประสบการณ์โดยตรงจากผู้สอน
บางครั้งอาจารย์ไม่ได้ถ่ายทอดเฉพาะความรู้เท่านั้น
แต่ยังถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆที่ท่านเคยประสบการณ์ มาให้เราด้วย ดังนั้น
ฉันจึงตั้งใจเรียน เกี่ยวทั้งความรู้และประสบการณ์ที่มีคุณค่าของท่าอาจารย์
มาปรับใช้ในการเรียนและการดำเนินชีวิตประจำวัน
.....................................
หลังจากจบปริญญาตรีฉันเคว้งคว้างอยู่สักพัก หางานทำไม่ได้
ฉันไม่ค่อยชินกับการเรียนอย่างเดียวโดยไม่ได้ทำงาน
ฉันสัญญากับตัวเองว่าถ้าหางานทำได้แล้วฉันจะตั้งใจทำงานอย่างดีที่สุด ต่อมา
ฉัน
สอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชการที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ปีแรกที่ทำงานที่นี่ฉันมีความสุขมากๆ
ฉันประทับใจกับการอบรมพนักงานใหม่ซึ่งให้ข้อคิดกับฉันว่า
อะไรก็ตามถ้าเราทำถูกวิธีมันจะไม่เหนื่อย และประสบความสำเร็จได้ง่าย
ถ้าเราทำอะไรแล้วเหนื่อยและไม่ได้ผล
แสดงว่าเราทำผิดวิธีเราต้องหาวิธีการใหม่ ฉันก็ได้ใช้หลักการข้อนี้
มาปรับใช้กับการเตรียมตัวสอบผู้พิพากษา
เพื่อนๆที่บรรจุพร้อมกันบอกว่างานที่นี่เหนื่อย หนัก เครียด
แต่ในความรู้สึกของฉันคือ สบายกว่างานโรงงานที่ฉันทำตั้งเยอะ
.....................................
ในการเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา
บางครั้งเมื่อฉันเห็นคนที่อ่านหนังสือสอบอย่างเดียวฉันก็นึกอิจฉาอยากเป็น
แบบนั้นบ้างแต่ทำไม่ได้เพราะมีภาระครอบครัวมากมาย
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันลาพักผ่อนและไปนั่งอ่านหนังสือสามวันเต็ม
ทั้งวันโดยไม่พัก ฉันอ่านจูริส จบไปสองสามเล่ม
และฉันรู้สึกว่าความรู้เต็มหัวจนหนักอึ้งดพราะสมองซึมซับไม่ทัน
ฉันเห็นหนังสือแล้วรู้สึกเวียนหัว อ่านหนังสือไม่ได้ไปอีกสองอาทิตย์
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ฉันเรียนรู้ว่า การศึกษาหาความรู้
ไม่ใช่การนำข้อมูลจำนวนมหาศาลมายัดใส่สมองภายในครั้งเดียว
ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี
แต่เป็นการค่อยซึมซับความรู้ทีละน้อยและฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ
จุดสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่อง
ถ้าเราอ่านหนังสือแค่วันละสองชั่วโมงแต่สามารถจนจำและนำไปปรับใช้ได้
มันจะเป็นความเข้าใจที่นานเท่าไหร่ก็จะไม่ลืม ถ้าเราทำได้ต่อเนื่องทุกวัน
ความรู้ที่มีจะค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ต้องเหนี่อยฟรี
นับแต่นั้นฉันจึงคิด เป็นความโชคดีของฉันที่ได้ ทำงานและเรียนด้วยมาโดยตลอด
มันทำให้ฉันมีทั้งความรู้และประสบการณ์ที่นำมาใช้ด้วยกันได้อย่างลงตัว
แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันพลาดไปก็คือ ฉันประมาทไปหน่อย
ตอนที่ยังอายุไม่ครบที่จะสอบผู้พิพากษา ฉันก็ไม่ค่อยได้เตรียมตัว
มัวแต่สนุกกับงาน สนุกเพื่อนใหม่ สถานที่แปลกใหม่
และคิดว่าอายุไม่ครบก็ยังไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย
พอฉันมีคุณสมบัติครบที่จะสอบผู้พิพากษาได้
และเริ่มเตรียมตัวอย่างจริงจังก็รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา
คิดว่าเราน่าจะเตรียมตัวก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว
และนั่นทำให้ฉันสอบผู้พิพากษาครั้งแรกไม่ผ่าน
แต่ก็ยังดีที่ฉันยังสามารถเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเองได้เร็ว
และสามารถแก้ไขได้ จนทำให้สอบผ่านได้อย่างเฉียดฉิวในการสอบครั้งที่สอง
.....................................
นับจากวันที่ฉันสอบผ่านได้รับการโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จนถึงวันนี้ เป็นเวลาแปดปีเศษ
หลายครั้งที่มองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่า
แทบไม่น่าเชื่อว่าเด็กบนดอยคนหนึ่งจะมายืนจุดนี้ได้
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันมีวันนี้ได้
คือความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของคนในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ยาย น้องสาว
แม้พวกเค้าจะไม่เข้าใจว่าฉันจะเรียนไปทำไมเยอะแยะมากมาย
รู้แต่ว่าฉันอยากเรียนก็สนับสนุนทุกทางเท่าที่จะทำได้
ในขณะที่คนในหมู่บ้านมีแนวคิดว่าการเรียนหนังสือไม่มีประโยชน์เสียเวลาทำมา
หากินและมีตัวอย่างของคนในหมู่บ้านที่ไปเรียนจบมาแล้วก็แต่งงานเลี้ยงลูกโดย
ไม่ได้ประกอบอาชีพตามที่เรียนมาเลย ดังนั้น
พวกเค้าจึงไม่คิดที่จะส่งลูกหลานเรียนต่อ
ตอนนั้นฉันชวนเพื่อนไปเรียนต่อด้วยกัน แต่พ่อแม่ของเพื่อนไม่อนุญาต
และซื้อเครื่องเสียงให้เป็นการปลอบใจโดยให้เหตุผลว่า
เครื่องเสียงฟังได้ทั้งครอบครัว แต่การเรียนต่อ
คนในครอบครัวไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วย
ส่วนพ่อของฉันอยากให้ฉันเรียนอยู่แล้วแต่ไม่มีเงินส่งเรียน
เมื่อฉันขอไปเรียน กศน. พ่อก็อนุญาต
ส่วนแม่และยายแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่เคยห้าม มีแต่ช่วยสนับสนุนทุกทาง
ยายมารับส่งทุกครั้งที่ไปเรียน
ตอนที่ฉันเข้ามาทำงานกรุงเทพ
แม่และยายก็ยอมแม้ว่าจะคิดถึงและเป็นห่วงฉันมากแค่ไหน
คนข้างบ้านบอกว่าแม่ฉันจิตใจเข้มแข็งมากๆ ที่ยอมให้ลูก
อายุไม่ถึงยี่สิบปีมาอยู่กรุงเทพเพียงลำพัง
ฉันคิดว่าที่แม่ยอมเพราะแม่เชื่อว่าฉันดูแลตัวเองได้ดี
และฉันสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำให้ครอบครัวผิดหวัง
ส่วนน้องสาวคนเดียวของฉัน ฉันรักเค้ามาก และเค้าก็รักฉันมากเช่นเดียวกัน
ในขณะทำงานฉันส่งเงินกลับบ้านเพื่อให้น้องสาวได้เรียนต่อ
ซึ่งเค้าก็ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวัง เค้าเรียนดี ตั้งใจเรียน มาโดยตลอด
โดยที่ฉันไม่ต้องแนะนำสั่งสอน น้องเดินมาในทางเดียวกันกับที่ฉันเดิน
ฉันดีใจที่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องได้
บางทีฉันก็รู้สึกว่าน้องสาวของฉันอาจจะรู้สึกกดดัน
ที่ใครก็ชื่นชมฉันและคาดหวังว่าน้องจะทำได้เหมือนฉัน
ฉันอยากจะบอกน้องสาวว่าถึงแม้วันนี้น้องจะทำไม่ได้เท่าพี่
เพราะมีเหตุปัจจัยที่ต่างกัน ฉัน
ก็รักและภูมิใจในตัวเค้ามากและดีใจที่ได้เกิดมาเป็นพี่น้องกัน
อะไรที่พี่จะช่วยให้น้องประสบความสำเร็จได้พี่ก็พร้อมจะทำ อย่างเช่น
การเปิดเพจธรรมะกับกฎหมาย เพื่อแนะนำการเรียนกฎหมาย
พี่เขียนเพจนี้ขึ้นมาก็เพราะคิดว่าเพจนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องของพี่และคน
อื่นๆ
.....................................
เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าฉันมาจากครอบครัวที่ยากจน
แต่วันนี้ฉันรู้แล้วว่าครอบครัวของฉันเป็นครอบครัวที่อบอุ่น สมบูรณ์ที่สุด
ตั้งแต่เล็กจนโตฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันเลย เงินทุกบาทที่หามาได้
พ่อจะให้แม่เก็บทั้งหมด หากพ่อเอาเงินไปใช้
พ่อจะกลับมาบอกแม่ว่าใช้อะไรไปบ้าง ที่เหลือจะคืนแม่ทั้งหมด
พ่อไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใส่เอง
แม่ซื้อเสื้อผ้าแบบไหนให้ก็ใส่แบบนั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ
พ่อแม่ทำงานหนักเพื่อมาเลี้ยงดูครอบครัว
ยายเลี้ยงดูฉันอย่างดี
ตอนเด็กฉันไม่เคยถูกตีเพราะมียายคอยปกป้องอยู่เสมอ
ญาติพี่น้องทุกคนรักกันและคอยช่วยเหลือกันอยู่เสมอ
สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความรักในหัวใจ
ที่พร้อมจะเดินตามความฝันของตัวเอง และแบ่งปันความรักให้แก่คนรอบข้าง
ทำให้ฉันเรียนรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะให้แก่คนที่เรารักได้คือ
การให้เค้าได้เป็นตัวเอง ได้ทำในส่ิงที่รักและอยากมีความสุขที่จะทำ
และนี่คือสิ่งที่ฉันได้จากครอบครัวของฉัน
...............................
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ฉันเดินมาถึงตรงนี้ได้ นั้น คือ
ฉันมีเป้าหมายชัดเจน และหาวิธีการเดินไปสู่จุดหมายนั้น ฉันไม่เคยยอมแพ้
ทุกครั้งที่ทุกอย่างไม่เป็นไปดังหวัง ฉันก็จะบอกกับตัวเองว่า
มันต้องมีวิธีการอื่นที่ให้เราเดินไปสู่ความสำเร็จได้
ทุกเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือร้ายก็สามารถเป็นครูสอนเราได้
สิ่งที่ดีเราก็ดูไว้เป็นตัวอย่างที่ควรทำตาม
สิ่งที่ไม่ดีเราก็ดูไว้เป็นตัวอย่างที่ไม่ควรทำตาม
คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้และเติบโตขึ้น คนเราไม่รู้หรอกว่า
ทำกรรมอะไรไว้จึงได้ตัวตนแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ถึงวันนี้
วันที่เรายังมีลมหายใจอยู่กับปัจจุบันขณะ
เราสามารถเลือกได้ว่าจะเดินไปตามเส้นทางที่กรรมเก่าขีดเส้นไว้
หรือเลือกที่จะสำรวจข้อบกพร่องตัวเอง เลือกแก้ไขนิสัยเสียๆ ของตัวเอง
และเลือกแก้ไขในส่ิงที่ผิด เลือกหาวิธีการที่เหมาะกับตัวเอง หาตัวเองให้เจอ
แทนการเลือกโทษโชคชะตาฟ้าดิน พ่อแม่ คนรอบข้าง
ที่มา: เครดิต..โดย Tanawat Tar
http://www.unigang.com/Article/13416
วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
อ่านฮอร์โมน ในมุมมองของ นิ้วกลม
[ก๊อบเก็บไว้ เผื่ออนาคตจะเอามาแชร์]
ฮอร์โมนคงไม่ใช่ละคร เรื่องเดียวที่ถูก"ผู้ใหญ่" เพ่งเล็ง และอาจจะถูกแบนได้หากผู้ใหญ่พิจารณาแล้วว่าเนื้อหา "ไม่เหมาะสม" ยังมีละครและหนังอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกแบนถูกเซ็นเซอร์อยู่เนืองๆ ในสังคมที่มี"ผู้ใหญ่" ที่ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัดทางศีลธรรมและใช้ตัวเองตัดสินว่าเรื่องนั้นดีงาม เรื่องนี้ไม่ดีงามอยู่เสมอๆ
ในมุมมองของ"ผู้ใหญ่" เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำหากอยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็ต้องป้อนแต่สิ่งดีๆ ให้พวกเขา
"เด็ก" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงเยาวชนเท่านั้น แต่หลายครั้งที่"เด็ก" ในนิยามของ "ผู้ใหญ่" หมายถึงประชาชนในวงกว้าง
"ผู้ใหญ่"ใน สังคมไทยมักมองว่าประชาชนเป็นเด็กที่รู้น้อยกว่าตัวเอง มีสำนึกทางศีลธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงต้องคอยควบคุมสื่อต่างๆ ให้มีเนื้อหาที่ถูกต้องดีงามมีคำสอนหรือบทสรุปท้ายรายการให้กระจ่างชัด "เด็ก"จะได้ไม่นำไปเลียนแบบ
แต่"ผู้ใหญ่" คงลืมไปว่า "เด็ก" มีศักยภาพที่จะเติบโตทางความคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผ่านการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ผ่านการคิดวิเคราะห์ด้วยสมองที่มี และผ่านตัวอย่างทั้งร้ายดีผสมกัน
สิ่งเลวร้ายและสิ่งดีซึ่งมีอยู่ในโลกความจริง
หาก เรายอมรับความจริงเราก็จะได้เรียนรู้จากความจริงแต่หากเราหลอกตัวเอง นั่งฝันว่าบ้านเมืองและสังคมเราสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีเด็กนักเรียนมีเซ็กส์กันไม่มีเด็กนักเรียนทำแท้ง ไม่มีพระที่หลุดออกนอกกรอบพระวินัยไม่มีสิ่งที่ไม่ดีงาม และทำละครหรือหนังเพื่อบอกเล่าแต่"ตัวอย่าง" ที่ดี เราจะได้เรียนรู้โลกความจริงได้อย่างไร
บ่อยครั้งในชีวิตที่เราเรียน รู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น บ่อยไปที่เราคิดได้จากการอ่าน ฟัง ดู ชีวิตของตัวละครในโลกจินตนาการที่สมจริง
และความ"คิดได้" นี้จะยิ่งฝังลึกในสมอง หากมันผ่านการคิดใคร่ครวญ คิดวิเคราะห์ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้พระเอก นางเอก ครู พระ หรือฮีโร่คนไหนในละครมาพูดสอนตอนอวสาน
แต่"ผู้ใหญ่" ทั้งหลายไม่เชื่อใน "ศักยภาพในการคิดเป็น"ของประชาชน ที่เขามองเห็นว่าเป็น "เด็ก" อยู่เสมอ กลัวว่าหากได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้วจะนำไปเลียนแบบ เป็นไปได้ไหมว่า"ผู้ใหญ่" ที่ปรารถนาดีทั้งหลายอาจเข้าใจว่าประชาชนไทยไม่มีความสามารถในการอ่าน
"การ อ่าน" ที่ไม่ได้หมายความว่าสะกดคำและอ่านออกเสียงได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการ "อ่าน" ความหมายที่สอดแทรกอยู่ระหว่างเนื้อหา"อ่าน" แล้วคิดวิเคราะห์ ถกเถียง เชื่อมโยง คิดค้านคิดโต้ คิดต่อ ซึ่งนำมาซึ่งการ "คิดเอง"
การเรียนแบบท่องจำในโรงเรียนจนเคยชินอาจทำให้"ผู้ใหญ่" หลงคิดไปว่า เวลาบอกให้อ่านอะไรแล้วเด็กจะไม่คิดต่อคิดโต้เลย เด็กจะท่องจำไปทำต่อโดยอัตโนมัติ
อ.นิธิเอียวศรีวงศ์ เพิ่งเขียนถึงเรื่อง "อ่านหนังสือ" โดยบอกว่า"การอ่านเป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่งที่คนเอาตาจ้องตัวอักษร"
การที่คนเราจะ"อ่าน หนังสือเป็น" นั้นต้องผ่านการฝึก เพราะถ้าไม่ผ่านการฝึก เราก็จะเป็นแค่คน "อ่านหนังสือออก"คือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน แต่ไม่ได้ความคิดจากการอ่าน อ.นิธิเปรียบว่าเหมือนการอ่านป้ายเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
"เราไม่ได้อ่าน หนังสือเพื่อรับรู้ประสบการณ์ของคนอื่น แต่อ่านหนังสือเพื่อทำให้เเรามองเห็นประสบการณ์ของเราเองจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน คิดสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน หรือคิดต่าง คิดลึกไปกว่าเดิมรวมทั้งเหลาความสามารถที่จะรู้สึกของเราให้แหลมคมขึ้น" --วรรคนี้อ่านแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
แต่สังคมไทย(ตั้งแต่ในโรงเรียน) เราถูกฝึกให้ "อ่านออก" ไม่ใช่"อ่านเป็น" การอ่านจึงไม่สนุกโดยสิ้นเชิงเพราะอ่านแล้วไม่ได้คิด ไม่ได้ถกกัน ครูไม่ได้เอามาชวนวิเคราะห์ต่อกันในห้องเมื่อไหร่ที่พูดถึง "การอ่านหนังสือ" จึงกลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ(รวมถึงคนที่โตแล้ว) เบื่อหน่ายและส่ายหน้า
เราไม่ใช่สังคมที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่เราขี้ เกียจอ่าน หนัง ละคร วรรณกรรมหรือบทกวีที่ไม่ได้บอกกันตรงๆ จึงขายได้น้อยกว่าฮาวทูที่บอกทางลัดเป็นข้อๆ ให้ทำตาม และละครที่มีคำสอนท้ายเรื่อง ตัวละครขาวจัดดำจัด ชั่วก็ชั่วสุดๆ ดีก็ดีเลิศอย่างกับนางฟ้า จึงยังได้รับความนิยมมาโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่ นิสัยขี้เกียจอ่านของเราก็เกิดจากการที่"ผู้ใหญ่" ไม่ปล่อยให้เรา "อ่าน" สิ่งต่างๆ ไม่ปล่อยให้คนในสังคมได้คิดวิเคราะห์ ถกเถียง จากสื่อที่นำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายเสนอแง่มุมความจริงบางอย่างของสังคม มิใช่โลกในนิยายที่มีแต่คุณชายหน้าตาดี และผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อมาทวงสมบัติเจ้าคุณปู่คืนด้วยการโชว์ ปานรูปแมวน้ำที่แก้มก้นข้างซ้าย หรืออะไรทำนองนั้น
ถ้า ใช้ชีวิตอยู่ห่างจากความจริงและถูก"ผู้ใหญ่" ริบเอา "สิ่งที่จะอ่าน" สิ่งที่จะทำให้คิดเองได้แบบนี้ไปตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ที่คนในสังคมจะได้เติบโตทางความคิดไปพร้อมๆ กัน
ไม่แน่ ใจเหมือนกันว่า"ผู้ใหญ่" ที่ไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนได้ฝึกการอ่านสิ่งต่างๆ จากสื่อที่มีเนื้อหาหลากหลาย เขาหวังดีกับประชาชนและสังคมอย่างที่กล่าวอ้างหรือเปล่าหรือเขาอาจ "ใหญ่" และมีอำนาจจนเคยตัวและคิดว่ายิ่งประชาชนอ่านไม่เป็น คิดไม่เป็น ก็ยิ่งเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทปกครองง่าย ไม่หือ ไม่อือ ไม่คิดตั้งคำถามกระทั่งว่าเกณฑ์ในการตัดสินว่าละครหรือหนังเรื่องไหน "เหมาะสม"นั้นอยู่ในกำมือของ "ผู้ใหญ่" แค่ไม่กี่คนเท่านั้นเองหรือ
หาก"เด็กๆ" ไม่เติบโต "ผู้ใหญ่" ก็จะมีอำนาจ ใช้อำนาจและควบคุมตัดสินสิ่งที่จะป้อนให้เด็กๆ ได้อย่างเต็มที่ต่อไปตราบชั่วกาลนาน
แต่สังคมที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ควรเต็มไปด้วย"เด็ก" ที่คิดไม่เป็น และยิ่งไม่ควรเต็มไปด้วย "ผู้ใหญ่"ที่คิดไม่เป็น
ปล่อยให้พวกเราได้"อ่าน" กันบ้างเถิดครับ
ไม่ ควรรณรงค์เรื่องเมืองหนังสือโลกกันด้วยการแขวนโปสเตอร์"อ่านกันสนั่นเมือง" เท่านั้นแต่ควรปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านทุกสิ่ง อ่านชีวิตอ่านโลก อ่านสังคม อ่านการเมือง อ่านหนัง อ่านละคร อ่านฮอร์โมน อ่านดาว อ่านไผ่ อ่านสไปรท์ อ่านเต้ย ให้เกิดขึ้นด้วย
เพราะหากเรามีนิสัยของการ"อ่าน" ติดตัว สิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็จะทำร้ายเราได้ยาก เพราะเราจะไม่ท่องจำและเลียนแบบเหมือนนกแก้วนกขุนทองอีกต่อไป แต่เราจะ"อ่าน" และ "คิด" กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ปล่อยให้ พวกเรา"อ่าน" และคิดเองบ้างเถิดครับ "ผู้ใหญ่"แล้วงานของพวกท่านจะเบาลงอีกเยอะ เอาเวลานั่งแบนหนังแบนละครไปคิดอะไรที่มีประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อีกมาก
ยิ่งแบนหนังแบนละครก็ยิ่งทำให้สังคมได้ประชาชนแบนๆ มากขึ้นทุกวัน
สังคมแห่งการอ่านจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งต่างๆ ให้อ่านอย่างเสรีและหลากหลายเท่านั้น
ฮอร์โมนคงไม่ใช่ละคร เรื่องเดียวที่ถูก"ผู้ใหญ่" เพ่งเล็ง และอาจจะถูกแบนได้หากผู้ใหญ่พิจารณาแล้วว่าเนื้อหา "ไม่เหมาะสม" ยังมีละครและหนังอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ถูกแบนถูกเซ็นเซอร์อยู่เนืองๆ ในสังคมที่มี"ผู้ใหญ่" ที่ใช้ตัวเองเป็นมาตรวัดทางศีลธรรมและใช้ตัวเองตัดสินว่าเรื่องนั้นดีงาม เรื่องนี้ไม่ดีงามอยู่เสมอๆ
ในมุมมองของ"ผู้ใหญ่" เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่วันยันค่ำหากอยากให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็ต้องป้อนแต่สิ่งดีๆ ให้พวกเขา
"เด็ก" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความถึงเยาวชนเท่านั้น แต่หลายครั้งที่"เด็ก" ในนิยามของ "ผู้ใหญ่" หมายถึงประชาชนในวงกว้าง
"ผู้ใหญ่"ใน สังคมไทยมักมองว่าประชาชนเป็นเด็กที่รู้น้อยกว่าตัวเอง มีสำนึกทางศีลธรรมที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจึงต้องคอยควบคุมสื่อต่างๆ ให้มีเนื้อหาที่ถูกต้องดีงามมีคำสอนหรือบทสรุปท้ายรายการให้กระจ่างชัด "เด็ก"จะได้ไม่นำไปเลียนแบบ
แต่"ผู้ใหญ่" คงลืมไปว่า "เด็ก" มีศักยภาพที่จะเติบโตทางความคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผ่านการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ผ่านการคิดวิเคราะห์ด้วยสมองที่มี และผ่านตัวอย่างทั้งร้ายดีผสมกัน
สิ่งเลวร้ายและสิ่งดีซึ่งมีอยู่ในโลกความจริง
หาก เรายอมรับความจริงเราก็จะได้เรียนรู้จากความจริงแต่หากเราหลอกตัวเอง นั่งฝันว่าบ้านเมืองและสังคมเราสวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีเด็กนักเรียนมีเซ็กส์กันไม่มีเด็กนักเรียนทำแท้ง ไม่มีพระที่หลุดออกนอกกรอบพระวินัยไม่มีสิ่งที่ไม่ดีงาม และทำละครหรือหนังเพื่อบอกเล่าแต่"ตัวอย่าง" ที่ดี เราจะได้เรียนรู้โลกความจริงได้อย่างไร
บ่อยครั้งในชีวิตที่เราเรียน รู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น บ่อยไปที่เราคิดได้จากการอ่าน ฟัง ดู ชีวิตของตัวละครในโลกจินตนาการที่สมจริง
และความ"คิดได้" นี้จะยิ่งฝังลึกในสมอง หากมันผ่านการคิดใคร่ครวญ คิดวิเคราะห์ ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้พระเอก นางเอก ครู พระ หรือฮีโร่คนไหนในละครมาพูดสอนตอนอวสาน
แต่"ผู้ใหญ่" ทั้งหลายไม่เชื่อใน "ศักยภาพในการคิดเป็น"ของประชาชน ที่เขามองเห็นว่าเป็น "เด็ก" อยู่เสมอ กลัวว่าหากได้เห็นตัวอย่างที่ไม่ดีแล้วจะนำไปเลียนแบบ เป็นไปได้ไหมว่า"ผู้ใหญ่" ที่ปรารถนาดีทั้งหลายอาจเข้าใจว่าประชาชนไทยไม่มีความสามารถในการอ่าน
"การ อ่าน" ที่ไม่ได้หมายความว่าสะกดคำและอ่านออกเสียงได้เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการ "อ่าน" ความหมายที่สอดแทรกอยู่ระหว่างเนื้อหา"อ่าน" แล้วคิดวิเคราะห์ ถกเถียง เชื่อมโยง คิดค้านคิดโต้ คิดต่อ ซึ่งนำมาซึ่งการ "คิดเอง"
การเรียนแบบท่องจำในโรงเรียนจนเคยชินอาจทำให้"ผู้ใหญ่" หลงคิดไปว่า เวลาบอกให้อ่านอะไรแล้วเด็กจะไม่คิดต่อคิดโต้เลย เด็กจะท่องจำไปทำต่อโดยอัตโนมัติ
อ.นิธิเอียวศรีวงศ์ เพิ่งเขียนถึงเรื่อง "อ่านหนังสือ" โดยบอกว่า"การอ่านเป็นวัฒนธรรมที่ผูกพันกับวิถีชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่ช่วงเวลาหนึ่งที่คนเอาตาจ้องตัวอักษร"
การที่คนเราจะ"อ่าน หนังสือเป็น" นั้นต้องผ่านการฝึก เพราะถ้าไม่ผ่านการฝึก เราก็จะเป็นแค่คน "อ่านหนังสือออก"คือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน แต่ไม่ได้ความคิดจากการอ่าน อ.นิธิเปรียบว่าเหมือนการอ่านป้ายเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด
"เราไม่ได้อ่าน หนังสือเพื่อรับรู้ประสบการณ์ของคนอื่น แต่อ่านหนังสือเพื่อทำให้เเรามองเห็นประสบการณ์ของเราเองจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเราไม่เคยเห็นมาก่อน คิดสิ่งที่ไม่เคยคิดมาก่อน หรือคิดต่าง คิดลึกไปกว่าเดิมรวมทั้งเหลาความสามารถที่จะรู้สึกของเราให้แหลมคมขึ้น" --วรรคนี้อ่านแล้วพยักหน้าหงึกหงัก
แต่สังคมไทย(ตั้งแต่ในโรงเรียน) เราถูกฝึกให้ "อ่านออก" ไม่ใช่"อ่านเป็น" การอ่านจึงไม่สนุกโดยสิ้นเชิงเพราะอ่านแล้วไม่ได้คิด ไม่ได้ถกกัน ครูไม่ได้เอามาชวนวิเคราะห์ต่อกันในห้องเมื่อไหร่ที่พูดถึง "การอ่านหนังสือ" จึงกลายเป็นเรื่องที่เด็กๆ(รวมถึงคนที่โตแล้ว) เบื่อหน่ายและส่ายหน้า
เราไม่ใช่สังคมที่อ่านหนังสือไม่ออกแต่เราขี้ เกียจอ่าน หนัง ละคร วรรณกรรมหรือบทกวีที่ไม่ได้บอกกันตรงๆ จึงขายได้น้อยกว่าฮาวทูที่บอกทางลัดเป็นข้อๆ ให้ทำตาม และละครที่มีคำสอนท้ายเรื่อง ตัวละครขาวจัดดำจัด ชั่วก็ชั่วสุดๆ ดีก็ดีเลิศอย่างกับนางฟ้า จึงยังได้รับความนิยมมาโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่ นิสัยขี้เกียจอ่านของเราก็เกิดจากการที่"ผู้ใหญ่" ไม่ปล่อยให้เรา "อ่าน" สิ่งต่างๆ ไม่ปล่อยให้คนในสังคมได้คิดวิเคราะห์ ถกเถียง จากสื่อที่นำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายเสนอแง่มุมความจริงบางอย่างของสังคม มิใช่โลกในนิยายที่มีแต่คุณชายหน้าตาดี และผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อมาทวงสมบัติเจ้าคุณปู่คืนด้วยการโชว์ ปานรูปแมวน้ำที่แก้มก้นข้างซ้าย หรืออะไรทำนองนั้น
ถ้า ใช้ชีวิตอยู่ห่างจากความจริงและถูก"ผู้ใหญ่" ริบเอา "สิ่งที่จะอ่าน" สิ่งที่จะทำให้คิดเองได้แบบนี้ไปตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ที่คนในสังคมจะได้เติบโตทางความคิดไปพร้อมๆ กัน
ไม่แน่ ใจเหมือนกันว่า"ผู้ใหญ่" ที่ไม่ยอมปล่อยให้ประชาชนได้ฝึกการอ่านสิ่งต่างๆ จากสื่อที่มีเนื้อหาหลากหลาย เขาหวังดีกับประชาชนและสังคมอย่างที่กล่าวอ้างหรือเปล่าหรือเขาอาจ "ใหญ่" และมีอำนาจจนเคยตัวและคิดว่ายิ่งประชาชนอ่านไม่เป็น คิดไม่เป็น ก็ยิ่งเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทปกครองง่าย ไม่หือ ไม่อือ ไม่คิดตั้งคำถามกระทั่งว่าเกณฑ์ในการตัดสินว่าละครหรือหนังเรื่องไหน "เหมาะสม"นั้นอยู่ในกำมือของ "ผู้ใหญ่" แค่ไม่กี่คนเท่านั้นเองหรือ
หาก"เด็กๆ" ไม่เติบโต "ผู้ใหญ่" ก็จะมีอำนาจ ใช้อำนาจและควบคุมตัดสินสิ่งที่จะป้อนให้เด็กๆ ได้อย่างเต็มที่ต่อไปตราบชั่วกาลนาน
แต่สังคมที่ดีและมีความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่ควรเต็มไปด้วย"เด็ก" ที่คิดไม่เป็น และยิ่งไม่ควรเต็มไปด้วย "ผู้ใหญ่"ที่คิดไม่เป็น
ปล่อยให้พวกเราได้"อ่าน" กันบ้างเถิดครับ
ไม่ ควรรณรงค์เรื่องเมืองหนังสือโลกกันด้วยการแขวนโปสเตอร์"อ่านกันสนั่นเมือง" เท่านั้นแต่ควรปลูกฝังวัฒนธรรมการอ่านทุกสิ่ง อ่านชีวิตอ่านโลก อ่านสังคม อ่านการเมือง อ่านหนัง อ่านละคร อ่านฮอร์โมน อ่านดาว อ่านไผ่ อ่านสไปรท์ อ่านเต้ย ให้เกิดขึ้นด้วย
เพราะหากเรามีนิสัยของการ"อ่าน" ติดตัว สิ่งเลวร้ายทั้งหลายก็จะทำร้ายเราได้ยาก เพราะเราจะไม่ท่องจำและเลียนแบบเหมือนนกแก้วนกขุนทองอีกต่อไป แต่เราจะ"อ่าน" และ "คิด" กับทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
ปล่อยให้ พวกเรา"อ่าน" และคิดเองบ้างเถิดครับ "ผู้ใหญ่"แล้วงานของพวกท่านจะเบาลงอีกเยอะ เอาเวลานั่งแบนหนังแบนละครไปคิดอะไรที่มีประโยชน์ให้บ้านเมืองได้อีกมาก
ยิ่งแบนหนังแบนละครก็ยิ่งทำให้สังคมได้ประชาชนแบนๆ มากขึ้นทุกวัน
สังคมแห่งการอ่านจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีสิ่งต่างๆ ให้อ่านอย่างเสรีและหลากหลายเท่านั้น
วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556
วิธีตัดเหตุแห่งทุกข์ (เรื่องพญานกยูงทอง)
ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนบทความยังเป็นนิสิตทำกิจกรรมชมรมพุทธฯ ที่จุฬาฯ ผู้เขียนฯได้พบกับน้องนิสิตคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาสวดมนต์ นั่งสมาธิ อ่านหนังสืิอธรรมะเหมือนน้องปีหนึ่งที่เข้ามาชมรมทั่วๆไป น้องคนนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาในเรื่องของบุคลิกตัวเอง โดยเฉพาะความมั่นใจ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจที่น้องคนนนี้ได้มาเข้าสู่รั้วจามจุรีได้ และอีกคำถามหนึ่งคือ
ทำไมถึงสนใจชมรมพุทธฯ
ด้วยเหตุนี้
ผู้เขียนจึงถามน้องถึงความสนใจในพุทธศาสนา น่าสนใจว่าน้องคนนี้สนใจด้านพระพุทธมนต์
บทใดๆก็จำได้ดี กว่าน้องๆในรุ่นเดียวกัน แต่ที่สำคัญ น้องคนนี้
มีบทสวดมนต์หนึ่งที่สวดประจำ มีเนื้อความดังนี้ครับ
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ
อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ
(คำแปล) โมระปะริตตัง
พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง อุทัยขึ้นมา
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงเที่ยวไป เพื่ออันแสวงหาอาหาร
พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่าง ย่อมอัสดงคตไป
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงสำเร็จความอยู่แล.
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสะนา ฯ
อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส
ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง
ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ รัตติง
เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม
เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ
นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา
นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา
อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ ฯ
(คำแปล) โมระปะริตตัง
พระอาทิตย์เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง อุทัยขึ้นมา
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงเที่ยวไป เพื่ออันแสวงหาอาหาร
พระอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็นเอกราช มีสีเพียงดังสีแห่งทองยังพื้นปฐพีให้สว่าง ย่อมอัสดงคตไป
เพราะเหตุนั้น ข้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีเพียงดังสีแห่งทอง ยังพื้นปฐพีให้สว่าง ข้าทั้งหลาย
อันท่านปกครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าใด ผู้ถึงซึ่งเวทในธรรมทั้งปวง
พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรับความนอบน้อมของข้า อนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงรักษาซึ่งข้า
ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่พระโพธิญาณ ความนอบน้อมของข้า
จงมีแด่ท่านผู้พ้นแล้วทั้งหลาย ความนอบน้อมของข้า จงมีแด่วิมุตติธรรม นกยูงนั้นได้กระทำปริตรอันนี้แล้ว
จึงสำเร็จความอยู่แล.
ผู้เขียนทึ่งใจไม่น้อยกับความสามารถของน้องคนนี้
และคงตอบคำถามถัดไปในตัว ว่า ความมีศรัทธาในพระรัตนตรัยเป็นเครื่องอำนวยผลให้มีแต่ความเจริญแต่ฝ่ายเดียว
หลังจากนั้นไปสักหนึ่งปี น้องคนนี้ก็ไม่ได้กลับมาที่ชมรม
และไม่ทราบข่าวคราวของน้องคนนี้อีกนับแต่นั้น
สุดท้ายนี้ก็มีเรื่องมาให้อ่านประกอบความเข้าใจในบทสวดนี้กัน
* พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงสมัยที่พระองค์เคยเสวยพระชาติเป็นพญานก ยูงทองว่า ครั้งนั้นท่านได้อาศัยอยู่ในถ้ำทอง
ทุกๆ เช้าก่อนที่จะออกไปหาอาหาร
จะบินขึ้นไปเกาะที่ยอดเขา แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
เมื่อเห็นพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ท่านจะแผ่เมตตา และสวดพระปริตร
เพื่อขอให้พระรัตนตรัยคุ้มครองให้ปลอดภัย แล้วจึงร่อนลงไปหากิน
ครั้นตกเย็นก็จะบินไปเกาะที่ยอดเขาอีก
แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มองดูพระอาทิตย์อัสดง แผ่เมตตาสวดพระปริตร ให้พระรัตนตรัยคุ้มครองในเวลากลางคืน
แล้วจึงบินกลับเข้าถ้ำ ท่านทำอย่างนี้อยู่เป็นเวลานาน
ทำทุกวันไม่ได้ขาดแม้แต่วันเดียว จึงไม่เคยมีนายพรานหรือสัตว์ร้ายใดๆ
มาทำอันตรายท่านได้
อยู่มาวันหนึ่ง มเหสีของพระราชาทรงพระสุบินเห็นพญานกยูงทองมาแสดงธรรมให้ฟัง จึงกราบทูลพระราชาว่า อยากฟังธรรมจากพญานกยูงทองมาก พระราชาจึงให้นายพรานไปดักจับพญานกยูงทอง
อยู่มาวันหนึ่ง มเหสีของพระราชาทรงพระสุบินเห็นพญานกยูงทองมาแสดงธรรมให้ฟัง จึงกราบทูลพระราชาว่า อยากฟังธรรมจากพญานกยูงทองมาก พระราชาจึงให้นายพรานไปดักจับพญานกยูงทอง
ซึ่งแม้นายพรานจะใช้ความพยายามเพียงไร
ก็จับไม่ได้
จนนายพรานหมดอายุขัยสิ้นชีวิตลง
เมื่อพระมเหสีไม่ได้ดังพระประสงค์ทำให้พระนางตรอมพระทัย และสวรรคตในที่สุด
พระราชาทรงกริ้วมากถึงกับจารึกลงในแผ่นทองคำว่า “ถ้าหากใครได้กินเนื้อของนกยูงทองตัวนี้
ที่อาศัยอยู่ที่ทิวเขาในป่าหิมพานต์ จะมีชีวิตเป็นอมตะไม่แก่ไม่ตาย”
เมื่อพระราชาองค์ใหม่มาสืบต่อราชวงศ์ ได้พบเห็นหลักฐานที่จารึกไว้ มีพระประสงค์จะได้ชีวิตเป็นอมตะ จึงส่งนายพรานไปคอยดักจับพญานกยูงทอง แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ
เมื่อพระราชาองค์ใหม่มาสืบต่อราชวงศ์ ได้พบเห็นหลักฐานที่จารึกไว้ มีพระประสงค์จะได้ชีวิตเป็นอมตะ จึงส่งนายพรานไปคอยดักจับพญานกยูงทอง แต่ก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ
แม้เมื่อสิ้นราชวงศ์ มีพระราชามาครองราชย์ผ่านไปอีกถึง
๖ พระองค์ ก็ยังไม่มีใครสามารถจับพญานกยูงทองได้
วันหนึ่งนายพรานของพระราชาองค์ที่ ๗ สังเกตเห็นว่า ทุกเช้าและทุกเย็น นกยูงทองได้สวดมนต์แผ่เมตตา
วันหนึ่งนายพรานของพระราชาองค์ที่ ๗ สังเกตเห็นว่า ทุกเช้าและทุกเย็น นกยูงทองได้สวดมนต์แผ่เมตตา
จึงรู้ว่าเป็นเพราะอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยคุ้มครอง
ก็หาอุบายที่จะทำให้ใจของนกยูงทองโพธิสัตว์ซัดส่าย ไม่ตั้งมั่น และไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างที่เคยเป็นมา
จึงได้นำนางนกยูงตัวหนึ่งมาเป็นเครื่องล่อพระโพธิสัตว์ เพื่อเพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้
วันนั้นพญานกยูงทอง ได้ฟังเสียงของนางนกยูงที่ไพเราะจับใจ เกิดตัณหาครอบงำ กิเลสที่ตกตะกอนนอนเนื่องมายาวนานก็กำเริบขึ้นมา เกิดความกระวนกระวายใจ จนไม่สามารถเจริญพระปริตรได้
วันนั้นพญานกยูงทอง ได้ฟังเสียงของนางนกยูงที่ไพเราะจับใจ เกิดตัณหาครอบงำ กิเลสที่ตกตะกอนนอนเนื่องมายาวนานก็กำเริบขึ้นมา เกิดความกระวนกระวายใจ จนไม่สามารถเจริญพระปริตรได้
ได้บินไปหานางนกยูง แล้วถลาลงไปบนพื้นโดยไม่ได้ระมัดระวังตัว
เท้าทั้งสองข้างจึงสอดเข้าไปในบ่วงที่นายพรานดักไว้ ไม่สามารถจะสลัดให้หลุดได้
ยิ่งดิ้นบ่วงก็ยิ่งรัดแน่นหนาขึ้น
นายพรานเห็นดังนั้นดีใจยิ่งนัก คิดว่า พรานทั้ง ๖ คน ไม่สามารถดักพญานกยูงทองได้ ต่างสิ้นชีวิตกันไปหมด แม้เราต้องเพียรพยายามอยู่ถึง ๗ ปี ในที่สุดวันนี้เราก็จับได้
นายพรานเห็นดังนั้นดีใจยิ่งนัก คิดว่า พรานทั้ง ๖ คน ไม่สามารถดักพญานกยูงทองได้ ต่างสิ้นชีวิตกันไปหมด แม้เราต้องเพียรพยายามอยู่ถึง ๗ ปี ในที่สุดวันนี้เราก็จับได้
ในขณะเดียวกันก็นึกสลดใจว่า
วันนี้พญานกยูงกระวนกระวายใจ เนื่องจากนางนกยูงเป็นเหตุ
ไม่อาจแผ่เมตตาเจริญพระปริตรได้ จึงติดบ่วงของเราเพราะอำนาจกามตัณหาแท้ๆ
ทำให้ต้องประสบทุกข์เช่นนี้
แต่ด้วยอานุภาพที่นกยูงทองแผ่เมตตาอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ
จึงทำให้นายพรานเกิดความสงสาร เกิดความรักความเมตตา อีกทั้งนายพรานก็ไม่ปรารถนาจะทำร้ายพญานกยูงอยู่แล้ว
เพราะรู้ว่านกยูงตัวนี้ประพฤติธรรม จึงได้ปล่อยนกยูงไป
พญานกยูงจึงได้เปล่งสำเนียงเป็นภาษามนุษย์ว่า “ท่านอุตส่าห์เพียรพยายามดักจับเรานานถึง ๗ ปี เมื่อจับได้แล้วกลับปล่อยเสีย ไม่กลัวอาชญาจากพระราชาหรือ หรือว่าวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาต”
พญานกยูงจึงได้เปล่งสำเนียงเป็นภาษามนุษย์ว่า “ท่านอุตส่าห์เพียรพยายามดักจับเรานานถึง ๗ ปี เมื่อจับได้แล้วกลับปล่อยเสีย ไม่กลัวอาชญาจากพระราชาหรือ หรือว่าวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติบาต”
นายพรานตอบว่า “เราไม่ได้กลัวอาชญาแผ่นดิน แต่เรากลัวผลของบาป
จากการทำร้ายท่านผู้ประพฤติธรรม” นกยูงพระโพธิสัตว์จึงได้แสดงธรรมว่า
“ผู้ไม่ทำปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง
ย่อมได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน ละโลกไปแล้วจะมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป
ดูก่อนนายพราน สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนปรารถนาความสุข ดังนั้นผู้ปรารถนาความสุข จึงไม่ควรเบียดเบียนใครให้ได้รับทุกข์”
นายพรานฟังดังนี้แล้ว ก็ตั้งสติพิจารณาธรรม ตามเห็นธรรมเข้าไป จนได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ ที่นั้นเอง
นายพรานฟังดังนี้แล้ว ก็ตั้งสติพิจารณาธรรม ตามเห็นธรรมเข้าไป จนได้บรรลุปัจเจกโพธิญาณ ณ ที่นั้นเอง
จากนั้นท่านอธิษฐานจิตทำสัจกิริยา
กล่าวคำปล่อยสัตว์ ทำให้สัตว์ทั้งหลายที่ถูกกักขัง หลุดจากกรงได้เป็นอัศจรรย์
แล้วท่านเอามือลูบศีรษะ ความอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นอีก
เพศคฤหัสถ์ได้หายไป เปลี่ยนเป็นเพศบรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยเครื่องอัฐบริขารพร้อมทุกอย่าง
ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ได้ทำเอาไว้ในอดีตนั่นเอง ท่านได้อนุโมทนากับพญานกยูงทองที่แสดงธรรมให้ฟัง
แล้วก็เหาะไปบำเพ็ญสมณธรรมตามอัธยาศัย
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อพ้นจากบ่วงแล้ว พิจารณาสอนตนเองว่า ที่ตัวเราต้องพลาดพลั้งติดบ่วง แทบเอาชีวิตไม่รอดนี้ เพราะอำนาจกิเลสตัณหา ไม่สำรวมอินทรีย์ จึงขาดสติในการระลึกถึงพระรัตนตรัย ทำให้เราต้องมาติดบ่วงของนายพราน บ่วงของพรานว่าร้ายแล้ว แต่ยังไม่เท่าบ่วงแห่งกาม
ฝ่ายพระโพธิสัตว์เมื่อพ้นจากบ่วงแล้ว พิจารณาสอนตนเองว่า ที่ตัวเราต้องพลาดพลั้งติดบ่วง แทบเอาชีวิตไม่รอดนี้ เพราะอำนาจกิเลสตัณหา ไม่สำรวมอินทรีย์ จึงขาดสติในการระลึกถึงพระรัตนตรัย ทำให้เราต้องมาติดบ่วงของนายพราน บ่วงของพรานว่าร้ายแล้ว แต่ยังไม่เท่าบ่วงแห่งกาม
ตั้งแต่นั้นมา
ท่านตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ ข่มอำนาจกิเลสกาม แล้วเริ่มเจริญเมตตาจิต สวดพระปริตร ตรึกนึกถึงคุณของพระรัตนตรัยตลอดอายุขัย
ละโลกไปแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
เป็นเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก
พระบรมศาสดา
ได้ตรัสถึงกิเลสตัณหาที่ผูกมัดใจชาวโลกไว้ว่า
“ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย เป็นธรรมชาติที่หยาบ
ถ้าหากกิเลสเหล่านี้ สามารถก่อเป็นรูปร่างขึ้นมาได้
แล้วมีผู้นำไปวางไว้ที่ใดก็ตาม ที่นั้นไม่สามารถรองรับกิเลสเหล่านั้นได้
เหมือนแม่น้ำสายเล็กๆ ไม่สามารถรองรับน้ำฝน ที่ตกลงมาทั่วท้องจักรวาลได้ เพราะกิเลสเหล่านั้นแทรกซึมอยู่เต็มไปหมด
จนไม่มีที่ว่างให้บรรจุ
กามทั้งหลายเป็นบ่วงแห่งมาร
เป็นเหตุให้เกิดความประมาทจนแทบสิ้นชีวิต”
เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติเตือนตนเองให้ดี อย่าตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ให้หมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่งเฉย ใจต้องหยุดอย่างเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติเตือนตนเองให้ดี อย่าตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ให้หมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจให้หยุดนิ่งเฉย ใจต้องหยุดอย่างเดียวเท่านั้น
จึงจะหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง
เหลือไว้แต่ความบริสุทธิ์ล้วนๆ ที่เป็นวิราคธาตุวิราคธรรม หมดความทะยานอยากในรูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ใจหยุดเท่านั้นจึงจะหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะได้
หลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านจึงกล่าวว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” ถ้าไม่หยุดก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นให้หมั่นฝึกใจให้หยุดนิ่ง
ไม่ว่าเราจะมีภารกิจอันใดก็ตาม อย่าให้อะไรมาเป็นอุปสรรคทำให้เราเกียจคร้านในการทำความเพียร
เราจะต้องตั้งใจมั่นว่าจะปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในให้ได้
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
* มก. เล่ม ๖๐ หน้า ๔๕๓ (เป็นเพียงภาพประกอบ)
พระธรรมเทศนาโดย: พระเทพญาณมหามุนี
นามเดิม พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
* มก. เล่ม ๖๐ หน้า ๔๕๓ (เป็นเพียงภาพประกอบ)
ขอขอบคุณFB โพสของ บุญเยือน โคตรมณี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













