แสดงธรรมโดย พระมหา ดร. สมชาย ฐานวุฑโฒ
ชมรมพุทธดีแทค อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 33
พระอาจารย์แสดงธรรมหัวข้อ "การปล่อยวาง" เนื้อหาตามที่บันทึกได้ มีดังนี้
หัวข้อธรรมในวันนี้ คือ "การปล่อยวาง" เพื่อให้เราเองสามารถปล่อยวางได้จริงๆ เรามาดูกันว่า "การปล่อยวาง คืออะไร"
ถ้าเราเองไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมากๆ เราก็จะกลุ้ม
ขนาดตัวเองยังเคยหงุดหงิดตัวเอง บางทีเรายังทำไม่ถูกใจตัวเองเลย
ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นให้คนอื่นเขาได้อย่างใจเรา...กลุ้มแน่ หลวงพ่อบอกว่า
"ต้องผิดหวัง เพราะหวังผิด"
คนเรายิ่งไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก
ก็จะมีเรื่องกลุ้มใจผิดหวังเยอะ ปล่อยวางได้ก็สบายใจ
สิ่งที่คิดว่าเป็นของเรามันไม่ใช่ของเราจริง เช่น ลาภ ยศ สรรเสริญ
สุขข้างนอก แต่ที่ใกล้ตัวสุดคือตัวของเราเอง มันไม่ใช่ของเราจริงๆ
เป็นแค่ชั่วคราวเท่านั้นเอง เช่น สั่งว่าจงอย่าแก่ จงอย่าเจ็บก็ไม่ได้
วันใดสังขารรองรับอยู่ไม่ได้ เราก็ต้องละสังขารนี้ไป
ไปหาที่อยู่ใหม่ตามกำลังบุญบาปที่สร้างไว้
ขนาดตัวเรายังยึดมั่นถือมั่นไม่ได้เลย อย่างอื่นข้างนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ถ้าใครเข้าใจความจริงของโลกนี้ชัดๆ แล้วปรับใจ ทำใจ ตัวเองได้
เราจะสามารถรับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดฝันนหลายรูปแบบได้อย่างสบาย
พระพุทธเจ้าบอก มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีสรรเสริญ ก็มีคนนินทา มีสุข ก็มีทุกข์ มันคู่กันอยู่ ใครๆ ก็หนีไม่พ้น
การปล่อยวาง (ในทางธรรมะ) ภาษาบาลี ใช้คำว่า "อุเบกขา" โดยศัพท์ คือ
การวางเฉย นัยยะจริงๆ หมายถึง การที่เราเองสามารถรักษาใจให้นิ่งได้
นี่คือการวางอุเบกขาของจริง (จิตเป็นอุเบกขานิ่งอยู่) หมายถึง
เราเอาใจตัวเองสงบนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้ ไม่
ไหวกระเพื่อมไปกับอารณ์ที่เกิดจากอายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจนั่นเอง
คนที่คิดเรื่องปล่อยวาง มักคิดตอนเจอเรื่องที่ไม่ถูกใจ
แต่ตอนเจอเรื่องถูกใจไม่ค่อยคิดจะปล่อยวางเท่าไร
พระพุทธเจ้าบอกว่าต้องรู้จักปล่อยวางอารมณ์ทั้ง 2 ส่วน ทั้งที่ถูกใจ
และไม่ถูกใจ
เช่น เมื่อเห็นรูปสวยๆ เราจะปล่อยวางได้ไหม ใจเราจะวางนิ่งๆ
อยู่ได้ไหม ใจกระเพื่อมไปหรือเปล่า เรายังไม่หมดกิเลสจะให้นิ่งสนิท 100%
ก็ไม่ง่าย ก็อย่าให้ใจกระเพื่อมจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจรั้งใจอยู่
และเมื่อคราวเจอรูปไม่สวย น่าเกลียดน่า กลัว เราก็ต้องรักษาใจนิ่งๆ
ไม่ให้กระเพื่อมอีกเหมือนกัน
ได้ยินเสียงเพลงเพราะๆ ก็อาจเพลินๆ ไปบ้าง
แต่ก็อย่าเตลิดจนเกินไป ต้องมีเบรคในใจ ขณะเดียวกันเจอเสียงที่น่ารำคาญ
เช่น เสียงมอเตอร์ไซค์เด็กแว้น ก็ต้องรักษาใจตัวเอง ยังยิ้มได้ สบายๆ
เพราะเมื่อ เราหงุดหงิดแล้วคนขับรถซิ่งก็ไม่รู้เรื่องกับเรา
หรือถ้ารู้อาจสะใจก็ได้ เพราะฉะนั้น ให้ใจเรากระเพื่อมไปไม่เกิดประโยชน์
แต่ถ้ารักษาใจนิ่งๆ ไว้ได้จะดีกว่า
มีการเปรียบว่าคนที่ไปกระเพื่อมกับสิ่งที่มากระทบ ไม่ว่าด้านดีไม่ดี
บางทีเหมือนเด็กร้องไห้จะเอาพระจันทร์ พระจันทร์จงเป็นของฉัน ทำไมเมฆมาบัง
ก็หงุดหงิด ร้องไห้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เราเองถ้าปล่อยวางไม่เป็น
มีอะไรมากระทบก็กระเพื่อมไปกับ อารมณ์เหล่านั้น ก็คล้ายๆ
กับเด็กร้องไห้ถึงพระจันทร์เหมือนกัน อย่าไปคิดแก้ที่คนอื่น
เพราะเรื่องกลุ้มจะตามมา
เช่น ซิ่งเหรอ...เอาปืนมายิงเลย...ก็จะถูกตำรวจจับ
กลุ้มหนักกว่าเก่า เป็นต้น การแก้ที่คนอื่นเขามักมีปัญหาตามมาอีกเยอะ
ดังนั้นการแก้โดยปรับที่ ใจของเราเอง ง่ายที่สุด และไม่มีผลแทรกซ้อน
ได้กลิ่นหอมๆ ก็ต้องไม่หลงเพลินเกินไป คนเราติดไม่เหมือนกัน
บางคนติดในรูปมากพิเศษ เสียก็งธรรมดาๆ บางคนรูปธรรมดาๆ
แต่ถ้าฟังเสียงเพราะๆ นี่ชอบมากเลย แต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน
บางคนชอบที่รูป
บางคนชอบที่เสียง บางคนติดที่กลิ่น เราก็ต้อง รักษาใจเราให้ได้
มีเบรคในใจอีกแล้ว เจอกลิ่นไม่ถูกใจก็ต้องเบรคให้ได้ ไม่ไปหงุดหงิดกับมัน
เจอรสอร่อยก็ต้องเบรคให้ได้ เจอรสที่ไม่อร่อย ที่เราไม่ชอบก็ต้องได้
อย่าไปอะไรมาก เพราะหน้าที่อาหาร คือให้สังขารร่างกายเราอยู่ได้เท่านั้นเอง
ไว้ใช้ทำความดี ได้สัมผัสที่นุ่มนวลก็อย่าหลงเพลินกับมันไป
เวลาเจอสัมผัสที่กระด้างก็อย่าไปหงุดหงิดอีกเช่นกัน
ทั้งหมดนี่คือ อายตนะ 5
ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่อันที่ 6 คือ "ใจ" อะไรที่มาสัมผัสกับใจ ก็คือ
อารมณ์ที่ใจคิด เราคิดไปในเรื่องต่างๆ ตรงนี้เป็นตัวแรงที่สุด เพราะจะอยู่
ตรงไหนก็คิดได้ อยู่คนเดียว ในป่าในเขา เกาะกลางทะเล ฯลฯ คิดได้หมด
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้เท่าทันความคิดของเราเอง
เวลามีเรื่องคิดที่น่าเพลิดเพลิน
เรื่องที่เราชอบก็อย่าคิดเพลินกับมันเกินไป
หรือว่าคิดเรื่องที่ทำให้หงุดหงิด คิดแล้วกลุ้มใจ เหมือนไปตอกย้ำ
ตัวเองก็ไม่เอาอีกเหมือนกัน แต่คนนี่แปลก ถ้าคิดเรื่องที่ชอบใจยังพอเข้าใจ
แต่ก็ต้องมีเบรค แต่เรื่องที่คิดแล้ว เจ็บใจ เศร้าใจ คิดแล้วไม่สบายใจ
มันไม่น่าคิด
แต่คนบางทีชอบคิด แล้วคิดซ้ำๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ
จะไปลงโทษตัวเองทำไม เหมือนเรามีเศษแก้วคมๆ ในมือ เราควรจะทิ้งถังขยะ
หรือกำไว้ให้มันบาดมือ ตามหลักน่าจะเอาไปทิ้ง แต่บางคนไม่ยอมทิ้ง แต่กำไว้
พอมันบาดก็เจ็บ แล้วคลาย พอแผลจะหายก็กำอีกเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง
จนมือบอบช้ำเป็นแผลเป็นไปหมด
อารมณ์ที่คิดแล้วไม่สบายใจบางทีเราก็เป็นแบบนั้น
ไปตอกย้ำให้เป็นแผลในใจของเราเอง...เพราะฉะนั้นเราต้องปล่อยวางให้ได้
การปล่อยวาง พูดง่าย ทำยาก จริงไหม?
มันก็ไม่ง่าย แต่มันอยู่ที่ใจ บางคนก่ลุ้มมานาน เจออะไรสะกิดใจ
ถ้าคลิ้กทีเดียวก็หลุดเลย มันอยู่ที่คลิ้กหรือเปล่า ถ้าคิดเป็นก็หลุด
คิดไม่เป็นก็หนัก มีตัวอย่างเขาทดลอง เด็ก 3 คน เป็นชาย 2 คน หญิง 1 คน
ได้รับมอบหมายภาระกิจให้ช่วยกันขนของขึ้นรถไฟ ซึ่ง ต้องให้ทันเวลารถไฟออก
พอขนไปได้ซักพัก ทีวีถ่ายทอดมวยคู่เอก ผู้ชาย 2
คนเป็นแฟนคลับของนักมวยคนดัง เขาเลยวิ่งไปดูทีวี เด็กหญิงจึงขนของคนเดียว
พอเสร็จ ก็มีคนไปสัมภาษณ์เด็กผู้หญิงว่ารู้สึกอย่างไรที่เพื่อน 2
คนไม่ช่วยขนแต่ไปดูมวยแทน เด็ก หญิงยิ้มทั้งที่เหงื่อโชก
แล้วบอกว่าเธอเห็นใจผู้ชาย 2 คนนั้น เพราะเขาติดมวยมาก
เขาคงไม่ค่อยสบายใจแต่ก็อยากดู และเธอเองก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องมวย
เลยทำหน้าที่ของเธอต่อไป
เมื่อถูกถามต่อว่าไม่โกรธเพื่อนหรือที่เอาเปรียบเธอ เธอตอบว่า เธอไม่โกรธ
เพราะ ขนของก็เหนื่อยแล้ว แต่ก็เหนื่อยอย่างเดียว
ถ้าเธอโกรธด้วยก็จะเหนื่อยสองอย่าง (เหนื่อยสองเท่า)
เรารักตัวเราหรือเปล่า ถ้ารักตัวเรา ก็ต้องคิดให้เป็น คนไหนคิดไม่เป็น
ไปหงุดหงิด โกรธ ปล่อยวางไม่ลงเมื่อไร แสดงว่าไม่รักตัวเองจริง
เพราะเวลาที่เราหงุดหงิด มันคือ การลงโทษตัวเอง เหมือนเรื่องมือมีเศษแก้ว
คนคิดเป็นจะวาง คนคิดไม่เป็นจะกำ เวลา เจอเรื่องกระทบใจให้นึกถึงเรื่องนี้
ว่าเราควรจะลงโทษ - ทำร้ายตัวเองต่อ ด้วยการกำมันไว้ แล้ว้คิดตอกย้ำ
หรือวางมันออกไปดีกว่า ถ้าเรายังกำมันอยู่
เท่ากับให้โอกาสคนอื่นมาทำร้ายตัวเราโดยอาศัยความคิดเราเป็นสื่อ
ถ้าเรารักตัวเราจริง เราต้องวางมัน และ ปล่อยได้
ก่อนอื่นขอฝาก 2 ประเด็นนี้ก่อน
เราต้องแยกให้ออก ระหว่างความรับผิดชอบ กับการปล่อยวาง เช่น
บางคนมีหนี้เยอะ เจ้าหนี้มาทวงเรื่อย แต่กำลังฝึกปล่อยวาง
เขาจะทวงก็ช่างเขาเราปล่อยวางแล้ว หรือมีงาน หัวหน้ามาเร่ง
บอกผมปล่อยวางไม่ยึดติด ... แบบนี้ไม่ใช่ การปล่อยวาง
เน้นไปที่ "ใจ"
เป็นหลัก การปรับใจของตัวเอง แต่ภาระหน้าที่เราก็ต้องทำด้วยความรับผิดชอบ
จะอ้างปล่อยวางไม่ได้ มีครอบครัวก็ต้องดูแลครอบครัว มีหน้าที่การงาน
ต้องรับผิดชอบให้เสร็จบริบูรณ์ นั่นคือความรับผิดชอบ ถ้าอ้างว่าปล่อยวาง
นั่นคือ ความไม่รับผิดชอบ การปล่อยวางคือ เมื่อมีอะไรมากระทบแล้ว
เราสามารถจับแง่มุมที่คิดที่ถูกต้อง ปล่อยด้านลบ
แล้วรักษาด้านที่ทำให้ใจเรานิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายได้
ไม่กระเพื่อมไปกับมัน อย่างนี้จึงจะถูกต้อง
ที่หลวงพ่อให้ท่องบ่อยๆ ว่า "เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา
เรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง" หมายความว่าอย่างไร หมายถึง
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวเรา เรารับผิดชอบอย่างดีแล้ว แต่ถ้ามีสิ่งใดมากระทบ
เช่น มีคนมานินทา เจอเหตุไม่คาดฝันหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว
บ้านช่องเสียหาย...คนอันเป็นที่รักเกิดอุบัติเหตุ เราต้องรู้จักวางใจนิ่งๆ
ปัญหามีแก้ไป แต่รักษาใจให้คงสภาพนิ่งอยู่ได้ นี่คือวางอุเบกขา
เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา ถ้าวางอุเบกขาเป็น ปัญหาจะอยู่แค่กายภาพ
ไม่เข้ามาถึงจิตใจ ทำให้สามารถแก้ ปัญหาได้อย่างดี มีประสิทธิภาพ
เพราะคนที่ใจกระเพื่อม จะแก้ปัญหาได้ไม่ดี สติปัญญาก็บางลง ...
นั่นคือเรื่องส่วนตัว
ส่วนเรื่องพระศาสนาให้เอาอุเบกขาวาง คือ
ถ้าหากมีสิ่งใด จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาต่อส่วนรวม
เราจะอยู่เฉยๆ ถือว่าธุระไม่ใช่ คิดอย่างนี้ไม่ได้
เราต้องถือเป็นภาระหน้าที่...ลุกขึ้นมาช่วยกัน
นี้คือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในความเป็นชาว พุทธ
ต่อการเป็นสมาชิกในชุมชนของเรา...อย่างในประเทศไทยมีวัด 30,000 กว่าวัด 4
จังหวัดภาคใต้ คณะสงฆ์มีภัย ชาวพุทธมีภัย ครูบาอาจารย์ถูกทำร้าย ฯลฯ
จะบอกว่าเป็นหน้าที่รัฐบาล เราไม่เกี่ยวไม่ได้ หลวงพ่อฯ
ส่งตัวแทนไปทอดผ้าป่าทุกเดือนเป็นร้อย กว่าครั้ง 10 ปี
หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านจะทำจนกว่าไฟใต้จะดับ
เพราะท่านคิดแต่เพียงว่าสิ่งใดที่เราในฐานะชาวพุทธควรทำเราก็ทำ
และพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า และทำก่อน ไม่ว่าจะต้องทำเป็นร้อยครั้ง
พันครั้งก็ทำ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและควรทำ
เรามีโอกาสได้มาบวช
หรือมาปฏิบัติธรรม เพราะปู่ย่าตายายรักษาพระพุทธศาสนามาให้เรา
ดังนั้นเราก็ต้องรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่สืบเนื่องไปถึงลูกหลานไทยใน
อนาคตต่อไปด้วย เมื่อเราได้มาอาศัยพระพุทธศาสนาแล้ว
ก็ต้องให้พระพุทธศาสนาได้พึ่ง เราบ้าง
เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราควรทำเราก็ทำเลย
อย่าคิดว่าอันตัวข้าพเจ้าหรือรวมลูกศิษย์วัดก็เท่านี้จะทำได้แค่ไหนเมื่อ
เทียบกับคนทั้งโลก ไม่ต้องคิด ถ้าถูกต้องและควรทำก็ทำเถิด เดี๋ยวคนดีๆ
คนมีบุญก็จะมาช่วยกันทำ
ถ้าพระพุทธเจ้าท่านคิดอย่างนั้น จะมีพระ
พุทธศาสนาไหม ตรัสรู้แล้วทั้งโลกคนรู้เรื่องความจริงโลกและชีวิต
เรื่องพระพุทธศาสนาก็มีพระพุทธเจ้าองค์เดียว
ถ้าพระองค์ท้อก่อนพระพุทธศาสนาก็ไม่มาถึงเรา...ท่านไม่เคยท้อเลยแม้เจอปัญหา
มากมายสารพัดรูปแบบ ปัญหามีก็แก้ไป งานเผยแผ่พระพุทธ
ศาสนาก็ยังคงต้องทำไปเพื่อประโยชน์ชาวโลก
ใจของพระพุทธเจ้าพระองค์ทำอย่างหนักแน่นมั่นคงและสงบนิ่ง
วางเฉยไม่ใช่นั่งนิ่งๆ แล้วไม่ต้องทำอะไร พระองค์วางอุเบกขาตลอด คือ
ใจไม่ได้กระเพื่อมไปด้วยเลย พระองค์ทรงเผยแผ่ศาสนาไม่ได้หยุดเลย แม้
อาพาธหนักจะปรินิพพานแล้ว ยังมีพราหมณ์สุภัททะมาถามปัญหา
พระองค์ก็โปรดจนสุภัททะบรรลุอรหันต์ นั่นคือ
พระองค์ทำหน้าที่ของความเป็นพระพุทธเจ้า เป็นบรมครู ความเป็นพระศาสดาของโลก
เป็นครูของมนุย์และเทวดาทั้งหลายจนถึงนาทีสุดท้ายของชีวิต
ไม่ได้วางเฉยเลยในด้านกายภาพ วางเฉยในด้านจิตใจ
และทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดไม่เคยหยุดนิ่งเลย
ถ้าเราทำได้อย่างพระพุทธเจ้า ชีวิตเราจะประสบความสำเร็จ
และมีความสุขอย่างเย็นๆ ด้วย
เครื่องช่วยในการปล่อยวาง
1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร
2. หมั่นเจริญมรณานุสติ
3. หมั่นนั่งสมาธิ
1. ระลึกถึงความจริงในวัฏสงสาร
เมื่อไรที่ใจเราขยายใจให้กว้าง มองวงจรการเวียนว่ายตายเกิด
โลกทัศน์เราจะกว้างขึ้น เรารู้สึกว่าปัญหามันก็ไม่เท่าไร
เมื่อไรใจเราขยายกว้างมองเห็นภาพรวมทั้งหมด เราจะมองเห็นปัญหานิดเดียว
แต่ใจเราไปขยายปัญหาเอง จากเข็มให้เป็นเสาเข็ม
พวกเราเคยเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน เคยเป็นมาหมดแล้ว ไม่ว่าจะราชา ราชินี
มหาเศรษฐี ยาจก คนพิการ คนชั้นล่างชั้นต่ำ เทวดานางฟ้า
หรือตกนรกก็ผ่านกันมาแล้ว ขนาดพระพุทธเจ้าแม้เป็นนิยตะโพธิสัตว์แล้ว คือ
ได้รับพุทธพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระ พุทธเจ้าเที่ยงแท้แน่นอนในอนาคต
จะไม่ลงอเวจีมหานรก แสดงว่าขุมตื้้นๆ ยังลงได้ ระดับนิยตะโพธิสัตว์ยังลงได้
พวกเราก็ไม่รอดเหมือนกัน ไม่ได้ตกแค่วันสองวัน แต่เป็นล้านๆ ปี
ความทุกข์ในโลกนี้เทียบไม่ได้กับตอนอยู่ในนรก
แม้ขุมที่ตื้นที่สุด คือขุมที่
1 สัญชี วมหานรก ที่โดนนายนิรยบาลจับตรึงไว้แล้วหั่นร่างออกเป็นแว่นๆ
ตายเกิดๆ วันละหลายล้านหน ดังนั้น
ถ้าให้เลือกคงไม่มีใครเลือกความทุกข์แบบในนรก ความทุกข์ที่ว่าหนักๆ
บนโลกนี้ ยังหนักไม่จริงเมื่อเทียบกับความทุกข์ในนรก
เรามีกายมนุษย์ ได้
พบพระพุทธศาสนา ได้สร้างบุญกุศล มันยิ่งกว่าวิมานบนดิน
แม้แต่เทวดายังอิจฉาเรา เพราะเขาอยู่ในช่วงเสวยบุญ เขาอยากสร้างบุญอย่างเรา
กาฬเทวิลดาบสผู้ที่พยากรณ์เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติได้ไม่กี่วันว่าจะออก
บวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ได้ไปเกิด บนชั้นพรหม
ก็ยังเสียใจที่อยู่ไม่ทันพระพุทธเจ้าไม่ได้ฟังธรรม แล้วเราจะกลุ้มไปทำไม
ให้ใช้โอกาสที่เราเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา
สั่งสมบุญให้เต็มที่อย่างนี้ถึงจะถูกหลักวิชชา
ใครที่คิดว่าเรากำลังกลุ้มมีความทุกข์ที่สุดในโลก ให้เลิกเถิด
ให้พลิกมุมมองว่า คนอย่างเราเทวดานางฟ้า พรหมยังอิจฉา จะมากลุ้มทำไม
เพราะเราได้มีโอกาสสร้างบุญกุศล เราก็ต้องทำในสิ่งนั้น
แต่ถ้าเป็นพวกกินเหล้าเมายา เทวดาไม่อิจฉาหรอกนะ เขาจะสงสาร
เราต้องใช้กายมนุษย์ทำในสิ่งที่ควร
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นคุณที่สุดในชีวิตเรา
เมื่อเราขยายใจเห็นวงจรชีวิตในวัฏสงสาร เราจะพบว่าปัญหาใหญ่ๆ ที่เราเจอนั้นเราสามารถหยิบออกไปได้ไม่ยากเท่าไร
2. หมั่นเจริญมรณานุสติ และ 3. หมั่นนั่งสมาธิ
เมื่อเรากลุ้มมากๆ ไม่หลุดจากใจ เราลองคิดซิว่า
หากเราจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 1 ชั่วโมง เราจะทำอะไร
เราจะพบว่าเราไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม มันหลุดไปจากใจแล้ว
แต่ถ้าคิดว่าเราจะอยู่บนโลกนี้ไปอีก 50 ปี 100 ปี
หรืออยู่แบบไม่มีวันตายมันรู้สึกมีอารมณ์น่ากลุ้ม
ถ้าอยู่อีกชั่วโมงก็ไม่รู้จะกลุ้มไปทำไม ดังนั้น เจริญมรณานุสติบ่อยๆ
แล้วจะได้คิด...
เรารู้ตัวหรือเปล่าว่าพวกเราเป็นนักโทษประหารกันหมด
ถ้าเทียบเวลาของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดุสิต วันหนึ่ง คืนหนึ่งบนนั้น เท่ากับ
400 ปีบนโลกมนุษย์ อายุเราสมมติ 100 ปี เท่ากับ 6
ชั่วโมงบนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าใครเกิดตอนนี้ ก็เป็นนักโทษประหาร 6 ชม.
บนสวรรค์ชั้นดุสิต ถ้าเรามา 50 ปีแล้ว ก็เหลือ 3 ชั่วโมง
ไม่ต่างจากนักโทษที่ขึ้นตะแลงแกง แล้วเราจะอะไรกันนักกันหนา
เพราะฉะนั้นนึกถึงความตายบ่อยๆ เรื่องที่ไม่หลุดมัน จะหลุดไปง่าย
เราจะได้คิด ไม่ใช่หดหู่ และมีทางออก
คือใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าด้วยการสร้างบุญกุศล แต่ละวันได้ทำบุญทาน
รักษาศีล ศีล 5 บ้าง 8 บ้าง และได้เจริญภาวนา
ถ้าอย่างนี้ให้ปลื้มใจและเป็นสุขใจได้ทุกวันว่า
เวลาที่เราเหลืออยู่วันนี้อีก 1 วัน เป็น กำไรชีวิตของเรา
บุญกุศลที่เราทำใน 1 วัน
จะส่งผลเป็นความสุขของเราเองต่อๆไปอีกยาวนานมากนับล้านๆ ปี
เพราะเราทำบุญถูกเนื้อนาบุญ ทำบุญอย่างถูกหลักวิชชา ทำบุญถูกเนื้อนาบุญ
และรู้จักการน้อมนำใจมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ 7 เราทำบุญน้อยได้ผล มาก
เพราะ "ถูกหลักวิชชา" เปรียบกับเนื้อนาดี ดินดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์
หว่านนิดหน่อยก็ให้ผลงอกงามเยอะ ถ้าเป็นนาดอน น้ำแห้ง ปุ๋ยไม่มี
มันก็เหี่ยว รอดมาก็ออกรวงนิดๆ หน่อยๆ เรามีจังหวะดีอย่างนี้
ให้ใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ เราจะวางอารมณ์ที่ ทำให้เรากลุ้มได้
แล้วมาทำในสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ที่แท้จริงของชีวิตเรา
เพราะฉะนั้น หัวใจ คือ "ต้องตั้งใจนั่งสมาธิทุกวัน" พอใจใสๆ
อารมณ์เบิกบานจะเกิดขึ้น ใจที่หมองๆ จะคลาย บุญจะหล่อเลี้ยงใจ
แล้วความคิดในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล
ก็จะหนักแน่นมั่นคงขึ้นด้วยเมื่อใจหยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย
ตรงตามที่หลวงปู่วัดปากน้ำ กล่าวไว้ว่า "หยุดเป็นตัวสำเร็จ"
สำเร็จทั้งทางโลก สำเร็จทั้งทางธรรม
เพราะเมื่อใจหยุดที่ศูนย์กลางกายเมื่อไร ใจเราจะมีพลานุภาพ
จะปฏิบัติหน้าที่การงานทุกอย่างก็สำเร็จ กำลังบุญก็หนุนส่ง
จะปฏิบัติธรรมะก็สำเร็จอีกเช่นเดียวกัน และใจที่หยุด คือใจที่ปล่อยวางได้
แล้วสงบนิ่ง นำเราไปสู่ความสุขทั้งชาตินี้ ชาติหน้าตลอดไป
"ออกไปสร้างความดีให้มากมาย แล้วกลับมานั่งทำใจนิ่งสบายๆ ในอาศรม" รวบรวมธรรมะและข้อคิดดีๆ จากการฟังธรรม อ่านธรรมะ แล้วนำมาแชร์ให้พี่น้องสาธุชน
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมาอะระหัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สัมมาอะระหัง แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557
โพชฌงคปริตร พระธรรมเทศนา โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)
[36]
4 มิถุนายน พ.ศ. 2497
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส. (3 หน)
ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา. เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส.
| โพชฺฌงฺโค สติสงฺขาโต | ธมฺมานํ วิจโย ตถา |
| วิริยมฺปีติปสฺสทฺธิ- | โพชฺฌงฺคา จ ตถาปเร |
| สมาธุเปกฺขโพชฺฌงฺคา | สตฺเต เต สพฺพทสฺสินา |
| มุนินา สมฺมทกฺขาตา | ภาวิตา พหุลีกตา |
| สํวตฺตนฺติ อภิญฺญาย | นิพฺพานาย จ โพธิยา |
| เอเตน สจฺจวชฺเชน | โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา |
| เอกสฺมึ สมเย นาโถ | โมคฺคลฺลานญฺจ กสฺสปํ |
| คิลาเน ทุกฺขิเต ทิสฺวา | โพชฺฌงฺเค สตฺต เทสยิ |
| เต จ ตํ อภินนฺทิตฺวา | โรคา มุจฺจึสุ ตํขเณ |
| เอเตน สจฺจวชฺเชน | โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา |
| เอกทา ธมฺมราชาปิ | เคลญฺเญนาภิปีฬิโต |
| จุนฺทตฺเถเรน ตญฺเญว | ภณาเปตฺวาน สาทรํ |
| สมฺโมทิตฺวา จ อาพาธา | ตมฺหา วุฏฺฐาสิ ฐานโส |
| เอเตน สจฺจวชฺเชน | โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา |
| ปหีนา เต จ อาพาธา | ติณฺณนฺนมฺปิ มเหสินํ |
| มคฺคาหตกิเลสา ว | ปตฺตานุปฺปตฺติธมฺมตํ |
| เอเตน สจฺจวชฺเชน | โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทาติ |
เริ่มต้นธรรมเทศนาว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ เป็น อาทิ นี้เป็นคำของพระอังคุลิมาลเถรท่านแสดงไว้ ท่านเชิดความจริงความสัตย์ของท่าน ให้พุทธบริษัทจำไว้เป็นเนติแบบแผน เมื่อครั้งหนึ่งพระองคุลิมาลเถร ไปพบหญิงปวดครรภ์ เต็มที่ จะคลอดบุตร แต่มันคลอดไม่ออก มันจะถึงกับตาย ร้องให้พระองคุลิมาลเถรช่วย พระองคุลิมาลเถรจึงได้เปล่งวาจาช่วยหญิงคลอดบุตรนั้นว่า ยโตหํ ภคินิ อริยาย ชาติยา ชาโต นาภิชานามิ สญฺจิจฺจ ปาณํ ชีวิตา โวโรเปตา เตน สจฺเจน โสตฺถิ เต โหตุ โสตฺถิ คพฺภสฺส. แปลเป็นสยามภาษาว่า ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่เราเกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ ไม่ มีใจแกล้งเลย ที่จะปลงสัตว์ที่มีชีพและชีวิต ด้วยความสัตย์อันนี้ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดี จงมีแก่ครรภ์ของท่าน พอขาดคำเท่านี้ หญิงนั้นคลอดบุตรผลุดทีเดียว หายจากทุกข์ภัยกัน การคลอดบุตรเมื่อคลอดเสียแล้ว มันก็หายทุกข์หายภัย หายลำบากแก่มารดาผู้คลอด เหมือน ท้องผูกถ่ายอุจจาระไม่ออก มันก็เดือดร้อนแก่เจ้าของ แต่พอออกมาเสียแล้วก็หมดทุกข์กัน นี้ ด้วยความสัตย์อันนี้แหละ คลอดบุตรก็ง่ายเต็มที นี่บทต้น
บทที่ 2 รองลงไป นี่พระองค์ทรงรับสั่งเองว่า โพ ชฺฌงฺโค สติสงฺขาโต ธมฺมานํ วิจโย ตถา วิริยมฺปีติปสฺสทฺธิโพชฺฌงฺคา จ ตถาปเร สมาธุเปกฺขโพชฺฌงฺคา สตฺเต เต สพฺพทสฺสินา มุนินา สมฺมทกฺขาตา ภาวิตา พหุลีกตา สํวตฺตนฺติ อภิญฺญาย นิพฺพานาย จ โพธิยา เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา. แปลเป็นสยามภาษาว่า โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง, ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง, วิริยสัมโพชฌงค์ ประการ หนึ่ง, ปีติสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง, ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง, สมาธิสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง, อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ประการหนึ่ง เหล่านี้ อันพระมุนีเจ้าผู้ทรงเห็นธรรม ทั้งปวง กล่าวไว้ชอบแล้ว ภาวิตา พหุลีกตา อันบุคคลเจริญธรรมให้มากแล้ว สํวตฺตนฺติ ย่อม เป็นไปพร้อม อภิญฺญาย เพื่อความรู้ยิ่ง นิพฺพานาย เพื่อนิพพาน โพธิยา เพื่อความตรัสรู้ ด้วยความสัตย์อันนี้ ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ นี่เป็นบทต้น ของโพชฌงค์
บทที่ 2 รองลงไป เอกสฺมึ สมเย นาโถ โมคฺคลฺลานญฺจ กสฺสปํ คิลาเน ทุกฺขิเต ทิสฺวา โพชฺฌงฺเค สตฺต เทสยิ เต จ ตํ อภินนฺทิตฺวา โรคา มุจฺจึสุ ตํขเณ เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา. เอกสฺมึ สมเย ในสมัยอันหนึ่ง นาโถ พระ โลกนาถเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็น พระโมคคัลลานะและพระกัสสปะอาพาธถึงซึ่งความเวทนาแล้ว ทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง 7 ประการ ท่านทั้ง 2 คือพระโมคคัลลานะกับพระกัสสปะ ยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า โรคก็หายไปในขณะนั้น ด้วยอำนาจความกล่าวสัตย์อันนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านในกาล ทุกเมื่อ
บทที่ 3 ต่อไป เอกทา ธมฺมราชาปิ เคลญฺเญนาภิปีฬิโต จุนฺทตฺเถเรน ตญฺเญว ภณาเปตฺวาน สาทรํ สมฺโมทิตฺวา จ อาพาธา ตมฺหา วุฏฺฐาสิ ฐานโส เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพาทา. เอกทา ครั้งหนึ่ง ธมฺมราชาปิ แม้พระธรรมราชาคือพระพุทธเจ้าผู้เป็น เจ้าของธรรม เคลญฺเญนาภิปีฬิโต ผู้อันอาพาธเบียดเบียนแล้ว จุนฺทตฺเถเรน ตญฺเญว ภณาเปตฺวาน ทรงรับสั่งให้พระจุนทเถรแสดงซึ่งโพชฌงค์นั้นแหละ พระองค์ทรงสดับโพชฌงค์ เช่นนั้นแล้ว ร่าเริงบันเทิงพระทัย อาพาธก็หายไปโดยฐานะอันนั้น เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วย อำนาจความสัตย์อันนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ
บทที่ 4 ต่อไป ปหีนา เต จ อาพาธา ติณฺณนฺนมฺปิ มเหสินํ มคฺคาหตกิเลสา ว ปตฺตานุปฺปตฺติธมฺมตํ เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทาติ. อาพาธ ทั้งหลายเหล่า นั้น อันท่านผู้แสวงหาซึ่งคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ท่าน ละได้แล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดขึ้นอีกเป็น ธรรมดา ดุจกิเลสอันมรรคบำบัดแล้ว หรืออันมรรคกำจัดแล้ว ด้วยอำนาจสัจจวาจานี้ ขอ ความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ นี่แปลมคธเป็นสยามภาษาฟังเพียงแค่นี้ ท่านผู้แปลบาลีฟัง ออก เข้าใจแล้ว แต่ว่าท่านผู้ไม่ได้เรียนอรรถแปลแก้ไขยังไม่เข้าใจ ต้องอรรถาธิบายลงไปอีก ชั้นหนึ่ง
ในบทต้นว่าพระองคุลิมาลเถรเจ้า ท่านเป็นผู้กระทำบาปหยาบช้ามากนัก ก่อนบวชใน พระธรรมวินัยของพระศาสดา ฆ่ามนุษย์เสีย 999 ชั้นต้นก็ทำดีมา ได้เล่าเรียนศึกษาวิชา จวนจะสำเร็จแล้ว ถูกอาจารย์ลงโทษจะทำลายชีวิตเสีย เกิดต้องทำกรรมหยาบช้าลามก เศร้าโศกเสียใจเหมือนกัน ฆ่ามนุษย์เกือบพัน 999 คน พระทศพลเสด็จไปทรมานองคุลิมาลโจรนั้น ละพยศร้าย กลับกลายบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน ชาวบ้านชาวช่องกลัวกันนัก ขึ้นชื่อว่าองคุลิมาลโจรละก้อ ซ่อนตัวซ่อนเนื้อทีเดียว กลัวจะทำลายชีวิตเสีย กลัวนักกลัวหนา กลัวยิ่งกว่าเสือยิ่งกว่าแรด ไปอีก เพราะเหตุว่าองคุลีมาลโจรผู้นี้เป็นคนร้ายสำคัญ ถ้าว่าจะฆ่าใครแล้วไม่กลัวใครทั้งนั้น ฆ่าแล้วตัดเอาองคุลีไปร้อย จะไปเรียนวิชาเป็นเจ้าโลก เมื่อจำนนฤทธิ์พระบรมศาสดาเข้า ยอมบวชในพระธรรมวินัยของพระศาสดาแล้ว บวชแล้วไปบิณฑบาต หญิงท้องแก่ท้องอ่อน ไม่เข้าใจ พอได้ยินข่าวว่าพระองคุลิมาลมาละก้อ ซ่อนเนื้อซ่อนตัว วิ่งซุกวิ่งซ่อนกัน ได้ข่าว ว่าหญิงท้องแก่ลอดช่องรั้ว ลูกทะลักออกมาทีเดียว ด้วยกลัวพระองคุลิมาล คราวนี้ท่านไป ในที่สมควร หญิงที่กำลังจะคลอดบุตรอยู่นั่นหนีไม่พ้น ไปไม่ได้ ก็ร้องให้องคุลิมาลช่วย พระองคุลิมาลเป็นพระอรหันต์แล้ว สงสารหญิงที่กำลังคลอดบุตรนั้น ก็กล่าวคำสัตย์คำจริง ขึ้นว่า ยโตหํ ภคินิ ฯลฯ ว่า ดูก่อนน้องหญิง เราเมื่อได้เกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ ไม่ได้แกล้ง ปลงสัตว์จากชีวิตเลย ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดี จงมีแก่ครรภ์ของท่าน ขาดคำเท่านี้หญิงนั้นคลอดบุตรผลุดทีเดียว นี่ยกข้อไหนให้จำไว้เป็น ตำรับตำรา เป็นภิกษุก็ดี เป็นอุบาสกอุบาสิกก็ดี ในพระธรรมวินัยของพระศาสดา ในศาสนา ของพระพุทธเจ้า นี้เป็นคำของพระอรหันต์ พระองคุลิมาลท่านเป็นพระอรหันต์เสียแล้ว ท่านจะกล่าวถ้อยคำว่าตั้งแต่ท่านเกิดมาไม่ได้ฆ่าสัตว์เลยนะ ไม่ได้มีใจแกล้งฆ่าสัตว์เลยนะ ท่านกล่าวไม่ได้ ท่านเป็นคนร้ายมา พึ่งกลับมาเป็นคนดีเมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อเกิดเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านจึงได้ชี้ชัดว่า จำเดิมแต่เราเกิดแล้วโดยชาติเป็นอริยะ ไม่ได้ แกล้งปลงสัตว์จากชีวิตเลย นี่ความจริงของท่าน ท่านยกเอาความจริงอันนี้แหละขึ้นเชิดที่ ท่านเป็นผู้ประเสริฐ เป็นอริยบุคคลในธรรมวินัยของพระศาสดา ขอความจริงอันนี้แหละ จงบันดาลเถิด ท่านขอความจริงอันนี้ อธิษฐานด้วยความจริงอันนี้ พอขาดคำของท่านเท่านั้น ลูกคลอดทันที นี่ความสัตย์ยกความจริงขึ้นพูด
ไม่ใช่แต่พระองคุลิมาลเท่านั้นที่ยกความจริงขึ้นพูด หญิงแพศยาทำฤทธิ์ทำเดชได้ ยกความจริงขึ้นพูดเหมือนกัน หญิงแพศยาคนหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินยกพยุหเสนาไปพักอยู่ที่ แม่น้ำใหญ่ ว่ายข้ามก็จะไม่พ้น น้ำไหลเชี่ยวเป็นฟอง ไหลปราดทีเดียว เมื่อเขาตั้งพลับพลา ให้พักอยู่ที่คันแม่น้ำใหญ่เช่นนั้น ท่านทรงดำริว่า แม่น้ำใหญ่ไหลเชี่ยวขนาดนี้ จะมีใครผู้ใด ผู้หนึ่งอาจสามารถจะทำให้น้ำไหลกลับได้บ้าง ทรงดำริดังนี้ รับสั่งแก่มหาดเล็กเด็กชาของ พระองค์ มหาดเล็กเด็กชาของพระองค์ก็ไปเที่ยวป่าวร้องหาว่าผู้ใดใครผู้หนึ่งอาจสามารถ ทำให้น้ำในแม่น้ำนี้ไหลกลับขึ้นได้บ้าง หญิงแพศยาคนหนึ่งรับทีเดียว ว่าฉันเองจะทำให้ น้ำไหลกลับได้ เพราะนางเป็นแพศยาก็จึงมั่นใจว่าชายคนใดไม่ว่าชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ ให้เงินเพียงค่าบาทหนึ่ง ปฏิบัติเพียงเท่านี้ ให้เงินค่า 2 บาท ปฏิบัติเพียงเท่านี้ 3 บาท ปฏิบัติเพียงเท่านี้ พอแก่ค่าของเงินเท่านั้น เหมือนกันไม่ได้ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นต่ำ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำไปตามหน้าที่ของตัว ความสัตย์มีอย่างนี้ นางเมื่อ ราชบุรุษพาไปเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินทรงรับสั่งว่า เจ้าหรือ อาจจะทำให้น้ำไหล กลับได้ พะย่ะค่ะ หม่อมฉันอาจสามารถจะทำให้น้ำไหลกลับได้ เจ้าจะต้องการอะไร ธูปเทียนดอกไม้จะหาให้ ถ้าเจ้าทำน้ำให้ไหลกลับได้ตามคำกล่าวของเจ้าแล้ว เราจะรางวัล ให้หนักมือทีเดียว ถ้าว่าเจ้าทำน้ำไหลกลับไม่ได้ เจ้าจะมีโทษหนักทีเดียว นางจุดธูปเทียนตั้ง สัตยาธิษฐานหันหน้าไปทางด้านแม่น้ำ ยกเอาความสัตย์นั่นเองอธิษฐานว่า เดชะปุญญาภินิหารความสัตย์ความจริงของหม่อมฉันได้สั่งสมอบรมมา ตั้งแต่เป็นหญิงแพศยา ได้ปฏิบัติ ชายผู้หนึ่งผู้ใดที่มาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติโดยค่าควรแก่บาทหนึ่ง ควรแก่ 2 บาท ควร แก่ 3 บาท ตามหน้าที่ ความจริงทำอยู่ดังนี้ ไม่ได้เคลื่อนคลาดไปแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าว่าความสัตย์จริงอันนี้ของหม่อมฉัน จริงดังหม่อมฉันอธิษฐานดังนี้แล้ว ขออำนาจความ สัตย์นี้ จงบันดาลให้น้ำไหลกลับโดยฉับพลันเถิด พออธิษฐานขาดคำเท่านั้น น้ำไหลกลับอู้ ไหลลงเชี่ยวเท่าใดก็ไหลขึ้นเชี่ยวเท่านั้นเหมือนกัน พอกันทีเดียว พระเจ้าแผ่นดินเห็นอัศจรรย์ เช่นนั้น ก็ให้เครื่องรางวัลแก่หญิงแพศยานั่นอย่างพอใจ ให้เป็นนายหญิงแพศยาต่อไป แล้ว ก็ให้บ้านส่วยสำหรับพักพาอาศัยอยู่ไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ ละ เป็นสุขสำราญเบิกบานใจ ทีเดียว หญิงแพศยาผู้นั้น
นี่ความสัตย์โดยความชั่วยังเอามาใช้ได้ ส่วนพระองคุลิมาลเถรเจ้านี้ ท่านยกสัตย์ ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นอธิษฐาน หญิงคลอดบุตรไม่ออก พอขาดคำ หญิงคลอดบุตร ผลุดออกไป อัศจรรย์อย่างนี้ นี่ใช้ความสัตย์อย่างนี้ ติดขัดเข้าแล้ว อย่าเที่ยวใช้เรื่องเลอะๆ เหลวๆ บนผีบนเจ้า นั่นไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระอรหันต์เลย พวกนั้นไม่ได้ ฟังธรรมของสัตบุรุษเลย ความเห็นจึงได้เลอะเทอะเหลวไหลเช่นนั้น ไม่ถูกหลักถูกฐาน ถูกทางพุทธศาสนา ถ้าว่ารู้จักหลักทางพุทธศาสนาแล้ว ต้องยกความขึ้นพูดความสัตย์ความ จริง นั่นเป็นข้อสำคัญ ถ้าความบริสุทธิ์ของศีลมีอยู่ ก็ต้องยกความบริสุทธิ์นั่นแหละขึ้นพูด หรือความบริสุทธิ์ของสมาธิมีอยู่ ก็ยกความบริสุทธิ์ของสมาธิขึ้นพูดขึ้นอธิษฐาน หรือแม้ว่า ความจริงของปัญญามีอยู่ก็ยกความจริงของปัญญานั้นขึ้นอธิษฐาน หรือความสัตย์ความจริง ความดีอันใดที่ทำไว้แน่นอนในใจของตัว ให้ยกเอาความดีอันนั้นแหละขึ้นอธิษฐาน ตั้งอก ตั้งใจ บรรลุความติดขัดทุกสิ่งทุกประการ ให้รู้จักหลักฐานดังนี้
นี่ในเรื่องพระองคุลิมาลเถรเจ้าเป็นสาวกของพระบรมศาสดา พระศาสดาทรงรับสั่ง ไว้ในโพชฌงคกถา หรือ โพชฺฌงฺคปริตฺตํ นั้น ปรากฏว่า โพชฌงค์ทั้ง 7 ประการ ตั้งแต่ สติสัมโพชฌงค์ จนกระทั่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ทั้ง 7 ประการเหล่านี้แหละ อันพระมุนีเจ้า ผู้เห็นธรรมทั้งสิ้น ได้กล่าวไว้ชอบแล้ว ถ้าว่าบุคคลใดเจริญขึ้นกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อนิพพาน เพื่อความตรัสรู้ ความจริงอันนี้ ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้แหละ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ ข้อนี้เป็นข้อสำคัญ สติสัมโพชฌงค์ เราจะพึงปฏิบัติ อย่างไร จึงจะได้บรรลุมรรคผลสมมาดปรารถนา ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์
สติสัมโพชฌงค์ เราต้องเป็นคนไม่เผลอสติเลย เอาสตินิ่งอยู่ศูนย์กลางดวงธรรมที่ ทำให้เป็นกายมนุษย์นั่น ตั้งสติตรงนั้นทำใจให้หยุด ไม่หยุดก็ไม่ยอม ทำให้หยุดไม่เผลอทีเดียว ทำจนกระทั่งใจหยุดได้ นี่เป็นตัวสติสัมโพชฌงค์แท้ๆ ไม่เผลอเลยทีเดียว ที่ตั้งที่หมายหรือ กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย กลางกั๊กนั่น ใจหยุด ตรงนั้น เมื่อทำใจหยุดตรงนั้น ไม่เผลอสติทีเดียว ระวังใจหยุด นั้นไว้ นั่งก็ระวังใจหยุด นอน ก็ระวังใจหยุด เดินก็ระวังใจหยุด ไม่เผลอเลย นี่แหละตัวสติสัมโพชฌงค์แท้ๆ จะตรัสรู้ต่างๆ ได้เพราะมีสติสัมโพชฌงค์อยู่แล้ว
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เมื่อสติใจหยุดนิ่งอยู่ก็สอดส่องอยู่ ความดีความชั่วจะเล็ดลอด เข้ามาท่าไหน ความดีจะลอดเข้ามา หรือความชั่วจะลอดเข้ามา ความดีลอดเข้ามาก็ทำใจ ให้หยุด ความชั่วลอดเข้ามาก็ทำใจให้หยุด ดีชั่วไม่พ่องแพวไม่เอาใจใส่ ไม่กังวล ไม่ห่วงใย ใจหยุดระวังไว้ไม่ให้เผลอก็แล้วกัน นั่นเป็นตัวสติวินัย ที่สอดส่องอยู่นั่นเป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์
วิริยสัมโพชฌงค์ เพียรรักษาใจหยุดนั้นไว้ไม่ ให้หาย ไม่ให้เคลื่อนทีเดียว ไม่เป็นไปกับ ความยินดียินร้ายทีเดียว ความยินดียินร้าย เป็น อภิชฌา โทมนัส เล็ดลอดเข้าไปก็ทำใจหยุด นั่นให้เสียพรรณไป ให้เสียผิวไป ไม่ให้หยุดเสีย ให้เขยื้อนไปเสีย ให้ลอกแลกไปเสีย มัวไป ดีๆ ชั่วๆ อยู่เสียท่าเสียทาง เพราะฉะนั้นต้องมีความเพียรกลั่นกล้ารักษาไว้ให้หยุดท่าเดียว นี้ได้ชื่อว่า วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นองค์ที่ 3
ปีติสัมโพชฌงค์ เมื่อใจหยุดละก้อ ชอบอกชอบใจ ดีอกดีใจ ร่าเริงบันเทิงใจ อ้ายนั่นปีติ ปีติที่ใจหยุดนั่น ปีติไม่เคลื่อนจากหยุดเลย หยุดนิ่งอยู่นั่น นั่นปีติสัมโพชฌงค์ นี้เป็นองค์ที่ 4
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิ แปลว่า ระงับซ้ำ หยุดในหยุดๆๆ ไม่มีถอยกัน พอหยุด ก็เข้ากลางของใจที่หยุดนั่น หยุดในหยุด หยุดในหยุดนั่นทีเดียว นั่นปัสสัทธิ ระงับซ้ำเรื่อย ลงไป ให้แน่นหนาลงไว้ไม่คลาดเคลื่อน ปัสสัทธิ
มั่นคงอยู่ที่ใจหยุดนั่น ไม่ได้เป็นสองไป เป็นหนึ่งทีเดียว นั่นเรียกว่า สมาธิ ทีเดียว นั่นแหละ
พอสมาธิหนักเข้าๆ หนึ่งเฉยไม่มีสองต่อไป นี่เรียกว่า อุเบกขา เข้าถึงหนึ่งเฉยแล้ว อุเบกขาแล้ว
นี่องค์คุณ 7 ประการอยู่ทีเดียว นี่อย่าให้เลอะเลือนไป ถ้าได้ขนาดนี้ ภาวิตา พหุลีกตา กระทำเป็นขึ้นแค่นี้ กระทำให้มากขึ้น สํวตฺตนฺติ ย่อมเป็นไปพร้อม อภิญฺญาย เพื่อรู้ยิ่ง นิพฺพานาย เพื่อสงบระงับ โพธิยา เพื่อความตรัสรู้ ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้แหละ ขอความ สวัสดีจงมีแก่ท่านในทุกกาลทุกเมื่อ ความจริงอันนี้ถ้ามีจริงอยู่อย่างนี้ละ รักษาเป็นแล้ว
รักษาโพชฌงค์เป็นแล้ว อธิษฐานใช้ได้ ทำอะไรใช้ได้ โรคภัยไข้เจ็บแก้ได้ ไม่ต้องไป สงสัยละ ความจริงมีแล้วโรคภัยไข้แก้ได้ แก้ได้อย่างไร ท่านยกตัวอย่างขึ้นไว้ เอก สฺมึ สมเย นาโถ โมคฺคลฺลานญฺจ กสฺสปํ คิลาเน ทุกฺขิเต ทิสฺวา โพชฺฌงฺเค สตฺต เทสยิ เต จ ตํ อภินนฺทิตฺวา โรคา มุจฺจึสุ ตํขเณ. เอกสฺมึ สมเย ในสมัยหนึ่ง นาโถ พระ โลกนาถเจ้าทรง ทอดพระเนตรทรงดูพระโมคคัลลานะและพระกัสสปะ อาพาธถึงซึ่งทุกขเวทนา อาพาธเกิด เป็นทุกขเวทนา ทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง 7 ดังกล่าวแล้ว ที่แสดงแล้วนี่ ทรงแสดงโพชฌงค์ ทั้ง 7 ให้ทำใจหยุดลงไว้ ให้นิ่งลงไว้ เมื่อพระองค์ทรงแสดงโพชฌงค์ทั้ง 7 แล้ว ท่านทั้ง 2 พระโมคคัลลานะ กับ พระกัสสปะ มีใจร่าเริงบันเทิงในภาษิตของพระองค์นั้น โรคหายใน ขณะนั้น นี่ความสัตย์อันนี้ ความจริงอันนี้ โรคหายทีเดียว ได้ศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ ทั้ง 3 ท่านนี้ พระโมคคัลลานะก็ดี พระกัสสปะก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ท่านผู้แสวงซึ่งคุณอันยิ่งใหญ่ ท่านเป็น ผู้สำเร็จแล้วยังมีโรคเข้ามาเบียดเบียนได้ เบียดเบียนก็ใช้โพชฌงค์กำจัดเสีย ไม่ต้องไปกินหยูก กินยาที่ไหนเลยสักอย่างหนึ่ง โพชฌงค์เท่านั้นแหละโรคหายไปหมด ดังวัดปากน้ำบัดนี้ ก็ใช้ วิชชาบำบัดโรคเช่นนี้เหมือนกัน ใช้บำบัดโรคไม่ต้องใช้ยา ตรงกับทางพุทธศาสนาจริงๆ อย่างนี้ นี่ชั้นหนึ่ง
นี่พระองค์เอง พระองค์ทรงเอง คราวนี้โดนพระองค์เข้าบ้าง เอกทา ธมฺมราชาปิ เคลญฺเญนาภิปีฬิโต ครั้งหนึ่งแม้พระธรรมราชาคือพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเจ้าของพระธรรมเอง อัน อาพาธเข้าบีบคั้นแล้ว จุนฺทตฺเถเรน ตญฺเญว ภณาเปตฺวาน ทรงรับสั่งให้พระจุนทเถรแสดง โพชฌงค์ 7 ประการนั้นด้วยความยินดี สมฺโมทิตฺวา ทรงบันเทิงพระทัยในโพชฌงค์ที่พระจุนทเถร ทรงแสดงถวายนั้น อาพาธหายไปโดยฉับพลัน ด้วยฐานะอันสมควร ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอ ความสวัสดีจงมีแก่ท่านทุกเมื่อ นี่พระองค์เองอาพาธ พระจุนทเถรแสดงสัมโพชฌงค์ระงับ ก็ หายอีกเหมือนกัน ในท้ายพระสูตรนี้ว่า ปหีนา เต จ อาพาธา อาพาธทั้งหลายเหล่านั้น อัน ท่านผู้แสวงหาซึ่งคุณอันยิ่งใหญ่ แม้ทั้ง 3 ละได้แล้ว มคฺคาหตกิเลสา ว ปตฺตานุปฺปตฺติธมฺมตํ ถึงซึ่งความไม่เกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา ดุจกิเลสอันมรรคกำจัดไปดังนั้น นี่ด้วยความสัตย์จริงอันนี้ ด้วยความกล่าวสัตย์อันนี้ ขอความสวัสดีจงบังเกิดมีแก่ท่านทุกเมื่อ นี่ความจริงเป็นดังนี้
ถ้าเรารู้จักพุทธศาสนาดังนี้ เราจะต้องปฏิบัติให้ถูกหลักฐานความจริงของพระพุทธศาสนา พระองคุลิมาลเถรเจ้า ท่านเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เป็นขีณาสพแล้ว ท่าน ใช้ความสัตย์จริงของท่านขึ้นอธิษฐาน บันดาลให้หญิงคลอดบุตรไม่ออกให้ออกได้ตาม ความปรารถนา ส่วนโพชฌงค์ทั้ง 7 ประการ พระบรมศาสดาจารย์ทรงแสดงให้พระโมคคัลลานะ พระกัสสปะ กำลังอาพาธอยู่ก็หายโดยฉับพลัน แล้วส่วนพระองค์ท่านล่ะ อาพาธขึ้น ทรงรับสั่งให้พระจุนทเถรแสดงโพชฌงค์นั้น อาพาธของพระองค์ก็หายโดยฐานะอันสมควร ทีเดียว นี่หลักอันนี้โพชฌงค์เป็นตัวสำคัญ ประเสริฐเลิศกว่าโอสถใดๆ ในสากลโลกทั้งนั้น เหตุนี้ท่านผู้มีปัญญาเมื่อได้สดับมาในโพชฌงคปริตรนี้ จงมนสิการกำหนดไว้ในใจของตน ทุกถ้วนหน้า
ที่ได้ชี้แจงแสดงมาตามวาระพระบาลี คลี่ความเป็นสยามภาษา ตามมตยาธิบาย พอสมควรแก่เวลา เอเตน สจฺจวชฺเชน ด้วย อำนาจความสัตย์ที่ได้อ้างธรรมปฏิบัติ ตั้งแต่ต้น จนอวสานนี้ ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมีแด่ท่านทั้งหลาย บรรดามาสโมสรในสถานที่นี้ ทุกถ้วนหน้า อาตมภาพชี้แจงแสดงมาพอสมควรแก่เวลา สมมติว่ายุติธรรมีกถาโดยอรรถนิยม ความเพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้.
ฟังเสียงพระพุทธมนต์
วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556
“เราไม่ได้ทำสมาธิมาเพื่อการนี้”
ตอนหนึ่ง ใน “มิจฉาสมาธิ” วันที่ 4 พย.2552 ชมรมพุทธฯดีแทค จัตุรัสจามจุรี ตึกสำนักงาน ชั้น 33
โดย พระครูปลัดภูเบศ ฌานาภิญโญ
(หลังจากชม MV เด็กฝึกพลังจิตในคอร์สจิต ในรายการทีวีหนึ่ง เด็กโชว์การอ่านหนังสือทั้งที่ปิดตา)
พระ อาจารย์บอกว่า การที่เด็กทำแบบนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องของสมอง แต่เป็นเรื่องของจิต เป็นเรื่องของสมาธิ ไม่เกี่ยวกะสมองส่วนกลาง การที่เด็กบอกว่าเห็นเป็นสมองส่วนกลางเพราะเด็กเข้าใจอย่างนั้น
เรื่อง แบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ มีมานานแล้ว สมัยที่พระอาจารย์ยังเรียนอยู่ก็เคยอ่านหนังสือของคนที่มีญาณวิเศษ มองทะลุกำแพงได้ แล้วทีนี้มีญาณอย่างนี้เข้าก็เอาไปใช้เสี่ยงทาย เล่นเกมโชว์ สุดท้ายเอาไปเล่นพนัน เมื่อเห็นอย่างนี้เล่นทีไรก็ชนะ กินคนอื่นหมดตัว ทำไปทำมาก็ไปขัดตาพวกมีอิทธิพลในบ่อน ส่งคนมาฆ่า แต่รอดทุกทีเพราะมองทะลุเห็นหมดว่าใครพกปืนจะมาฆ่าตัว ชีวิตก็ไม่สงบสุขซะที ต้องคอยหลบภัย สุดท้ายก็เป็นโรคตาย
คนที่ว่านี้เค้าก็ฝึกสมาธิมา แต่ฝึกแบบเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ หรือที่รู้จักกันว่า กสิณ
ย้อน กลับมาดูเด็กๆพวกนี้ ตอนเด็กๆยังใสๆมองอะไรเล่นๆไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวนี่สิ ถ้ายังมองทะลุได้ทุกอย่าง รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายเรานี่ มิแย่หรือ อันตรายนะ เสื้อผ้าสองชั้นสามชั้นกันไม่อยู่ อยากเห็นอะไร มองทะลุเข้าไปเห็นได้หมด หรือเอาไปเล่นพนันอย่างกรณีที่แล้ว นี่ก็อันตราย
สมาธิเป็น ของอัศจรรย์ ใครที่ฝึกในระดับหนึ่งแล้ว อย่าว่าแต่ปิดหนังสืออ่าน นับจักรวาลก็ทำได้ คนในหมู่คณะที่เคยเอาสมาธิไปแสดงในเกมโชว์ก็มีนะ ทำได้ดีกว่าด้วยไม่ต้องตั้งท่าปิดตา มองในระยะไกลก็ได้ คือว่าสมัยที่อยู่บ้านธรรมประสิทธิ์กับคุณยาย หลวงพ่อ ก็มีเพื่อนคนหนึ่งนั่งธรรมะดี ได้ญาณ ไปเข้าแข่งขันประลองปัญญา ที่สมัยนั้น ปั๊มเชลล์ จัดรายการนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะคนนั้นเขาเรียนเก่งอยู่แล้ว โอกาสได้แชมป์ก็มี แต่คนนี้ไม่คิดแค่นั้น คิดจะลองวิชา ใช้ตาทิพย์ไปส่องดูคำเฉลยที่อยู่ห่างไปคนละฟาก และตอบตามที่เห็นนั้นแหละ ตอบถูก ตอบตรงทุกตัวอักษร คนดูฮือฮากันใหญ่ และรางวัลที่หนึ่งก็ตกเป็นของเค้าอย่างง่ายๆ พอกลับมาก็ไปอวดให้เพื่อนๆฟัง แต่พอไปถึงหูหลวงพ่อธัมมชโย(ตอนนั้นยังไม่ได้บวช) ก็ตำหนิกลับมาเลยว่า “ไป แย่งชิงรางวัลของคนที่สมควรจะได้ มันใช้ได้ที่ไหน เราไม่ได้ทำสมาธิมาเพื่อการนี้ สมาธิมีไว้หาพระรัตนตรัยในตัว ต่อไปอย่าทำอีก” ถึงกับจ๋อยเลย
สมาธิที่เล่ามานี่ เป็นตัวอย่างหนึ่งในสองสมาธิที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน สมาธิในฝั่งเราที่เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวก็มี เรียกว่า สัมมาสมาธิ ของฝั่งเค้าก็มีเหมือนกัน เรียกว่า มิจฉาสมาธิ ก็คือที่เล่ามาแล้วนี่เอง ดังนั้นทุกคนจำไว้ให้ดีนะ เราไม่ได้มาทำสมาธิเพื่อการอื่นนอกจากการ "เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัว”ฯ
ป้ายกำกับ:
ธรรมะ,
บรรยายธรรม,
พิจารณาตนเอง,
สมาธิ,
สัมมาอะระหัง,
Dhamma
วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555
“สัมมาอะระหัง”
คำว่า “สัมมาอะระหัง” เป็นภาษาบาลี มีศัพท์ควบคู่กันอยู่ ๒ ศัพท์ “สัมมา” ศัพท์หนึ่ง “อะระหัง” ศัพท์หนึ่ง
“สัมมา” เป็นศัพท์ที่มีความหมายสูง แปลว่า ชอบในพระพุทธคุณ ๙ บท
ท่านเอาศัพท์นี้เข้าคู่กับ “สัมพุทโธ”
เป็นสัมมาสัมพุทโธเป็นบทแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้า
แปลว่าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ นอกจากใช้ในบทพระพุทธคุณแล้ว
ยังมีใช้ในองค์อริยมรรค ๘ ด้วย โดยมีคำว่า สัมมา ควบองค์มรรคอยู่ทุกข้อเป็น
สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น
ส่วนศัพท์ว่า
“อะระหัง” เป็นพระพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์
เมื่อเข้าคู่กันเป็น สัมมาอะระหัง ก็แปลว่า
พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ คือ ถูกต้อง ไม่ผิด โดยนัยว่าบทบริกรรม
“สัมมาอะระหัง” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงมีความหมายสูง
และอยู่ในขอบข่ายของพุทธานุสสติโดยแท้
บท
“สัมมาอะระหัง” นี้ โบราณาจารย์สมัยก่อนท่านแยกพรรณนาพระพุทธคุณทีละอักษร
ในบทภาวนานี้ มี ๕ อักษร คือ สัม, มา, อะ, ระ, หัง
แต่ละอักขระหรือแต่ละอักษรไปนี้
ท่านโบราณาจารย์ได้ให้ความหมายไว้ดังต่อไปนี้
(สัม)
สงฺขตาสงฺขเต ธมฺเม สมฺมา เทเสติ ปาณินํ
สํสารสฺส วิฆาเฏติ สมฺพุทฺธํปิ นมามิหํ ฯ
๑. พระพุทธองค์ทรงแสดงสังขตธรรมและอสังขตธรรม โดยชอบแก่สัตว์ทั้งหลาย
๒. พระพุทธองค์ ทรงทำลายการเวียนเกิดเวียนตายได้
๓. พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขอนมัสการ
พระคาถาบทนี้ท่านบอกอุปเท่ห์ คือวิธีใช้ไว้ว่า ให้ภาวนาก่อนจะเข้าสู่สงคราม หาผู้ทำร้ายมิได้แล
(มา)
มาตาว มานปาลิเต มานสตฺเต ปมทฺทิ โย
มานิโต เทวสงฺเฆหิ มานฆาตํ นมามิหํ ฯ
๑. พระพุทธองค์ทรงย่ำยีสัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) ที่มานะ (ความถือตัว) เลี้ยงไว้ดุจมารดา
๒. พระพุทธองค์ อันหมู่ทวยเทพยอมรับนับถือ
๓. พระพุทธองค์ทรงทำลายมานะได้
ข้าพเจ้าขอนมัสการ
พระคาถาบทนี้ ท่านบอกอุปเท่ห์ไว้ว่า ภาวนาเพื่อทำคนแข็งให้อ่อน
หมายความว่า ถ้าบังเอิญท่านต้องเผชิญกับคนใจแข็ง ให้มีอันแข็งข้อ
แข็งกระด้างเอากับท่านอย่างนี้แล้ว โบราณาจารย์ท่านแนะนำให้ใช้คาถาบทนี้
แก้ไขเหตุการณ์
(อะ)
อนุสฺสาหสพฺพสตฺตานํ อนุสฺสาเหติ โย ชิโน
อนนฺตคุณสมฺปนฺโน อนฺตคามี นมามิหํ ฯ
๑. พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนคนไม่มีอุตสาหะ ให้มีความอุตสาหะ
๒. พระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมไม่สิ้นสุด
๓. พระพุทธองค์ทรงถึงที่สุดแห่งทุกข์
ข้าพเจ้าขอนมัสการ
พระคาถาบทนี้ ท่านบอกอุปเท่ห์ไว้ว่า ภาวนาป้องกันเสือและจระเข้
หมายความว่า ถ้าท่านต้องเข้าป่าที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม
หรือต้องลงน้ำในย่านที่มีสัตว์น้ำอันตราย ถ้าทำใจให้เป็นสมาธิ
ภาวนาคาถาบทนี้ จะป้องกันสัตว์ร้ายได้
(ระ)
รโต นิพฺพานสมฺปตฺโต รโต โส สตฺตโมจโน
รมาเปติธ สตฺเต โย รมทาตํ นมามิหํ ฯ
๑. พระพุทธองค์ทรงยินดีในธรรม ได้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน
๒. พระพุทธองค์ทรงปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นทุกข์
๓. พระพุทธองค์ทรงยังสัตว์ให้ยินดีในพระนิพพาน
๔. พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงประทานให้ซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่ยินดี
ข้าพเจ้าขอนมัสการ
พระคาถาบทนี้ ถ้าใครยึดมั่นท่องบ่นภาวนาเป็นนิจ สามารถป้องกันการกระทำคุณผีและคุณคนทั้งปวงได้
(หัง)
หญฺญติ ปาปเก ธมฺเม หํสาเปติ ปทํ ชนํ
หํสมานํ มหาวีรํ หนฺตปาปํ นมามิหํ ฯ
๑. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปธรรม
๒. พระพุทธองค์ยังชนให้ยินดี ซึ่งทางฆ่าบาปนั้น
๓. พระพุทธองค์ทรงร่างเริง
๔. พระพุทธองค์ทรงกล้าหาญยิ่งใหญ่
๕. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปได้แล้ว
ข้าพเจ้าขอนมัสการ
พระคาถาบทนี้ โบราณาจารย์ท่านแนะนำว่า ให้หมั่นเพียรภาวนาเมื่อจะเข้าสู่ณรงค์สงคราม ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้
พระคาถา แสดงความหมายว่า แต่ละอักขระของบท สัมมาอะระหัง
ที่นำมาลงไว้พร้อมทั้งอุปเท่ห์
คือวิธีใช้นี้สำหรับผู้ที่นับถือและเชื่อมั่นภาวนาให้จริงจัง
จนจิตเป็นสมาธิมั่นคง ย่อมได้ผลจริงดังใจหมาย
ที่มา [http://www.watpaknam.org/meditation/page_07.php]
ป้ายกำกับ:
การปฏิบัติธรรม,
ธรรมะ,
สัมมาอะระหัง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



