แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรยายธรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรยายธรรม แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

พระอรหันต์อยู่ในบ้าน - สมเด็จโต-


พระอรหันต์อยู่ในบ้าน ....โดยสมเด็จโต






                                                สมเด็จโตท่านเป็นยอดนักเทศน์ ท่านเทศน์ได้จับใจคนฟัง ธรรมเทศนาของท่านเข้าใจง่าย ไม่ต้องนั่งแปลไทยให้เป็นไทย เพราะท่านใช้คำไทยตรงๆ เป็นภาษาพื้นๆ ที่คนทั่วไปได้ฟังก็เข้าใจ เป็นที่นิยมของชนทุกชั้น

ฟังไปก็สนุกเพลิดเพลิน และยังได้คติธรรม ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเหมือนนักเทศน์ท่านอื่นๆ



สมเด็จโตท่านได้เล่าว่า มีคราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ให้แสดงธรรม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกมาท่ามกลางเหล่าขุนนาง ข้าราชการ และข้าราชบริพาร ครั้นพอพบหน้าท่านเจ้าผู้ครองแผ่นดินก็ทรงสัพยอกว่า ท่านเจ้าคุณ เห็นเขาชมกันทั้งเมืองว่าท่านเทศน์ดีนักนี่ วันนี้ต้องขอพิสูจน์หน่อย

 

สมเด็จโตทรงทูลว่า ผู้ที่ไม่เคยฟังในธรรม ครั้นเขาฟังธรรม และได้รู้เห็นในธรรมนี้แล้ว เขาก็ชมว่าดี ขอถวายพระพร มหาบพิตรและวันนี้อาตมาจะมาเทศน์เรื่อง พระอรหันต์อยู่ในบ้าน



                       



            ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเหล่าขุนนาง ข้าราชการและข้าราชบริพารต่างก็มีความสงสัย เพราะเคยได้ยินแต่ว่าพระอรหันต์ท่านจะอยู่ในถ้ำ ในป่า ในเขา ในที่เงียบสงัดหรือที่วัดวาอารามเท่านั้น แต่ทำไมสมเด็จโตจึงกล่าวว่าจะเทศนาเรื่องพระอรหันต์อยู่ในบ้าน ในขณะที่ทุกคนพากันคิดสงสัยอยู่นั้น ฝ่ายสมเด็จโตทรงทราบด้วยญาณวิถีของทุกคน



ท่านจึงขยายความต่อไปว่า จิตพระอรหันต์เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านละจากความโลภ ความหลง ไม่ยินดียินร้ายในเรื่องใดๆทั้งสิ้น เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม หากใครได้ทำบุญกับพระอรหันต์แล้วไซร้ ก็ถือได้ว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด บุญที่ได้ทำกับท่านจะให้ผลในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้า "ทุกๆคนจึงมุ่งเสาะแสวงหาแต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน แต่ไม่เคยมองเห็นพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านเลย"





ทุกๆคนที่นั่งฟังเทศนาอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างทำสีหน้างุนงงไปตามกัน เพราะไม่เข้าใจความหมาย สมเด็จโตจึงเทศนาต่อไปว่า พระอรหันต์คือ พระผู้ประเสริฐ คนเราทั้งหลายพยายามค้นหาพระผู้ประเสริฐ เพียงหวังที่จะยึดท่าน เกาะผ้าเหลืองท่าน เกาะหลังของท่าน เพื่อให้ท่านพาไปสู่ความสุข แม้ว่าท่านจะอยู่ไกลสุดขอบฟ้า คนเราก็ยังอุตสาห์ดั้นด้นดิ้นรนไปหา เพียงหวังเพื่อยึดเหนี่ยวและบูชาท่าน แต่พระที่อยู่ภายในที่ใกล้ตัวที่สุดกลับมองข้าม มองไม่เห็นเหมือนใกล้เกลือ แต่กลับไปกินด่าง อันน้ำใจของพ่อ แม่ ที่ให้ต่อลูก มีแต่ความบริสุทธิ์ ไม่คิดหวังสิ่งตอบแทน เช่นเดียวกับน้ำใจของพระอรหันต์ที่ให้ต่อมนุษย์ ก็มีความบริสุทธิ์เช่นเดียวกัน



พ่อแม่จึงเปรียบเสมือนพระอรหันต์ของลูก ท่านมีน้ำจบริสุทธิ์ต่อลูกมากมายนัก ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในท้องของท่าน ทนทุกข์ทรมานร่วมเก้าเดือนบ้างสิบเดือนบ้าง แต่ท่านก็ไม่เคยปริปากบ่นสักนิด มีแต่ความสุขใจ แม้ลูกเกิดมาแล้วพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ท่านก็ยังรักยังสงสาร เพราะท่านคิดเสมอว่านั้นคือสายเลือด ถือว่าเป็นลูก ไม่เคยคิดรังเกียจและทอดทิ้ง แต่ท่านกลับจะเพิ่มความรักความสงสารมากยิ่งขึ้น ครั้นตอนที่เราเป็นเด็กเล็กๆ ก็ซุกซนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เราเคยหยิก เคยข่วน ทุบ ตี เตะ ต่อย กัด หรือด่าทอพ่อแม่ต่างๆ นานา เพราะความไร้เดียงสา ท่านก็ไม่เคยโกรธเคือง กลับยิ้มร่าชอบใจเพิ่มความรักความเอ็นดูให้เสียอีก แม้เราจะเป็นผู้ใหญ่รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางครั้งด้วยความโกรธ ความหลง เราก็ยังทุบตีหรือด่าทอท่านอยู่ แทนที่ท่านจะโกรธหรือถือโทษเอาผิดต่อเรา ท่านกลับยอมนิ่งเฉย ยอมที่จะทนรับทุกข์เพียงฝ่ายเดียว ยอมเสียน้ำตา ยอมเป็นเครื่องรองรับมือ รับเท้า และปากของเรา



สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละให้ทุกอย่าง ท่านให้อภัย ในการกระทำของเราเสมอ เพราะท่านกลัวเราจะมีบาปติดตัว จึงยอมที่จะเจ็บ ยอมทุกข์เสียเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะรักเรา และหวังดีต่อเราอย่างจริงจังและจริงใจ เหมือนพ่อแม่ ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็กจนเราเติบใหญ่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ให้แก่เราอย่างมากมาย จนไม่อาจประมาณค่าเป็นตัวเลขได้ ทั้งนี้เพราะมันมากมายจนเกินกว่าจะประมาณค่าได้ และในบางครั้ง ลูกหลงผิดเป็นคนชั่วด้วยอารมณ์แห่งโทสะ เป็นคนเมาขาดสติ ก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่เดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ในสายตาของท่านแล้ว เมื่อมีภัยสู่ลูก ก็ยังโอบไปปกป้องรักษา ช่วยเหลือลูกอย่างเต็มกำลัง และสุดความสามารถ ยอมเสียทรัพย์สินและเงินมากมาย เพื่อให้ลูกได้พ้นผิด ถึงแม้ว่าในบางครั้งลูกต้องถูกจองจำหมดแล้ว ซึ่งอิสรภาพด้วยอาญาแห่งแผ่นดิน ก็คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่คอยหมั่นดูแลไปเยี่ยม ไปเยียน คอยส่งน้ำส่งข้าวปลาอาหาร คอยให้กำลังใจแก่ลูก ให้ต่อสู้กับความเจ็บปวด และทุกข์ทรมานของจิตใจที่ลูกได้รับ และรอนับเวลาที่ลูกจะกลับมาสู่อ้อมกอดอีกครั้งหนึ่ง



น้ำใจที่มีต่อลูกเช่นนี้ เปรียบเท่ากับน้ำใจของพระอรหันต์โดยแท้ พ่อแม่จึงเป็นพระอรหันต์ในบ้านของเราจริงๆ ทำไมพวกท่านจึงไม่คิดที่จะทำบุญกับพระอรหันต์ที่อยู่ในบ้านของท่านเล่า



สำหรับลูก ถึงแม้พ่อแม่จะเป็นโจร เป็นคนชั่วใจสายตาของบุคคลอื่น แต่สำหรับลูกแล้ว ท่านเสียสละได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง แม้แต่ชีวิตท่านก็สามารถเสียสละให้ลูกได้ พ่อแม่มีลูกนับ 10 คนเลี้ยงดูมาเติบใหญ่ แต่ลูกทั้ง 10 คน กลับเลี้ยงดูพ่อแม่เพียง 2 คนไม่ได้ ชอบเกี่ยงกันเพราะลูกเหล่านั้นกำลังลืมคำว่า พระคุณของพ่อแม่



ยามที่พ่อแม่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เราควรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ โดยการซื้ออาหารการกิน ซื้อเสื้อผ้า พาท่านไปทำบุญทำทาน เข้าวัดเข้าวา อะไรก็ตามที่ทำแล้วให้ท่านมีความสุข ก็ควรทำให้ท่าน ดูแลความทุกข์สุข และเลี้ยงดูจิตใจท่าน เชื่อฟังในโอวาทคำเตือนของท่าน คำพูดคำจาที่จะพูดกับท่านก็ต้องระมัดระวัง เพราะคนแก่นั้นใจน้อย ต้องรักษาน้ำใจท่านไว้ ด้วยคำพูดที่นิ่มหู ฟังดูแล้วไม่ทำให้ท่านไม่สบายใจ ไม่ปล่อยทิ้งให้ท่านอยู่อย่างว้าเหว่ คอยเอาใจใส่ปรนนิบัติดูแลท่านอย่างใกล้ชิด แต่คนส่วนมากมักจะทำบุญให้พ่อแม่ เมื่อยามที่ท่านตายจากเราไปแล้ว เพราะนั่นคือการพลาด และเป็นการพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเอง ซึ่งความจริงแล้ว เราควรที่จะทำบุญให้กับพ่อแม่ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูกตเวที



ขอให้สาธุชนทั้งหลายผู้มาได้ฟังธรรมในวันนี้ จงกลับไปทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน การทำบุญแบบนี้จะได้อานิสงส์ทันตาเห็นในชาติปัจจุบัน บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน คือบุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้ประเสริฐ แต่พระอรหันต์ที่อยู่นอกบ้าน พวกท่านไม่อาจจะล่วงรู้ได้ว่าองค์ใดจริงหรือไม่จริง แต่ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด และเป็นของจริง และบูชาได้อย่างแน่นอน ไม่เคยเห็นผู้ใดเลยที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่แล้ว ต้องพบกับความวิบัติไม่เคยมี มีแต่จะทำมาหากินอาชีพอะไร ก็จะเจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟก็ไม่ไหม้ มีแต่ความสุข อายุยืนยาวตายตามกาลเวลา



ขอให้ท่านทั้งหลายที่อยู่ในที่นี้ จงใช้สติและพิจารณาในเรื่องราวต่างๆ ที่อาตมาได้เทศนาให้ฟังในครั้งนี้ให้ดี แล้วประโยชน์และความสุข ก็จะบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย อย่างทันตาเห็น เอวัง...ก็มีด้วยประการฉะนี้ ขอถวายพระพร



ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหล่าขุนนางข้าราชการและข้าราชบริพารทั้งปวง ได้ฟังคำเทศนาของสมเด็จโตจบลง บ้างน้ำตาก็คลอเบ้าทั้งสอง บ้างน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาสุดที่จะกลั้นได้ ด้วยความรู้สึกรักสงสาร และคิดถึงพระคุณพ่อแม่ขึ้นมา อย่างจับจิตจับใจ อย่างที่ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อนเลย



เจ้าผู้ครองแผ่นดินแห่งสยามประเทศ จึงตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสั่นเครือ ปนน้ำพระเนตรว่า ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์ได้จับใจยิ่งนัก และขอให้ทุกคนจงกลับไปทำบุญกับ พ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์เถิด



และท่านผู้อ่านละครับ...

ท่านได้ทำบุญกับพ่อแม่ผู้เป็นพระอรหันต์ในบ้าน ของท่านแล้วหรือยังครับ....

ขอขอบคุณ http://www.luangputo.com

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การปล่อยวาง รับมือความเปลี่ยนแปลง

แสดงธรรมโดย พระมหา ดร. สมชาย ฐานวุฑโฒ
 ชมรมพุทธดีแทค อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 33



พระอาจารย์แสดงธรรมหัวข้อ "การปล่อยวาง" เนื้อหาตามที่บันทึกได้ มีดังนี้
หัวข้อธรรมในวันนี้ คือ "การปล่อยวาง" เพื่อให้เราเองสามารถปล่อยวางได้จริงๆ เรามาดูกันว่า "การปล่อยวาง คืออะไร"

ถ้าเราเองไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมากๆ เราก็จะกลุ้ม ขนาดตัวเองยังเคยหงุดหงิดตัวเอง บางทีเรายังทำไม่ถูกใจตัวเองเลย ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นให้คนอื่นเขาได้อย่างใจเรา...กลุ้มแน่ หลวงพ่อบอกว่า "ต้องผิดหวัง เพราะหวังผิด"

คนเรายิ่งไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก ก็จะมีเรื่องกลุ้มใจผิดหวังเยอะ ปล่อยวางได้ก็สบายใจ สิ่งที่คิดว่าเป็นของเรามันไม่ใช่ของเราจริง เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขข้างนอก แต่ที่ใกล้ตัวสุดคือตัวของเราเอง มันไม่ใช่ของเราจริงๆ เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เช่น สั่งว่าจงอย่าแก่ จงอย่าเจ็บก็ไม่ได้ วันใดสังขารรองรับอยู่ไม่ได้ เราก็ต้องละสังขารนี้ไป ไปหาที่อยู่ใหม่ตามกำลังบุญบาปที่สร้างไว้

ขนาดตัวเรายังยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เลย อย่างอื่นข้างนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครเข้าใจความจริงของโลกนี้ชัดๆ แล้วปรับใจ ทำใจ ตัวเองได้ เราจะสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันนหลายรูปแบบได้อย่างสบาย

พระพุทธเจ้าบอก มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีคนนินทา มีสุข ก็มีทุกข์ มันคู่กันอยู่ ใครๆ ก็หนีไม่พ้น

การปล่อยวาง (ในทางธรรมะ) ภาษาบาลี ใช้คำว่า "อุเบกขา" โดยศัพท์ คือ การวางเฉย นัยยะจริงๆ หมายถึง การที่เราเองสามารถรักษาใจให้นิ่งได้ นี่คือการวางอุเบกขาของจริง (จิตเป็นอุเบกขานิ่งอยู่) หมายถึง เราเอาใจตัวเองสงบนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่ ไหวกระเพื่อมไปกับอารณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนั่นเอง

คนที่คิดเรื่องปล่อยวาง มักคิดตอนเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจ แต่ตอนเจอเรื่องถูกใจไม่ค่อยคิดจะปล่อยวางเท่าไร พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องรู้จักปล่อยวางอารมณ์ทั้ง 2 ส่วน ทั้งที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ

เช่น เมื่อเห็นรูปสวยๆ เราจะปล่อยวางได้ไหม ใจเราจะวางนิ่งๆ อยู่ได้ไหม ใจกระเพื่อมไปหรือเปล่า เรายังไม่หมดกิเลสจะให้นิ่งสนิท 100% ก็ไม่ง่าย ก็อย่าให้ใจกระเพื่อมจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจรั้งใจอยู่ และเมื่อคราวเจอรูปไม่สวย น่าเกลียดน่า กลัว เราก็ต้องรักษาใจนิ่งๆ ไม่ให้กระเพื่อมอีกเหมือนกัน

ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ ก็อาจเพลินๆ ไปบ้าง แต่ก็อย่าเตลิดจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจ ขณะเดียวกันเจอเสียงที่น่ารำคาญ เช่น เสียงมอเตอร์ไซค์เด็กแว้น ก็ต้องรักษาใจตัวเอง ยังยิ้มได้ สบายๆ เพราะเมื่อ เราหงุดหงิดแล้วคนขับรถซิ่งก็ไม่รู้เรื่องกับเรา หรือถ้ารู้อาจสะใจก็ได้ เพราะฉะนั้น ให้ใจเรากระเพื่อมไปไม่เกิดประโยชน์ แต่ถ้ารักษาใจนิ่งๆ ไว้ได้จะดีกว่า


มีการเปรียบว่าคนที่ไปกระเพื่อมกับสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าด้านดีไม่ดี บางทีเหมือนเด็กร้องไห้จะเอาพระจันทร์ พระจันทร์จงเป็นของฉัน ทำไมเมฆมาบัง ก็หงุดหงิด ร้องไห้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เราเองถ้าปล่อยวางไม่เป็น มีอะไรมากระทบก็กระเพื่อมไปกับ อารมณ์เหล่านั้น ก็คล้ายๆ กับเด็กร้องไห้ถึงพระจันทร์เหมือนกัน อย่าไปคิดแก้ที่คนอื่น เพราะเรื่องกลุ้มจะตามมา

เช่น ซิ่งเหรอ...เอาปืนมายิงเลย...ก็จะถูกตำรวจจับ กลุ้มหนักกว่าเก่า เป็นต้น การแก้ที่คนอื่นเขามักมีปัญหาตามมาอีกเยอะ ดังนั้นการแก้โดยปรับที่ ใจของเราเอง ง่ายที่สุด และไม่มีผลแทรกซ้อน


ได้กลิ่นหอมๆ ก็ต้องไม่หลงเพลินเกินไป คนเราติดไม่เหมือนกัน บางคนติดในรูปมากพิเศษ เสียก็งธรรมดาๆ บางคนรูปธรรมดาๆ แต่ถ้าฟังเสียงเพราะๆ นี่ชอบมากเลย แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน

 บางคนชอบที่รูป บางคนชอบที่เสียง บางคนติดที่กลิ่น เราก็ต้อง รักษาใจเราให้ได้ มีเบรคในใจอีกแล้ว เจอกลิ่นไม่ถูกใจก็ต้องเบรคให้ได้ ไม่ไปหงุดหงิดกับมัน เจอรสอร่อยก็ต้องเบรคให้ได้ เจอรสที่ไม่อร่อย ที่เราไม่ชอบก็ต้องได้ อย่าไปอะไรมาก เพราะหน้าที่อาหาร คือให้สังขารร่างกายเราอยู่ได้เท่านั้นเอง ไว้ใช้ทำความดี ได้สัมผัสที่นุ่มนวลก็อย่าหลงเพลินกับมันไป เวลาเจอสัมผัสที่กระด้างก็อย่าไปหงุดหงิดอีกเช่นกัน

ทั้งหมดนี่คือ อายตนะ 5 ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่อันที่ 6 คือ "ใจ" อะไรที่มาสัมผัสกับใจ ก็คือ อารมณ์ที่ใจคิด เราคิดไปในเรื่องต่างๆ ตรงนี้เป็นตัวแรงที่สุด เพราะจะอยู่ ตรงไหนก็คิดได้ อยู่คนเดียว ในป่าในเขา เกาะกลางทะเล ฯลฯ คิดได้หมด เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันความคิดของเราเอง

 เวลามีเรื่องคิดที่น่าเพลิดเพลิน เรื่องที่เราชอบก็อย่าคิดเพลินกับมันเกินไป หรือว่าคิดเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด คิดแล้วกลุ้มใจ เหมือนไปตอกย้ำ ตัวเองก็ไม่เอาอีกเหมือนกัน แต่คนนี่แปลก ถ้าคิดเรื่องที่ชอบใจยังพอเข้าใจ แต่ก็ต้องมีเบรค แต่เรื่องที่คิดแล้ว เจ็บใจ เศร้าใจ คิดแล้วไม่สบายใจ มันไม่น่าคิด

แต่คนบางทีชอบคิด แล้วคิดซ้ำๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ จะไปลงโทษตัวเองทำไม เหมือนเรามีเศษแก้วคมๆ ในมือ เราควรจะทิ้งถังขยะ หรือกำไว้ให้มันบาดมือ ตามหลักน่าจะเอาไปทิ้ง แต่บางคนไม่ยอมทิ้ง แต่กำไว้ พอมันบาดก็เจ็บ แล้วคลาย พอแผลจะหายก็กำอีกเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง จนมือบอบช้ำเป็นแผลเป็นไปหมด อารมณ์ที่คิดแล้วไม่สบายใจบางทีเราก็เป็นแบบนั้น ไปตอกย้ำให้เป็นแผลในใจของเราเอง...เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยวางให้ได้




การปล่อยวาง พูดง่าย ทำยาก จริงไหม?
มันก็ไม่ง่าย แต่มันอยู่ที่ใจ บางคนก่ลุ้มมานาน เจออะไรสะกิดใจ ถ้าคลิ้กทีเดียวก็หลุดเลย มันอยู่ที่คลิ้กหรือเปล่า ถ้าคิดเป็นก็หลุด คิดไม่เป็นก็หนัก มีตัวอย่างเขาทดลอง เด็ก 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน ได้รับมอบหมายภาระกิจให้ช่วยกันขนของขึ้นรถไฟ ซึ่ง ต้องให้ทันเวลารถไฟออก พอขนไปได้ซักพัก ทีวีถ่ายทอดมวยคู่เอก ผู้ชาย 2 คนเป็นแฟนคลับของนักมวยคนดัง เขาเลยวิ่งไปดูทีวี เด็กหญิงจึงขนของคนเดียว

พอเสร็จ ก็มีคนไปสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงว่ารู้สึกอย่างไรที่เพื่อน 2 คนไม่ช่วยขนแต่ไปดูมวยแทน เด็ก หญิงยิ้มทั้งที่เหงื่อโชก แล้วบอกว่าเธอเห็นใจผู้ชาย 2 คนนั้น เพราะเขาติดมวยมาก เขาคงไม่ค่อยสบายใจแต่ก็อยากดู และเธอเองก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องมวย เลยทำหน้าที่ของเธอต่อไป เมื่อถูกถามต่อว่าไม่โกรธเพื่อนหรือที่เอาเปรียบเธอ เธอตอบว่า เธอไม่โกรธ เพราะ ขนของก็เหนื่อยแล้ว แต่ก็เหนื่อยอย่างเดียว ถ้าเธอโกรธด้วยก็จะเหนื่อยสองอย่าง (เหนื่อยสองเท่า)


เรารักตัวเราหรือเปล่า ถ้ารักตัวเรา ก็ต้องคิดให้เป็น คนไหนคิดไม่เป็น ไปหงุดหงิด โกรธ ปล่อยวางไม่ลงเมื่อไร แสดงว่าไม่รักตัวเองจริง เพราะเวลาที่เราหงุดหงิด มันคือ การลงโทษตัวเอง เหมือนเรื่องมือมีเศษแก้ว คนคิดเป็นจะวาง คนคิดไม่เป็นจะกำ เวลา เจอเรื่องกระทบใจให้นึกถึงเรื่องนี้ ว่าเราควรจะลงโทษ - ทำร้ายตัวเองต่อ ด้วยการกำมันไว้ แล้ว้คิดตอกย้ำ หรือวางมันออกไปดีกว่า ถ้าเรายังกำมันอยู่ เท่ากับให้โอกาสคนอื่นมาทำร้ายตัวเราโดยอาศัยความคิดเราเป็นสื่อ ถ้าเรารักตัวเราจริง เราต้องวางมัน และ ปล่อยได้


ก่อนอื่นขอฝาก 2 ประเด็นนี้ก่อน
เราต้องแยกให้ออก ระหว่างความรับผิดชอบ กับการปล่อยวาง เช่น บางคนมีหนี้เยอะ เจ้าหนี้มาทวงเรื่อย แต่กำลังฝึกปล่อยวาง เขาจะทวงก็ช่างเขาเราปล่อยวางแล้ว หรือมีงาน หัวหน้ามาเร่ง บอกผมปล่อยวางไม่ยึดติด ... แบบนี้ไม่ใช่ การปล่อยวาง

เน้นไปที่ "ใจ" เป็นหลัก การปรับใจของตัวเอง แต่ภาระหน้าที่เราก็ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ จะอ้างปล่อยวางไม่ได้ มีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัว มีหน้าที่การงาน ต้องรับผิดชอบให้เสร็จบริบูรณ์ นั่นคือความรับผิดชอบ ถ้าอ้างว่าปล่อยวาง นั่นคือ ความไม่รับผิดชอบ การปล่อยวางคือ เมื่อมีอะไรมากระทบแล้ว เราสามารถจับแง่มุมที่คิดที่ถูกต้อง ปล่อยด้านลบ แล้วรักษาด้านที่ทำให้ใจเรานิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่กระเพื่อมไปกับมัน อย่างนี้จึงจะถูกต้อง


ที่หลวงพ่อให้ท่องบ่อยๆ ว่า "เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง" หมายความว่าอย่างไร หมายถึง ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเรา เรารับผิดชอบอย่างดีแล้ว แต่ถ้ามีสิ่งใดมากระทบ เช่น มีคนมานินทา เจอเหตุไม่คาดฝันหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว บ้านช่องเสียหาย...คนอันเป็นที่รักเกิดอุบัติเหตุ เราต้องรู้จักวางใจนิ่งๆ ปัญหามีแก้ไป แต่รักษาใจให้คงสภาพนิ่งอยู่ได้ นี่คือวางอุเบกขา เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา ถ้าวางอุเบกขาเป็น ปัญหาจะอยู่แค่กายภาพ ไม่เข้ามาถึงจิตใจ ทำให้สามารถแก้ ปัญหาได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ เพราะคนที่ใจกระเพื่อม จะแก้ปัญหาได้ไม่ดี สติปัญญาก็บางลง ... นั่นคือเรื่องส่วนตัว


ส่วนเรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง คือ ถ้าหากมีสิ่งใด จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาต่อส่วนรวม เราจะอยู่เฉยๆ ถือว่าธุระไม่ใช่ คิดอย่างนี้ไม่ได้ เราต้องถือเป็นภาระหน้าที่...ลุกขึ้นมาช่วยกัน นี้คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในความเป็นชาว พุทธ ต่อการเป็นสมาชิกในชุมชนของเรา...อย่างในประเทศไทยมีวัด 30,000 กว่าวัด 4 จังหวัดภาคใต้ คณะสงฆ์มีภัย ชาวพุทธมีภัย ครูบาอาจารย์ถูกทำร้าย ฯลฯ จะบอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาล เราไม่เกี่ยวไม่ได้ หลวงพ่อฯ ส่งตัวแทนไปทอดผ้าป่าทุกเดือนเป็นร้อย กว่าครั้ง 10 ปี หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะทำจนกว่าไฟใต้จะดับ เพราะท่านคิดแต่เพียงว่าสิ่งใดที่เราในฐานะชาวพุทธควรทำเราก็ทำ และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า และทำก่อน ไม่ว่าจะต้องทำเป็นร้อยครั้ง พันครั้งก็ทำ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ


เรามีโอกาสได้มาบวช หรือมาปฏิบัติธรรม เพราะปู่ย่าตายายรักษาพระพุทธศาสนามาให้เรา ดังนั้นเราก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบเนื่องไปถึงลูกหลานไทยใน อนาคตต่อไปด้วย เมื่อเราได้มาอาศัยพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ต้องให้พระพุทธศาสนาได้พึ่ง เราบ้าง เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราควรทำเราก็ทำเลย อย่าคิดว่าอันตัวข้าพเจ้าหรือรวมลูกศิษย์วัดก็เท่านี้จะทำได้แค่ไหนเมื่อ เทียบกับคนทั้งโลก ไม่ต้องคิด ถ้าถูกต้องและควรทำก็ทำเถิด เดี๋ยวคนดีๆ คนมีบุญก็จะมาช่วยกันทำ

ถ้าพระพุทธเจ้าท่านคิดอย่างนั้น จะมีพระ พุทธศาสนาไหม ตรัสรู้แล้วทั้งโลกคนรู้เรื่องความจริงโลกและชีวิต เรื่องพระพุทธศาสนาก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว ถ้าพระองค์ท้อก่อนพระพุทธศาสนาก็ไม่มาถึงเรา...ท่านไม่เคยท้อเลยแม้เจอปัญหา มากมายสารพัดรูปแบบ ปัญหามีก็แก้ไป งานเผยแผ่พระพุทธ ศาสนาก็ยังคงต้องทำไปเพื่อประโยชน์ชาวโลก ใจของพระพุทธเจ้าพระองค์ทำอย่างหนักแน่นมั่นคงและสงบนิ่ง วางเฉยไม่ใช่นั่งนิ่งๆ แล้วไม่ต้องทำอะไร พระองค์วางอุเบกขาตลอด คือ ใจไม่ได้กระเพื่อมไปด้วยเลย พระองค์ทรงเผยแผ่ศาสนาไม่ได้หยุดเลย แม้ อาพาธหนักจะปรินิพพานแล้ว ยังมีพราหมณ์สุภัททะมาถามปัญหา พระองค์ก็โปรดจนสุภัททะบรรลุอรหันต์ นั่นคือ พระองค์ทำหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นบรมครู ความเป็นพระศาสดาของโลก เป็นครูของมนุย์และเทวดาทั้งหลายจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่ได้วางเฉยเลยในด้านกายภาพ วางเฉยในด้านจิตใจ และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดไม่เคยหยุดนิ่งเลย ถ้าเราทำได้อย่างพระพุทธเจ้า ชีวิตเราจะประสบความสำเร็จ และมีความสุขอย่างเย็นๆ ด้วย

เครื่องช่วยในการปล่อยวาง
1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร
2. หมั่นเจริญมรณานุสติ
3. หมั่นนั่งสมาธิ

1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร

เมื่อไรที่ใจเราขยายใจให้กว้าง มองวงจรการเวียนว่ายตายเกิด โลกทัศน์เราจะกว้างขึ้น เรารู้สึกว่าปัญหามันก็ไม่เท่าไร เมื่อไรใจเราขยายกว้างมองเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะมองเห็นปัญหานิดเดียว แต่ใจเราไปขยายปัญหาเอง จากเข็มให้เป็นเสาเข็ม

พวกเราเคยเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เคยเป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะราชา ราชินี มหาเศรษฐี ยาจก คนพิการ คนชั้นล่างชั้นต่ำ เทวดานางฟ้า หรือตกนรกก็ผ่านกันมาแล้ว ขนาดพระพุทธเจ้าแม้เป็นนิยตะโพธิสัตว์แล้ว คือ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระ พุทธเจ้าเที่ยงแท้แน่นอนในอนาคต จะไม่ลงอเวจีมหานรก แสดงว่าขุมตื้้นๆ ยังลงได้ ระดับนิยตะโพธิสัตว์ยังลงได้ พวกเราก็ไม่รอดเหมือนกัน ไม่ได้ตกแค่วันสองวัน แต่เป็นล้านๆ ปี ความทุกข์ในโลกนี้เทียบไม่ได้กับตอนอยู่ในนรก

แม้ขุมที่ตื้นที่สุด คือขุมที่ 1 สัญชี วมหานรก ที่โดนนายนิรยบาลจับตรึงไว้แล้วหั่นร่างออกเป็นแว่นๆ ตายเกิดๆ วันละหลายล้านหน ดังนั้น ถ้าให้เลือกคงไม่มีใครเลือกความทุกข์แบบในนรก ความทุกข์ที่ว่าหนักๆ บนโลกนี้ ยังหนักไม่จริงเมื่อเทียบกับความทุกข์ในนรก

เรามีกายมนุษย์ ได้ พบพระพุทธศาสนา ได้สร้างบุญกุศล มันยิ่งกว่าวิมานบนดิน แม้แต่เทวดายังอิจฉาเรา เพราะเขาอยู่ในช่วงเสวยบุญ เขาอยากสร้างบุญอย่างเรา กาฬเทวิลดาบสผู้ที่พยากรณ์เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติได้ไม่กี่วันว่าจะออก บวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ได้ไปเกิด บนชั้นพรหม ก็ยังเสียใจที่อยู่ไม่ทันพระพุทธเจ้าไม่ได้ฟังธรรม แล้วเราจะกลุ้มไปทำไม ให้ใช้โอกาสที่เราเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา สั่งสมบุญให้เต็มที่อย่างนี้ถึงจะถูกหลักวิชชา ใครที่คิดว่าเรากำลังกลุ้มมีความทุกข์ที่สุดในโลก ให้เลิกเถิด

ให้พลิกมุมมองว่า คนอย่างเราเทวดานางฟ้า พรหมยังอิจฉา จะมากลุ้มทำไม เพราะเราได้มีโอกาสสร้างบุญกุศล เราก็ต้องทำในสิ่งนั้น แต่ถ้าเป็นพวกกินเหล้าเมายา เทวดาไม่อิจฉาหรอกนะ เขาจะสงสาร เราต้องใช้กายมนุษย์ทำในสิ่งที่ควร เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นคุณที่สุดในชีวิตเรา
เมื่อเราขยายใจเห็นวงจรชีวิตในวัฏสงสาร เราจะพบว่าปัญหาใหญ่ๆ ที่เราเจอนั้นเราสามารถหยิบออกไปได้ไม่ยากเท่าไร

2. หมั่นเจริญมรณานุสติ และ 3. หมั่นนั่งสมาธิ

เมื่อเรากลุ้มมากๆ ไม่หลุดจากใจ เราลองคิดซิว่า หากเราจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 ชั่วโมง เราจะทำอะไร เราจะพบว่าเราไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม มันหลุดไปจากใจแล้ว แต่ถ้าคิดว่าเราจะอยู่บนโลกนี้ไปอีก 50 ปี 100 ปี หรืออยู่แบบไม่มีวันตายมันรู้สึกมีอารมณ์น่ากลุ้ม ถ้าอยู่อีกชั่วโมงก็ไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม ดังนั้น เจริญมรณานุสติบ่อยๆ แล้วจะได้คิด...

เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าพวกเราเป็นนักโทษประหารกันหมด ถ้าเทียบเวลาของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วันหนึ่ง คืนหนึ่งบนนั้น เท่ากับ 400 ปีบนโลกมนุษย์ อายุเราสมมติ 100 ปี เท่ากับ 6 ชั่วโมงบนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าใครเกิดตอนนี้ ก็เป็นนักโทษประหาร 6 ชม. บนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าเรามา 50 ปีแล้ว ก็เหลือ 3 ชั่วโมง ไม่ต่างจากนักโทษที่ขึ้นตะแลงแกง แล้วเราจะอะไรกันนักกันหนา เพราะฉะนั้นนึกถึงความตายบ่อยๆ เรื่องที่ไม่หลุดมัน จะหลุดไปง่าย เราจะได้คิด ไม่ใช่หดหู่ และมีทางออก

คือใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าด้วยการสร้างบุญกุศล แต่ละวันได้ทำบุญทาน รักษาศีล ศีล 5 บ้าง 8 บ้าง และได้เจริญภาวนา ถ้าอย่างนี้ให้ปลื้มใจและเป็นสุขใจได้ทุกวันว่า เวลาที่เราเหลืออยู่วันนี้อีก 1 วัน เป็น กำไรชีวิตของเรา บุญกุศลที่เราทำใน 1 วัน จะส่งผลเป็นความสุขของเราเองต่อๆไปอีกยาวนานมากนับล้านๆ ปี เพราะเราทำบุญถูกเนื้อนาบุญ ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชา ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ

 และรู้จักการน้อมนำใจมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เราทำบุญน้อยได้ผล มาก เพราะ "ถูกหลักวิชชา" เปรียบกับเนื้อนาดี ดินดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ หว่านนิดหน่อยก็ให้ผลงอกงามเยอะ ถ้าเป็นนาดอน น้ำแห้ง ปุ๋ยไม่มี มันก็เหี่ยว รอดมาก็ออกรวงนิดๆ หน่อยๆ เรามีจังหวะดีอย่างนี้ ให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เราจะวางอารมณ์ที่ ทำให้เรากลุ้มได้ แล้วมาทำในสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิตเรา

เพราะฉะนั้น หัวใจ คือ "ต้องตั้งใจนั่งสมาธิทุกวัน" พอใจใสๆ อารมณ์เบิกบานจะเกิดขึ้น ใจที่หมองๆ จะคลาย บุญจะหล่อเลี้ยงใจ แล้วความคิดในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล ก็จะหนักแน่นมั่นคงขึ้นด้วยเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ตรงตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำ กล่าวไว้ว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ" สำเร็จทั้งทางโลก สำเร็จทั้งทางธรรม เพราะเมื่อใจหยุดที่ศูนย์กลางกายเมื่อไร ใจเราจะมีพลานุภาพ จะปฏิบัติหน้าที่การงานทุกอย่างก็สำเร็จ กำลังบุญก็หนุนส่ง จะปฏิบัติธรรมะก็สำเร็จอีกเช่นเดียวกัน และใจที่หยุด คือใจที่ปล่อยวางได้ แล้วสงบนิ่ง นำเราไปสู่ความสุขทั้งชาตินี้ ชาติหน้าตลอดไป

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"นิสัยสร้างสุข"

เนื้อหาบรรยายธรรม จากพระอาจารย์ณรงค์ชัย ชมรมพุทธดีแทค 26-6-2557

"...ถ้า เราสามารถแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีได้ในชาตินี้ หรือสั่งสมนิสัยที่ดีๆ ได้ในชาตินี้ เช่น ใส่บาตรทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน ... ก็จะกลายเป็นนิสัยที่ดีติดตัวเราไปข้ามชาติ..."
...เอาบุญสวดมนต์ทำวัตรเย็น ปฏิบัติธรรม ฟังธรรม และ ถวายปัจจัยบูชาธรรมพระอาจารย์ณรงค์ชัย ฐานชโย มาฝากค่ะ
วันนี้พระอาจารย์แสดงธรรมหัวข้อ "นิสัยสร้างสุข" เนื้อหาตามบันทึกได้ มีดังนี้
- นิสัย คือ สิ่งที่ทำบ่อยๆ ซำ้ๆ
- สันดาน คือ พืิ้นเพของจิต จิตที่ได้รับการอบรมมาเป็นเวลาช้านานหลายภพหลายชาติ จะมีพื้นฐานโน้มเอียงไปในทางดีก็ได้ เสียก็ได้
นิสัย เป็ยสิ่งที่ติดตัวไปได้ข้ามภพข้ามชาติ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า เราต้องหมั่นแก้ไขอบรมตนเอง จึงจะมีนิสัยที่ดีติดตัวไปข้ามชาติ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะฯ กล่าวไว้ว่า
" ใจ เป็นนายของกาย"
"นิสัย เป็นนายของใจ"
พระพุทธเจ้าค้นพบ อริยสัจ 4 สิ่งแรก คือ "ทุกข์"
ทุกคนปรารถนาความสุข แต่พื้นฐานชีวิตจริงๆ คือ ความทุกข์...เราต้องแก้ปัญหาให้ถูกทาง
ทุกข์ประจำชีวิตของชาวโลก
1. ทุกข์ประจำสังขาร
2. ทุกข์จากการอยู่ร่วมกัน
3. ทุกข์จากเศรษฐกิจ
4. ทุกข์จากกิเลส
ถ้าเราอยากมีความสุข เราน่าจะมีวิธีการที่กำจัดความทุกข์ออกไป ดังนี้
5 นิสัยสร้างความสุข (Universal Goodness (UG)
1. ความสะอาด (Cleanliness)
2. ความมีระเบียบ (Orderly)
3. ความสุภาพ (Polite)
4. ความตรงต่อเวลา (On time)
5. การนั่งสมาธิ Meditation ข้อนี้สำคัญที่สุด ข้อนี้จะไปแก้ทุกข์จากข้อที่ 4 คือ ทุกข์จากกิเลสด้วย
"...ถ้า เราสามารถแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีได้ในชาตินี้ หรือสั่งสมนิสัยที่ดีๆ ได้ในชาตินี้ เช่น ใส่บาตรทุกวัน นั่งสมาธิทุกวัน ... ก็จะกลายเป็นนิสัยที่ดีติดตัวเราไปข้ามชาติ..."
สำหรับพระนั้น "เราบวชเพื่อกำจัดทุกข์ให้ตัวเอง"
เขาว่ากันว่า ...อะไรที่ทำเกิน 21 วันจะกลายเป็นนิสัย... ลองแก้ไขกันดู ให้นั่งสมาธิไปทุกวัน

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

"เหตุแห่งความไม่มีโรค" บันทึกธรรมเมื่อ 14/2/2557

พระมหาสันติสุข สุปภาโส เมตตาแสดงธรรมในหัวข้อ "เหตุแห่งความไม่มีโรค" ณ ห้องชมรมพุทธดีแทค ซึ่งมีเนื้อหาตามที่บันทึกได้ ดังนี้...

วิธีทำให้เป็นผู้ไม่มีโรค

1. รักษาศีล 5 เพื่อความผาสุขในภพชาติต่อๆ ไป
1.1 ไม่ฆ่า การที่เราฆ่าสัตว์เล็กๆ น้อยๆ ก็จะเป็นหวัดคัดจมูก นำ้มูกไหล เป็นต้น ชาติก่อนเคยไปทำร้ายใครตรงอวัยวะส่วนไหน เราก็จะเป็นโรคตรงอวัยวะนั้น
1.2 ไม่ลักขโมย แต่ถ้าเราออกเงินกู้ดอกโหด ก็จะเป็นโรคเกี่ยวกับเลือด
1.3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ถ้าผิดศีลข้อนี้ กามโรคถามหา
1.4 ไม่มุสา โรคเกี่ยวกับปากทั้งนั้น เช่น กลิ่นปากชฟันเก ฟันคุด ฟันเหยิน... พูดดีฟันก็สวย เป็นต้น
1.5 ศีลข้อ 5 (ไม่ดื่มนำ้เมา) ใครไม่รักษา ก็เป็นโรคจิตโรคประสาท ดาวน์ซินโดรม
...เพราะฉะนั้น ให้รักษาให้ดี...

2. อย่าไปยินดีในคราวเคราะห์ของชาวบ้านเขา เช่น พระพุทธองค์เมื่อครั้งทรงเป็นพระโพธิสัตว์เห็นชาวประมงฆ่าปลา พระโพธิสัตว์มีใจยินดีกับการฆ่าปลานั้น พระองค์ยังทรงปวดพระเศียร

3. ทำบุญเฉพาะ เช่น
3.1 ถวายยารักษาโรค
3.2 สร้างห้องนำ้ถวาย ทุกข์หมดไปความสบายเกิดขึ้น
3.3 ถวายภัตตาหาร ถือว่าให้กำลังในการสร้างความดี

ตัวอย่างของผู้ได้อานิสงส์
พระ พากุละ คลอด 2 หน ท่านเกิดที่เมืองโกสัมพี ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ตระกูลก็มีแต่ความเจริญ ครอบครัวมีความเชื่อว่าถ้าไปอาบนำ้ที่แม่นำ้ยมุนาจะดี เกิดมาได้ 5 วัน โกนหัว ตั้งชื่อ แล้วให้พี่เลี้ยงพาไปอาบนำ้ที่แม่นำ้ยมุนา ปลาเห็นว่าเป็นเหยื่อ จึงมาฮุบไป ผู้มีบุญอยู่ในท้องก็ไม่ตาย แต่ปลามันก็ร้อนรนทนไม่ได้ มันก็ว่ายไปเรื่อยๆ 480 กิโลเมตร ไปถึงเมืองพาราณสี แล้วไปติดอวนชาวประมง ชาวประมงเอาไปขาย 1,000 กหาปณะ ก็ไม่มีคนซื้อ จนไปถึงบ้านเศรษฐีจึงซื้อไว้ ภรรยาผ่าท้องปลามาเจอเด็กก็รู้สึกรัก เป็นการเกิดครั้งที่ 2 ของท่าน นางเที่ยวประกาศหาพ่อแม่ เมื่อไม่มี พระราชาจึงให้เศรษฐีนำไปเลีิ้ยง

ระ หว่างนั่้นพ่อแม่แท้ๆ ทราบข่าว จึงเดินทางด้วยเรือ 4 เดือนมาตามลูกคืน แต่พ่อแม่ที่เจอท่านในตัวปลาไม่ยอม พระราชาจึงตัดสินให้เลี้ยงฝ่ายละ 4 เดือน เดินทางอีก 4 เดือน ท่านถูกเลี้ยงเป็นอย่างดีจาก 2 ตระกูล จนกระทั่งอายุ 80 โดยไม่เคยป่วย ไม่เคยไอ ไม่มีโรคเลย

ขณะ นั้น เจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เมื่อท่านทราบข่าวจึงไปเข้าเฝ้าฯ มีศรัทธา และขอบวชเป็นพระภิกษุ และได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นภิกษุอยู่อีก 80 ปี รวมอายุ 160 ปี โดยที่ท่านไม่มีความลำบาก และ ไม่มีโรคเลย

บุพกรรมในอดีต ท่านเคยปรุงยารักษาพระพุทธเจ้าพระนามว่าอโนมธัสสี แล้วอธิษฐานจิตให้ไม่มีโรค
ส่วนอีกชาติ ในสมัยพระปทุมุตระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตั้งความปรารถนาเป็นเอตทัคคะด้านผู้มีโรคน้อย
ต่อมาในสมัยพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ปรุงยาถวายพระอรหันต์ 6 ล้าน 8 แสนรูป ที่อาพาธจากละอองเกสรดอกไม้
และ ในสมัยพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้สร้างห้องนำ้ถวายพระสงฆ์ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้ทำเพื่ออนาคต แต่ถ้าเป็นโรคแล้ว....
1. ให้ชีวิตสัตว์เป็นทานบ่อยๆ ปล่อยปลา ปล่อยโค
2. อุทิศส่วนบุญกุศลให้คู่กรรมคู่เวร ทั้งที่เจตนาไม่เจตนา แล้วอธิษฐานจิตให้เราแข็งแรง หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
3. สั่งสมบุญเฉพาะบางโรค เช่น พระนางโรหินีเป็นโรคผิวหนัง พระอนุรุธพี่ชายจึงแนะนำให้นางสร้างหอฉัน และไปทำความสะอาดหอฉัน ต่อมานางก็หาย เป็นต้น
4. เข้าถึงธรรม จะไปตัดวิบากกรรมทุกอย่าง

จบการแสดงธรรม
(ขอบคุณและอนุโมทนากับต้นฉบับบันทึกธรรมของพี่วรรณครับ)

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,

อนัตตลักษณะ ลักษณะที่เป็นอนัตตา,

       ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน โดยอรรถต่างๆ
           ๑. เป็นของสูญ คือ เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ
           ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง
           ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ
           ๔. เป็นสภาวธรรมที่ดำรงอยู่หรือเป็นตามธรรมดาของมัน เช่น ธรรมที่เป็นสังขตะ คือสังขาร ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ
           ๕. โดยสภาวะของมันเอง ก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา;

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
 
 
 
 

นิพพานเป็นอนัตตา? (จากโพสคำตอบของกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง)

นิพพานเป็นอนัตตา? <!-- following code added by server. PLEASE REMOVE
นิพพานเป็นอนัตตา?
 
[เรื่องนี้มีที่มาจากโพสคุณสมเจต (Somchet Jearanaisilpa) ส่งคำตอบถึงคำถามของผู้โพสในกลุ่มลูกพระธัม ทำให้ได้ความกระจ่างไปไม่น้อย อย่างไรก็ดี ผู้อ่านควรพิจารณาให้มากและค้นคว้าหาคำตอบอย่างจริงจัง โดยไม่มีอคติ] 


[ความหมายของพระนิพพานในกระแสนิยมปัจจุบัน "แค่สงบเย็นก็นิพพานแล้ว"]



เหตุจูงใจที่เขียนเรื่องนี้ก็ด้วยสาเหตุที่มีการถกเถียงกันมากว่า นิพพาน แท้จริงแล้ว เป็น อัตตา หรือ อนัตตา กันแน่ มีการถกเถียงกันไปถกเถียงกันมา จนดูคล้ายการทะเลาะวิวาทของชาวพุทธในประเด็นนี้

ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ไกลตัวเหลือเกิน ฝ่ายที่เชื่อนิพพานเป็นอัตตามักชี้แจงความเชื่อของตนด้วยอาการสงบ และไม่ใคร่จะเดือดร้อนกับข้อขัดแย้งนี้เท่าใดนัก

แต่ในทางกลับกันฝ่ายที่ยึดถือ นิพพาน เป็นอนัตตา ไม่ทราบว่าทำไมต้อง โจมตี ว่าร้ายอีกฝ่ายรุนแรงถึงขนาดนั้น เพียงแค่เชื่อเรื่องสภาพของนิพพานไม่เหมือนกับตน กลับผลักไส ให้เป็นถึงมิจฉาทิฏฐิ อย่างร้ายแรง

บางท่านถึงกับสาปส่งว่าต้องไปเกิดในนรกอเวจี และตั้งข้อหาร้ายแรงถึงกับว่าเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว ผู้มีปัญญาเรามาศึกษากันให้ดีๆ ก่อนดีกว่าว่า จริงๆ ความจริงควรจะเป็นอย่างไรกันแน่

ความจริงแล้วประเด็นนี้ หาควรนำมาเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายไม่ เพราะว่า นิพพานนี้ เป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา ใครถึงนิพพาน เป็นอัน พ้นทุกข์ได้แน่นอน มีความสุข(ในนิพพาน) เป็นอย่างยิ่ง ดังที่ท่านว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"

พระภิกษุที่บวชๆกัน ก็เพื่อแสวงหานิพพาน ซึ่งเป็นภารกิจอันสูงสุดของนักบวชในพระพุทธศาสนานั่นเอง ท่านใดที่ทำนิพพานให้แจ้งแล้ว ก็เป็นอันเสร็จกิจในพระพุทธศาสนา

ดังนั้นนิพพานเป็นสิ่งที่กว่าจะได้มา ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ ต้องทุ่มเททั้งชีวิตจิตใจ ปฏิบัติกันเอาเป็นเอาตายเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงพอจะมีสิทธิ์ได้นิพพาน  ดังนั้นแม้เราๆ ท่านๆ จะรู้ว่า นิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา ก็ใช่ว่า ท่านจะบรรลุนิพพานตามไปด้วย

คนมีปัญญาที่แสวงหานิพพานจริงๆ จึงไม่ใคร่อยากจะมาถกเถียงกันให้เสียเวลา สู้ปฏิบัติตามแนวทาง ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรคมีองค์ 8 ไปเรื่อยๆ จะดีกว่า

 เพราะการปฏิบัติไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ซักวันหนึ่ง คงจะมีโอกาสบรรลุมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลข้างหน้าอย่างแน่นอน


ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความนี้ จะเพื่อต้องการชนะใครก็หาไม่ แต่เพื่อวิเคราะห์ให้ทราบว่า ทำไมบางท่านถึงต้องยึดถือว่า นิพพานเป็นอนัตตา บางท่านยึดนิพพานเป็นอัตตา และการตีความพระไตรปิฎกแบบไหนที่จะกลายเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา ในภายภาคหน้า


ฝ่ายที่ ยึดถือว่า นิพพาน เป็นอนัตตา มักจะยกพุทธพจน์ ว่า

 "สัพเพ ธัมมา  อนัตตา - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน"

แล้วตีความคลุมไปหมด ว่าอะไรๆ ก็เป็นอนัตตาไปด้วย แม้กระทั่งนิพพาน  ทำไมถึงว่าท่านตีความเอง เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสเป็นพุทธวจนะตรงๆ เลยว่า นิพพานเป็นอนัตตา

แม้ในพระไตรปิฏกฉบับประชาชน พอถึงคาถาบทนี้ทีไร ผู้แปลก็มักอธิบาย(เพิ่มเอง)ให้เสร็จเสียทุกครั้ง ว่า ธรรมนั้น ครอบคลุมทั้งธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (สังขารธรรมหรือสังขตธรรม) และธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (วิสังขารธรรมหรือ อสังขตธรรม)ด้วย แสดงว่า ปัญหาตรงนี้ เกิดจากการตีความพุทธพจน์ที่ต่างกันนั่นเอง


ก่อนจะวิเคราะห์การตีความ คำว่า "ธัมมา หรือ ธรรม" ในที่นี้ เราควรจะมาดูกันก่อนว่า ธรรม ที่พระพุทธเจ้า แยกแยะไว้มีอะไรบ้าง ท่านแบ่งไว้อย่างไรบ้าง ขออนุญาตยกมาจากพระไตรปิฎกดังนี้
อกุศล และ กุศล


"ธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของกุศล 3 อย่าง คือความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง ; กองแห่งเวทนา กองแห่งสัญญา กองแห่งสังขาร กองแห่งวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล


ธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน ? รากเหง้าของอกุศล 3 อย่าง คือความโลภ ความโกรธ ความหลง และกิเลส ที่มีเนื้อความเป็นอันเดียวกับรากเหง้าของอกุศลนั้น ; กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ที่ประกอบด้วยรากเหง้าของอกุศลนั้น ; การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ ที่เกิดขึ้นจากรากเหง้าของอกุศลนั้น ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล

ธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นไฉน ? วิบาก(ผล)ของธรรมที่เป็นกุศล อกุศล ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตระ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ และธรรมเหล่าใดไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากของกรรม รูปทุกชนิด และธาตุที่เป็นอสังขตะ (ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง) ธรรมเหล่านี้เป็น อัพยากฤต"


นั่นแสดงว่า พระพุทธเจ้าแบ่งธรรมไว้เป็น 3 ประเภท คือ ธรรมฝ่ายดี ธรรมฝ่ายไม่ดี ธรรมฝ่ายไม่ดีไม่ชั่ว (กลางๆ) และทุกๆ สรรพสิ่งล้วนคือธรรมหรือเกิดจากธรรมทั้งสิ้น

 
คราวนี้มาดูการแบ่งธรรมในอีกลักษณะหนึ่ง มีว่า
"ยาวตา ภิกขเว สังขตา วา อสังขตา วา วิราโค เตสัง อัคคมักขายติ - ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด วิราคธรรม(นั้นแล) เรากล่าวว่าเป็นยอดเลิศของธรรม 2 ประการนั้น"
 
ตรงนี้แสดงว่า สามารถแบ่งธรรมไว้ได้เป็นอีก  2 ประเภท คือ สังขตธรรม (ธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง) และ อสังขตธรรม (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง)  แต่ท่านยกย่อง วิราคธรรม ว่าเป็นเลิศที่สุด วิราคธรรมนี้ เป็นไวพจน์กับนิพพาน

(หมายเหตุ : สังขตธรรมบางทีเรียกสังขารธรรม อสังขตธรรมบางทีเรียกวิสังขารธรรม)
พระพุทธเจ้ากล่าวสรรเสริญคุณของพระนิพพานไว้มากมายหลายที่(ในพระไตรปิฎก) เช่น

"นิพพานัง ปรมัง สุขัง - นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง"
"นิพพานัง ปรมัง วทันติ พุทธา - พระพุทธเจ้ากล่าวพระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม (โอวาทปาฏิโมกข์)"
 
ถึงตรงนี้ก็เป็นอันเข้าใจตรงกันว่า นิพพาน นั้น เป็นของดีแน่ๆ และเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาด้วย


คราวนี้กลับมาดู คาถา ที่ว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" ว่า ธรรมที่ท่านกล่าว ควร รวม นิพพาน ซึ่งเป็น วิราคธรรม ไว้ด้วยหรือไม่

ปกติการยกหัวข้อธรรมขึ้นมาเป็นชิ้นๆ แล้วตีความ อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดกันได้ เหมือนลักษณะ ตาบอดคลำช้าง ที่คลำเป็นส่วนๆ ย่อมอาจเข้าใจผิดได้  คาถานี้ก็เหมือนกัน เพราะคาถานี้ ไม่ว่าท่านจะพบใน ธรรมบท หรือ ในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าก็ตาม ท่านไม่ได้กล่าวไว้เดี่ยวๆ แต่จะประกอบไปด้วยบทอื่นด้วยเสมอ คือ


ในธรรมบท ท่านกล่าวไว้ว่า "สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตา"  อันแสดงถึง "ไตรลักษณ์" ส่วนในบททำวัตรเช้า ในบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" มีดังนี้

" ฯลฯ
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา - (แปล)ว่าโดยย่อแล้ว การยึดมั่นในขันธ์ทั้ง 5 นั่นเองเป็นทุกข์
ฯลฯ

รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่เที่ยง

รูปัง อนัตตา เวทนา อนัตตา สัญญา อนัตตา สังสารา อนัตตา วิยญาณัง อนัตตา - (แปล)ขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ย่อมไม่ใช่ตัวตน

สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - สังขารทั้งปวงย่อมไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงย่อมไม่ใช่ตัวตน ดังนี้
ฯลฯ"
 
หากท่านที่เคยอ่านคำแปลและรู้คำแปล ทำวัตรเช้าบท "สังเวคปริกิตตนปาฐะ" จะเห็นว่า เป็นการพรรณาถึง ขันธ์ 5 ซึ่งเป็นสังขารธรรม ล้วนๆ ว่าตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีกล่าวหรือพาดพิงถึง อสังขตธรรมและวิราคธรรมหรือ นิพพาน เลยแม้แต่น้อย

แล้วอยู่ๆ จะเหมาเอา คำว่า ธัมมา หมายถึง นิพพานไปด้วยได้อย่างไร อย่างคำว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ - ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้" คำว่า "ดังนี้" ก็บอกตรงตัวอยู่แล้วว่า เป็นการกล่าวบทสรุปที่กล่าวมาตอนต้น ทั้งหมด

 ซึ่งธรรมที่กล่าวมาก่อนๆตอนต้น ล้วนเป็นขันธ์ 5 หรือ สังขารธรรมทั้งสิ้น
เนื่องจากคำว่า "ธรรม" มีความหมายหลายนัยมาก ดังนั้นการที่พระพุทธเจ้า กล่าวถึง คำว่า "ธรรม" ในพระคาถาต่างๆ  ทุกครั้งท่านไม่จำเป็นต้องเจาะจงให้ชัดไปทุกครั้งว่า "ธรรม" ที่หมายถึงนั้น เป็น "ธรรม" ประเภทไหน

จะเป็น ธรรมฝ่ายกุศล ธรรมฝ่ายอกุศล ธรรมฝ่ายกลาง สังขารธรรม หรือ วิสังขารธรรม ดังตัวอย่างเช่น หากท่านกล่าว
"การแสวงหาธรรมเป็นเลิศ"
"การให้ธรรมทานชนะการให้ทั้งปวง"
"ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา"
"ธรรมที่ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้"
ฯลฯ
 
ดังตัวอย่าง พระคาถามากมายที่กล่าวคำว่า "ธรรม" ขึ้นลอยๆ ไม่บอกว่าเป็นธรรมประเภทไหน  แล้วไยท่านถึงเข้าใจได้ว่า เป็นธรรมประเภทไหน นั่นแสดงว่า ความหมายของคำว่า "ธรรม" นั่นขึ้นกับ ความหมายโดยรวมของบทความที่ท่านกล่าว ไม่ใช่อยากจะแปลคำว่า"ธรรม"เป็นอะไรก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อยากจะแสดงคือ "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" หากดูแค่บทนี้ลอยๆ และตีความ "ธรรม" ตามใจตัวเอง อาจเข้าใจได้ว่ามีสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม(อธรรม)ด้วย คือไม่ใช่ธรรมทั้งสามประเภทที่กล่าวมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ท่านหมายถึง ธรรมฝ่ายกุศลย่อมชนะธรรมฝ่ายอกุศล อันเป็นที่เข้าใจกัน

ดังนั้นการแปลหรือให้ความหมายกันผิดเพี้ยนนั้นอาจนำมาซึ่งความเสียหายของพระพุทธศาสนา ก็ได้ จะขอยกตัวอย่างการให้ความหมาย "ธรรม" แบบผิดๆ

ตัวอย่าง หากมีการ บอกว่า "ธรรม (ธรรมะ) คือ ธรรมชาติ"  โดยความหมาย ไม่ผิด ถูกต้อง เพราะ ธรรมชาติ ซึ่งแปลว่าเกิดโดยธรรม ดังได้อธิบายไว้แล้ว ว่า ธรรมท่านแบ่งไว้มี 3 ประเภท คือ ดี ชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว  แสดงว่า ธรรมชาติ ย่อมมีทั้งคุณ โทษ และไม่มีทั้งคุณและโทษ

หากมีคนสอนว่า ธรรมคือธรรมชาติ เป็นธรรมที่ควรปฏิบัติ หรือกล่าวอีกนัยว่า การปฏิบัติ(ธรรม)ตามธรรมชาติ เป็นการปฏิบัติธรรม แต่ไม่รู้ชัดว่าธรรมนั้นเป็นธรรมฝ่ายไหน(ดีหรือชั่ว) อะไรจะเกิดขึ้น

 ต่อไปอาจสอนกันว่า กามซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ (ที่มีกิเลส) การปฏิบัติเมถุนธรรมก็ไม่ได้ผิดอะไร อาจเชื่อว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วยก็ได้  หากเริ่มเชื่อหรือสอนกันอย่างนี้ ตอนแรกๆ อาจสอนว่า การปฏิบัติเมถุนธรรมระหว่างสามีภรรยาเป็นการปฏิบัติธรรม ยังพอทำเนา

แต่หากต่อไปๆ เมถุนธรรมกลายเป็นธรรมที่ควรปฏิบัติเป็นสาธารณะไป ลองคิดดู อะไรจะเกิดขึ้น  ที่เขียนอย่างนี้ไม่ใช่จะตีตนไปก่อนไข้  แต่ได้ตกใจอย่างมาก ที่คำสอนประเภทนี้เริ่มได้รับการเชื่อถือและปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวพุทธบ้างแล้ว


สำหรับการตีความและเชื่อว่านิพพานเป็นอนัตตา วิเคราะห์ได้ว่าอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 4 ประการคือ

1. เพราะไปแปล "อัตตา" ว่าเป็นการยึดมั่นในตัวตน ซึ่งจริงๆแล้ว การยึดมั่นคือ "อุปาทาน" ไม่ใช่ "อัตตา" และให้ความหมาย อัตตา ไปเหมือน กับ "ทิฏฐิ มานะ" เลยรังเกียจ อัตตา ในเมื่อ รังเกียจ อัตตา (แต่ชอบนิพพาน) เลยยก นิพพานให้เป็นอนัตตาไปเสีย เพื่อจะได้ไม่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน


2. แปล "อนัตตา" ว่า "ไม่มีตัวตน" แทนที่จะเป็น "ไม่ใช่ตัวตน"  ในเมื่อแปลว่าไม่มีตัวตน แสดงว่าตัวตนก็ไม่มีในที่ไหนๆ ดังนั้นสรุปนิพพานก็ต้องเป็น อนัตตา ไปโดยปริยาย


3. "ไม่เคยเห็น" เพราะมีคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่สามารถจับต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คนประเภทนี้ นอกจากปฏิเสธนิพพานแล้ว มักปฏิเสธ ชาตินี้ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด นรก สวรรค์ และภพภูมิต่างๆ ด้วย พยายามแปล นรก สวรรค์ นิพพาน ให้มีความหมายเป็นแค่สภาพอารมณ์ในปัจจุบัน และเลือกเชื่อพระไตรปิฎกเป็นส่วนๆ ตามที่ตรงกับความเห็นของตนเท่านั้น


4. ไม่เข้าใจเรื่อง "กายในกาย" เพราะคิดว่ามนุษย์เรานี้มีแค่กายเนื้อนี้เพียงกายเดียว ในเมื่อกายเนื้อในตำราก็บอกไว้เสมอๆ ว่าเป็นขันธ์5 ซึ่งขันธ์ 5 เป็นสิ่งที่เราต้องรังเกียจหนักหนา เพราะมันตกอยู่ในไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในเมื่อกายกับใจ(ขันธ์ 5) นี้ไม่มีอะไรดี ท่านไม่ให้ยึดถือในขันธ์


 5 นี้ เมื่อไม่รู้จักธรรมกายซึ่งเป็น "ธรรมขันธ์" ไม่รู้ว่า "ธรรมกาย" เป็น อัตตา(ตัวตน) ที่แท้จริง ก็เลยเคว้ง เพราะหาอัตตาตัวจริงไม่เจอ จึงจำเป็นต้องเหมาให้นิพพานเป็น อนัตตา ไปด้วยปริยาย

 แต่กระนั้นก็ยัง ให้ นิพพาน เป็น นิจจัง กับ สุขขัง อยู่ คือยอมให้นิพพาน พ้นไตรลักษณ์ไปได้แค่ สองในสามส่วน ยังไงๆ ก็ไม่ยอมให้เป็นอัตตา เพราะหา "อัตตา(ตัวจริง)" ไม่เจอนั่นเอง

มีบางท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอัตตา แต่ยังไม่รู้จัก "ธรรมกาย" ก็พยายามหาสิ่งที่เป็นอัตตา เพื่อไปอยู่ใน นิพพาน ให้ได้ ท่านเหล่านั้นอธิบายว่า จิตของพระอรหันต์ เป็นอัตตา
[นิพพานในทัศนะของศิษย์วัดท่าซุง(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) มีสมเด็จองค์ปฐม(พระพุทธเจ้าองค์แรก) เป็นต้น]

เพราะพระพุทธเจ้าก็เคยกล่าวพระคาถาไว้ว่า "อายตน(นิพพาน)นั้นมีอยู่ …….(แต่ไม่เหมือนกับโลก)….." และกล่าวถึงจิตพระอรหันต์ว่า มีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ปราศจากมลทิน เป็นต้น

ส่วนท่านที่เชื่อว่า นิพพานเป็นอนัตตา พอหาอัตตาไม่เจอ แถมบางท่านแยกไม่ออกว่า จิตกับใจ ต่างกันยังไงอีก เลยคิดว่าจิตกับใจคือสิ่งเดียวกัน ในเมื่อใจ(นามขันธ์) เป็นขันธ์ 5 ซึ่งเป็นอนัตตาแน่นอนอยู่แล้ว เลยยิ่งทำให้เชื่อมั่นเข้าไปอีกว่า แม้จิตพระอรหันต์ก็เป็นอนัตตา และยิ่งมั่นใจนิพพานว่าเป็นเป็นอนัตตาไปด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมด แม้ผมเองจะเชื่อมั่นว่า นิพพานเป็นอัตตา ก็ตาม แต่ก็ไม่เคยดูถูกสติปัญญาหรือผลักใสให้ท่านที่เชื่อนิพพาน เป็นอนัตตาเป็น อุทเฉททิฏฐิ  และ การที่จะเชื่อว่านิพพานเป็น อัตตา หรือ อนัตตา หาได้หมายความว่า เป็น สัสสตทิฏฐิ หรือ อุทเฉททิฏฐิ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่

 เพราะการเชื่อแบบสัสสตทิฏฐิ คือเชื่อว่าโลกเที่ยงคือไม่เชื่อว่ามีนิพพานที่สามารถพ้นโลกได้ ส่วนอุทเฉททิฏฐิคือเชื่อว่าโลกสูญคือไม่เชื่อว่าตายแล้วเกิดอีก

การเชื่อในนิพพานแต่อาจเชื่อสภาพของนิพพานต่างกัน หาใช่มิจฉาทิฏฐิที่ร้ายแรงไม่  ดังนั้นประเด็นนี้หากแต่ละฝ่ายไม่สามารถเชื่อหรือยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่ายได้ ก็ควรจะยุติการถกเถียงกันเสีย

 หมั่นสร้างบารมี 10 ทัศ มรรคมีองค์ 8 และกุศลกรรมบท 10 เพื่อถางทางไปนิพพานกันดีกว่า เพราะเมื่อถึงที่หมายก็จะรู้กันเอง ว่านิพพานนั้นเป็นเช่นไร

"นิพพานคมนัง มัคคัง ขิปเมว วิโสธเย - บัณฑิตควรรีบชำระทางไปนิพพานโดยเร็ว"
(ธรรมบท ๔)
 


 
หากมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม ติดต่อผู้โพสต์ดั้งเดิม(คุณสมเจต)ได้ที่
 
somchet@bigfoot.com
 

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตัณหา ความอยาก

อันความอยาก จะระงับ ดับลงได้
นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง
สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง
แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย

ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก
ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย
ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใดใด
ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ

Cr.พุทธทาสภิกขุ

ตัณหา ๓

ขอให้รู้จักความอยาก โดยความหมาย มีสองชนิด ในภาษาไทย
อย่างนี้ ในภาษาบาลี ถ้าจะเรียกว่า กิเลสตัณหา หรือ ความโลภ
แล้ว ต้องเป็น เรื่องที่มาจากอวิชชา ถ้ามาจากวิชชา ก็เรียกเป็น
อย่างอื่น เรียกว่าเป็น ความปรารถนา หรือ ความต้องการ หรือ
ความขยัน ขันแข็ง ในหน้าที่การงาน ไปเสียทางโน้น ไม่ได้เป็น
เหตุ ให้เกิดความทุกข์ แต่ว่ากลับเป็น สิ่งที่จะทำลายความทุกข์
ความต้องการที่มันมีถูกต้อง แทนที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
กลายเป็นเรื่องจะดับความทุกข์ ความอยาก ในภาษาไทย
ภาษากำกวม เพราะว่า เราไม่มี ความหมาย รัดกุม เหมือน
ภาษาบาลี ให้รู้กันไว้อย่างนี้

กามตัณหา

นี้อย่างที่หนึ่ง อยากในกาม กามตัณหา ก็ด้วยความโง่ ความหลง
ความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอวิชชา จึงอยากในกาม มันก็เร่าร้อน
ตั้งแต่เริ่มอยาก แล้วก็เริ่มประพฤติ ปฏิบัติ กระทำลงไป แต่ข้อนี้
สำหรับ ฆราวาสทั่วไป เขาก็มิได้หมายความว่า จะไม่ต้องเกี่ยว
ข้องกับกาม เพราะคำว่า กาม มีความหมาย หลายอย่าง, กาม
เรื่องเกี่ยวกับเพศ เพศหญิง เพศชาย นี้ก็กาม นี้ส่วนที่มันเนื่อง
กัน ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ยังเรียกว่า กาม เช่น ชอบอาหารเอร็ดอร่อย
ชอบเสียงไพเราะ แม้ยังไม่เกี่ยวกับเพศ ก็ยังเรียกว่า กาม
เหมือนกัน เพราะมันเนื่องกัน โดยส่วนลึก
ถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไปอยากด้วยความโง่ ความหลงอะไร
มันก็เกิดสิ่งเร่าร้อน หรือเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าต้องไปเกี่ยวข้อง
ด้วย สติสัมปชัญญะ ก็มีความเป็นกามน้อยลง แม้เรื่องเพศ ที่จะ
ประกอบกิจกรรมทางเพศ ด้วยความรู้สึก ที่เป็นหน้าที่ของฆราวาส
แล้วก็ทำไปด้วย สติสัมปชัญญะ อย่างนี้ ความที่เรียกว่า เป็นกาม
มันก็น้อยลง มันก็มีความเป็น กามตัณหา น้อยลง ถ้าสมมติว่า
บริสุทธิ์ใจจริงๆ ในการที่จะทำเพียง หน้าที่ เพื่อการสืบพันธุ์ ล้วนๆ
ถ้ามันเป็นสิ่งที่ ปฏิบัติได้ มันก็ไม่ถึงกับจัดว่า เป็นกาม มันกลาย
เป็นหน้าที่ ไปก็ได้ แต่ตามปกติ ไม่มีใครทำได้ เพราะว่าธรรมชาติ
มันลึกกว่า มันลึกซึ้งกว่า มันใส่กาม ไว้กับการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่
ไม่ค่อยมีใคร ชอบทำกันนัก แต่โดยเหตุ มันเอากาม มาจ้าง เอา
ความรู้สึก ทางกามนี้ มาจ้างให้ สัตว์ทั้งหลาย ทำหน้าที่สืบพันธุ์
มันยุ่งยาก ลำบาก เท่าไร มันก็ยอมทน
นี้ถ้าเราไปโง่ ไปหลงกินเหยื่อ ของธรรมชาติ อันนี้เข้า มันก็เกิด
ความทุกข์ จากสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา เมื่อคนยังมี อวิชชา อยู่
มันก็ต้องโง่ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อ ของสิ่งนี้  เป็นทาสของอวิชชา
เป็นทาสของตัณหา แล้วคนยอมลำบาก ให้สิ่งที่เรียกว่า ตัณหา
โดยเฉพาะกามตัณหานี้ เคี้ยวกิน ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า เคี้ยวกิน
คือ คนมันเป็นทาส ของกามตัณหา ยอมทนลำบาก นานาประการ
เพื่อจะให้ได้มา นี้คือสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา หมายถึง เรื่องเพศ
โดยตรง
สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางเพศ ความไพเราะ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย
แม้ไม่เกี่ยวกับเพศ โดยตรง มันก็เป็นกาม นี้ไปเกี่ยวกับเพศ
โดยตรง แล้วยิ่งเป็นกาม อย่างยิ่ง นี้อย่างที่หนึ่ง เรียกว่า
กามตัณหา

ภวตัณหา

อย่างที่สอง ก็คือว่า อยากเป็น ความเป็นอย่างไรที่น่าเป็น
เรียกว่า ภ.สำเภา ว.แหวน ภวตัณหา คือภพ แปลว่า เป็น
ภวตัณหา แปลว่า อยากเป็น นี่ก็อยาก ด้วยอวิชชา
อีกเหมือนกัน
อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ที่มันยั่วกิเลส ยั่วความอยาก บางทีมันก็ปนเป
กับกามตัณหา เช่น อยากเป็นหญิง อยากเป็นชาย อยากเป็นนั่น
เป็นนี่ ที่มันไปเกี่ยวกับทางเพศ ก็มี อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยาก
มีหน้ามีตา อยากเป็นผู้มีชื่อเสียง อยากเป็นผู้มีอำนาจวาสนา
ถ้าทำไปด้วยความโง่ ของอวิชชา มันก็รุนแรง แล้วเป็นภวตัณหา
แล้วก็เกิดทุกข์ แต่ถ้าเรามี ความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี มีวิชชา เช่นว่า
เป็นนักศึกษา อย่างที่นั่งอยู่นี้ ก็อยากจะเป็น นักศึกษาที่ดี ที่ถูกต้อง
ตรงตามความหมาย อย่างนี้ก็ไม่ใช่ตัณหา ไม่ใช่ภวตัณหา เพราะ
มันไม่ได้ทำไป ด้วยอวิชชา ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญา
อยากเป็นนักเรียนที่ดี อยากเป็นนักศึกษาที่ดี แม้ที่สุด แต่ว่าอยาก
จะเป็น พ่อบ้าน แม่เรือน ที่ดี ถ้ามันไม่ได้ทำไป ด้วยความโง่ ด้วย
อวิชชา ด้วยความไม่รู้เท่า ในสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ถูกจัดเป็นตัณหา
แต่เป็นความปรารถนา ความต้องการ ที่ควรจะปรารถนา ฉะนั้น
ขอให้มัน แน่ลงไปทีว่า มันอยากด้วยวิชชา หรือ อยากด้วยอวิชชา
แล้วก็อย่าลืม อย่างเดียวกันอีก เชื่อว่า คนบางพวก อาจารย์บาง
หมู่ เขาสอนกันลงไปตรงๆเลย ขึ้นชื่อว่า ความอยากแล้ว เป็น
กิเลสตัณหา ไปหมด นี้ผมไม่ถืออย่างนั้น ไม่เข้าใจอย่างนั้น
หลังจากที่ได้ศึกษา มาถึงป่านนี้แล้ว ไม่ทำให้เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเผื่ออยากเป็นอะไร ให้มันดีขึ้นไป ให้มันถูกต้อง ให้มันสำเร็จ
ประโยชน์ ด้วยการรู้สึกตัวนี้ ไม่เรียกว่า ตัณหา
ยกตัวอย่าง เช่นว่า อยากเป็นเทวดานี้ มันก็อยากด้วยอวิชชา
ถ้าไปพิจารณาดูให้ดี แล้วเทวดานี้ มันไม่น่าเป็นดอก แล้วมัน
ก็ไม่อยาก เองแหละ ก็มันมีอะไรที่น่าเป็น ที่ควรจะเป็น มีความ
รู้สึกผิดชอบชั่วดี พิจารณาดูแล้ว มันควรจะเป็น หรือควรจะรับ
หน้าที่ อันนั้น มันก็เป็นได้ โดยไม่ต้องเป็นตัณหา อย่างจะเป็น
อาจารย์อย่างนี้ เป็นตัณหาก็ได้ ไม่เป็นตัณหาก็ได้ มันแล้วแต่
ความอยากนั้น มีมูลมาจากอะไร จากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ถูกต้องสมบูรณ์นี้ มันก็ไม่ต้องเป็นตัณหา หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้น
อยากจะเป็น ผู้ครองบ้าน ครองเมือง ก็ต้องรู้โดย หลักเกณฑ์
อันเดียวกัน ถ้าทำไปด้วยความโลภ ด้วยความโง่ ด้วยความหลง
ด้วยความยึดมั่น มันแล้ว มันก็เป็น ตัณหาทั้งนั้น แล้วก็เป็น
ความทุกข์ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี มีเหตุผล มีความ
ลืมหูลืมตา มีสติสัมปชัญญะอยู่ รู้ว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเหลือ
เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อย่างนี้ ไม่เป็นตัณหา ไม่เป็นกิเลสตัณหา
แต่แล้ว มันก็หายากนะ หาโอกาสยากนะ หรือว่า เขาสมมติว่า
พระพุทธเจ้า ท่านตั้งความปรารถนา ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า นี้
ด้วยเหตุผลอย่างนั้นๆ ตามที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ อย่างนี้จะเรียก
ว่า เป็นตัณหาไม่ได้ มันเป็นความปรารถนา แม้จะทำรุนแรง
เป็นการอธิษฐานจิต ตั้งสัจจาทิฎฐาน อะไรนี้ ก็ไม่เป็นตัณหา
ได้ เพราะทำได้ ด้วยความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ของวิชา ของสติ
สัมปชัญญะ การที่อยากเป็นอะไร ด้วยความลุ่มหลง ในผลของ
การที่จะได้เป็นแล้ว มันก็เป็นตัณหา

วิภวตัณหา

นี้มาถึง อันที่สาม ก็เป็น วิภวตัณหา อยากไม่เป็น อยากไม่เป็น
อย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้ กระทั่ง อยากไม่เป็น เสียเลย ไม่
เป็นอยู่เลย เช่น อยากตาย เป็นต้น พวกอยากเป็นนั่น เป็นนี่ มัน
อาศัย สัสสตทิฎฐิ ยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นอยู่ อย่างเที่ยงแท้
ถาวร พอมาถึงตอนนี้ มันเกิด อุจเฉททิฎฐิ เชื่อว่าต้องขาดสูญ
หรือไม่ได้เป็นอยู่ อย่างถาวร อุจเฉททิฎฐิ นี้ มันชักจูงตัณหา
ให้เกิด ภวตัณหา ไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นนั่น ไม่อยากเป็นนี่
ก็ด้วยความโง่ ไม่ใช่ไม่อยากเป็น ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง มันไม่
อยากเป็น ด้วยความโง่ ความเอือมระอา ความอะไรที่เป็นความ
โง่ จนกระทั่ง อยากตาย แล้วก็ฆ่าตัวตาย เป็นต้น นี้ผู้ที่จะ
ปราศจากตัณหาแล้ว ก็จะไม่มี ความอยากอย่างนี้ ความอยาก
ไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่ นี้ก็เร่าร้อน เหมือนกันแหละ
คุณลองสังเกตดู เมื่อรู้สึกว่า เราไม่ได้อะไร อย่างอก อย่างใจ
มันก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นทุกข์ ฉะนั้นอย่าได้มี ตัณหาสามอย่าง
นี้ แล้วก็ไม่มีทุกข์ ชนิดที่ระบุไปว่า ตัณหาสามอย่างนี้ เป็นเหตุ
ให้เกิดทุกข์
ทีนี้ ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านตรัส ระบุตัณหาไว้ว่า
โปโนพฺภวิกา นนฺทิราค สหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี นี่ นันทิราคะ
สะหะคะตา นี้คือ กามตัณหาโดยตรง แล้วก็ปัญหานอกนั้น โดย
อ้อมก็ได้ ตัตตร ตัตตราภินันทิ นันทินี นี้มันหลงใหล เคลิบเคลิ้ม
อยู่ในสิ่งนั้นๆ แล้วก็มีคำว่า โปโนพฺภวิกา เป็นไปเพื่อให้เกิดภพ
ใหม่ เกิดชาติใหม่นี่ พอเราอยาก มีตัณหาขึ้นมาแล้ว เราจะ
รู้สึกว่า เราอยาก เราผู้อยาก ฉันอยาก กูอยาก อะไรก็เดือด
พล่านอยู่นี้ นี่เรียกว่า เกิดตัวกูตัวใหม่ขึ้นมา หลังจากเกิดความ
อยากอย่างนี้ก็เรียก่า โปโนพฺภวิกา ได้ เมื่อเราอยู่เฉยๆ เรา
ไม่รู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ เราตัองการอะไร แต่พอมีการกระทำ
ให้เกิดความอยากแล้ว หลังจากความอยากแล้ว ต้องเกิดความ
ยึดถือ เป็นอุปาทานแล้ว ตัวกูนี้ จะเอาให้ได้ คือตัวกูมันอยาก
มันจึงเห็นได้ชัดว่า ตัณหานี้ มันเป็นเหตุ ให้เกิดตัวกู คือ ชาติ
แห่งตัวกู อันใหม่ขึ้นมา เกิดอย่างนี้บ่อยๆ บ่อยๆ ก็คือ ใหม่
เรื่อยไปทุกที อันนี้จะเห็นชัดในเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท
นี้ผมพูดโดยอริยสัจจ์เล็ก ว่า เหตุให้เกิดทุกข์นั้น คือ ตัณหา
สามประการ
สรุปโดยย่อว่า ความอยากที่มาจากอวิชชา ไม่รู้
ตามที่เป็นจริง มันก็อยาก ไปในรูปของกาม เรื่องเพศบ้าง ถ้า
อยาก ไปในเรื่องของภพ คือ เป็นนั่นเป็นนี่ แม้ไม่เกี่ยวกับ
กามบ้าง แล้วเป็นวิภพ คือ ไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่.
ธ-ตรา-๑ ๔๐.ก/๒๘๔-๒๘๙

Cr.พระธรรมเทศนา พุทธทาสภิกขุ

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

พระรัฐปาลเถระ ผู้ประท้วงอดอาหารเพื่อขอบวช

ถึงผู้มีบุญที่รักในการออกบวชทุกท่าน

ในสักช่วงชีวิตหนึ่งของชาวพุทธทุกคน การบวชเพื่อศึกษาคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่รู้ๆกัน แต่ใช่ว่าเส้นทางสู่การเป็นบรรชิตของผู้ชายแท้ชาวพุทธจะถูกโปรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไปไม่

ท่านผู้เคยออกลุยชวนบวชน่าจะเคยทราบอุปสรรคต่างๆดังกล่าวมาหลายกรณี โดยเฉพาะที่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยๆ คือ พ่อแม่ไม่อนุญาตให้บวช

ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างซึ่งเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลและวิธีเอาชนะอุปสรรคดังกล่าวด้วยตัวเอง เพื่อเป็นกรณีศึกษาต่อผู้ใคร่จะออกบวชสืบไป

พระรัฏฐปาลเถระ(พระรัฐบาล)
บุพกรรมในอดีตท่านพระ รัฏฐปาลเถระ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านได้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในพระนครหังสวดี ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้านั้นทรงอุบัติ พอเจริญวัยแล้ว บิดาล่วงลับดับชีวิตไป ตนเองก็ดำรงเพศเป็นฆราวาสครองเรือน ได้เห็นทรัพย์สมบัติ ที่มีอยู่ในตระกูลวงศ์ อันหาประมาณมิได้ ตามที่คนผู้รักษาเรือนคลังรัตนะมาแสดงให้ทราบแล้ว จึงคิดว่า ปู่ย่า ตายาย เป็นต้นของเรา ไม่อาจเพื่อจะถือเอา กองทรัพย์สมบัติมากมายขนาดนี้ ไปกับตนได้เลย แต่เราควรที่จะถือเอาไปด้วยให้ได้ จึงได้ให้มหาทาน แก่หมู่คนทั้งหลาย มีคนกำพร้าเป็นต้น

ท่านได้บำรุงพระดาบส ผู้ได้อภิญญารูปหนึ่ง บุญนั้น จึงส่งให้ท่านเป็นใหญ่ ในเทวโลก ท่านบำเพ็ญบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตแล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้ไปเกิดเป็นเทวดา ครองเทวราชสมบัติ ในเทวโลกนั้น ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว

สมัยพุทธกาล
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านพระรัฏฐปาล เป็นบุตรของรัฏฐปาลเศรษฐี ผู้เป็นหัวหน้าในหมู่ชน ชาวถุลลโกฏฐิตนิคม แคว้นกุรุ

สมัย หนึ่ง พระบรมศาสดา เสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิตนิคม ชาวนิคมได้ทราบว่า พระบรมศาสดาเสด็จมา จึงพากันมาเข้าไปเฝ้า บางพวกถวายบังคม บางพวกเป็นแต่พูดจาปราศรัย บางพวกเป็นแต่ประนมมือ บางพวกร้องประกาศชื่อ และโคตรของตน บางพวกนิ่งอยู่ ทุกหมู่นั้น พากันนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรแห่งหนึ่ง

อดอาหารประท้วงเพื่อต้องการบวช
พระ บรมศาสดา ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้เกิดความเลื่อมใสแล้ว คนเหล่านั้นก็ทูลลากลับไป ส่วนรัฏฐปาละ ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาแล้ว เกิดความเลื่อมใส ใคร่จะบวช พอพวกชาวนิคมนั้นกลับไปแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลขอบรรพชา

ครั้นได้ทราบว่าพระบรมศาสดา ไม่ทรงบวชกุลบุตร ที่มารดาบิดาไม่อนุญาต รัฏฐปาละ ก็พูดอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง มารดาบิดาไม่ยอม รัฏฐปาละเสียใจ ลงนอนไม่ลุกขึ้น อดอาหารเสียไม่กิน คิดว่าจักตายในที่นี้ หรือจักบวชเท่านั้น

มารดา บิดา ปลอบให้ลุกขึ้นกินอาหาร รัฏฐปาละก็นิ่งเสีย มารดาบิดา จึงไปหาสหายรัฏฐปาละ ขอให้ช่วยห้ามปราม สหายเหล่านั้น ก็ไปช่วยห้ามปราม เมื่อเห็นว่ารัฏฐปาละไม่ยอม จึงคิดว่า ถ้ารัฏฐปาละ ไม่บวชจักตายแล้ว หาเกิดคุณอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ ถ้ารัฏฐปาละ ได้บวช มารดาบิดาและเราจักได้เห็นรัฏฐปาละ ตามเวลาที่สมควร อนึ่ง เมื่อรัฏฐปาละบวชแล้ว หากเบื่อหน่าย ในการประพฤติเช่นนั้น ก็จักกลับมาที่นี้อีก ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว จึงเข้าไปหามารดาบิดาของรัฏฐปาละ ชี้แจงเหตุผลให้ฟัง

มารดาบิดาของ รัฏฐปาละ เห็นด้วยแล้ว ก็ยอมตาม แต่ว่าบวชแล้ว ขอให้กลับมาเยี่ยมบ้าง สหายเหล่านั้น ก็กลับไปบอกความนั้น แก่รัฏฐปาละ ๆ ทราบว่า มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ดีใจลุกขึ้นเช็ดตัว แล้วอยู่บริโภคอาหารพอร่างกาย มีกำลังไม่กี่วันแล้ว ไปเฝ้าพระบรมศาสดา ทูลว่าบิดามารดาอนุญาตแล้ว พระองค์ก็โปรดให้บวช เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

บรรลุอรหัตตผล
ครั้ นพระรัฏฐปาละ บวชแล้วไม่นาน ประมาณกึ่งเดือน พระบรมศาสดา เสด็จจากถุลลโกฏฐิตนิคม ไปประทับอยู่ที่กรุงสาวัตถี ส่วนพระรัฏฐปาละ ตามเสด็จไปด้วย ท่านตั้งอยู่ในความไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรม เจริญวิปัสสนา ได้สำเร็จพระอรหัตผล ถึงที่สุดของพรหมจรรย์แล้ว ถวายบังคมลา ออกจากสาวัตถี เที่ยวจาริกไปถึงถุลลโกฏฐิตนิคม พักอยู่ที่มิคจิรวัน พระราชอุทยานของพระเจ้าโกรัพยะ ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินกุรุ

ในเวลา เช้า ท่านเข้าไปบิณฑบาตในนิคมนั้น จนถึงที่ใกล้เรือนของท่าน นางทาสีเห็นท่านแล้ว ก็จำได้ จึงบอกเนื้อความนั้น ให้แก่มารดาบิดาของท่านทราบ มารดาบิดาของท่าน จึงได้นิมนต์ท่านไปฉันในเรือน ในวันรุ่งขึ้น แล้วอ้อนวอน ให้ท่านกลับมาครอบครองสมบัติอีก ท่านก็ไม่สมประสงค์ เมื่อท่านรัฏฐปาละ ฉันเสร็จแล้วก็กล่าวคาถาอนุโมทนา พอเป็นทางให้เกิดสังเวชในร่างกาย แล้วจึงกลับมิคจิรวัน

ความเสื่อมมี ๔ อย่าง ทำให้คนออกบวช
ส่วน พระเจ้าโกรัพยะ เสด็จไปประพาสพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นรัฏฐปาละ ทรงจำได้ เพราะทรงรู้จักแต่เดิมมา เสด็จเข้าไปใกล้ ตรัสปราศรัยและประทับ ณ ราชอาสน์ ตรัสถามว่า รัฏฐปาละผู้เจริญ ความเสื่อมมี ๔ อย่าง ที่คนบางจำพวก ต้องประสบเข้าแล้ว จึงออกบวช คือ แก่ชรา, เจ็บ, สิ้นโภคทรัพย์, สิ้นญาติ ความเสื่อม ๔อย่างนี้ ไม่มีแก่ท่าน ท่านรู้เห็น หรือได้ฟังอย่างไร จึงได้ออกบวช

ธรรมุทเทศ ๔ ประการ
ท่านทูลว่า มหาบพิตร มีอยู่ ธรรมุทเทศ (ธรรมที่แสดงขึ้นเป็นหัวข้อสี่ข้อ) ที่พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นผู้รู้เห็น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงแสดงขึ้นแล้วจึงออกบวช ธรรมุทเทศ ๔ ข้อนั้น คือ
ข้อที่หนึ่ง ว่า โลกคือหมู่สัตว์ อันชราเป็นตัวนำเข้าไปใกล้ความตาย ไม่ยั่งยืน
ข้อที่สอง ว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีผู้ป้องกัน ไม่เป็นใหญ่จำเพาะตน
ข้อที่สาม ว่า โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป
ข้อที่สี่ ว่า โลกคือหมู่สัตว์พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา

ครั้น ท่านพระรัฏฐปาละ ทูลเหตุที่ตนออกบวช แก่พระเจ้าโกรัพยะอย่างนี้แล้ว พระมหากษัตริย์ ก็ทรงเลื่อมใส ตรัสอนุโมทนาธรรมีกถา แล้วเสด็จกลับไป ส่วนท่านพระรัฏฐปาละ เมื่อพำนักอาศัยอยู่ในนิคมนั้น พอสมควรแล้ว ก็กลับมาอยู่ในสำนักของพระบรมศาสดา

เอตทัคคะในทางผู้บวชด้วยศรัทธา
อาศัย คุณที่ท่าน เป็นผู้บวชด้วยศรัทธามาแต่เดิม และกว่าจะบวชได้ ก็แสนยากลำบากนัก พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้บวชด้วยศรัทธา (สทฺธาปพฺพชิตานํ). 


ที่มา https://sites.google.com/site/xsitimhasawk80xngkh/phra-ratth-pal-thera