แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธทาสภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธทาสภิกขุ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การบริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมอันหนัก

ผู้บุกเบิกให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ ในช่วงแรกมักจะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วย เพราะขัดกับความคุ้นเคยเดิม แม้ในวงการพระ พุทธศาสนาก็เช่นกัน พระมหาเถระผู้มีคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาจำนวนมาก ต่างก็ประสบกับการวิพากษ์โจมตีอย่างหนักมาแล้ว เพราะคนเรา พอไม่เข้าใจก็ไม่ชอบ จึงหาเรื่องจับผิด ด่าว่า ใส่ร้ายป้ายสี อาทิ


- พระเดชพระคุณหลวงปู่สด จนฺทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้มุ่งสั่งสอนสมาธิ "วิชชาธรรมกาย" ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เคยถูกกล่าวหาว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก อวดอุตริ และกุข่าวว่าถูกเจ้าคุณโชดกฯ สอนให้กลับตัวกลับใจ ซึ่งไม่จริงทั้งสิ้น ท่านเคยกล่าวว่า "เราจะฆ่าตัวเองด้วยความปรารถนาลามกทำไม"
- พระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เดินธุดงค์ตั้งใจปฏิบัติธรรม บุกเบิกสร้างพระป่าสายอีสาน ก็เคยถูกครหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนวิจารณ์ว่าสอนผิดจากพระไตรปิฎก ที่บอกว่าไปสนทนาธรรมกับพระอรหันต์ที่นิพพานแล้วได้



- ครูบาศรีวิชัย ผู้นำศิษยานุศิษย์สร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพสำเร็จในเวลาเพียง 3 เดือน และบุกเบิกเผยแผ่ธรรมะอย่างกว้างขวางในแดนล้านนา ก็เคยถูกใส่ร้ายป้ายสี จนถูกจับขังถึง 3 ครั้ง ปลดจากเจ้าอาวาส ถูกคุมตัวเข้ากรุงเทพฯ
- สมเด็จพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ผู้วางรากฐานให้ มจร. เติบใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์หลักในปัจจุบัน ส่งพระไทยไปเรียนกรรมฐานกับพระพม่า กลับมาบุกเบิกสร้างสายธรรมปฏิบัติยุบหนอพองหนอในไทย ก็เคยถูกข้อกล่าวหาจากสังฆนายกในยุคนั้นว่าปาราชิก และสมเด็จพระสังฆราชมีพระบัญชาให้สึก ถึงขนาดถูกจับสึกเปลื้องผ้าเหลืองออก ต้องนุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่สันติบาล 4 ปี แต่สุดท้ายศาลก็พิพากษาว่าท่านไม่ผิดจึงกลับมาครองผ้าเหลืองใหม่ ก่อนมรณภาพได้เป็นถึงผู้รักษาการแทนสมเด็จพระสังฆราช
- หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ผู้บุกเบิกการปฏิบัติแบบมโนมยิทธิ ก็เคยถูกกล่าวหาว่าปาราชิกเพราะอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าไปสวรรค์ ไปนิพพานได้


 
- หลวงพ่อพุทธทาส ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า เพราะเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ถือใบลาน ซึ่งคนยุคนั้นไม่คุ้น ถูกกล่าวหาว่าเป็นพระมหายาน พระนอกรีต เพราะชอบสอนเรื่องสุญญตา อิงคำสอนของท่านนาคารชุน ชอบแนวคิดแบบเซ็น แต่ท่านก็สามารถดึงปัญญาชนจำนวนมากให้หันมาสนใจศึกษาพระพุทธศาสนา
- หลวงตามหาบัว ก็เคยถูกกล่าวหาอวดอุตริมนุสสธรรม อวดอ้างว่าตนเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พูดจาหยาบคาย จับเงินจับทองผิดพระวินัย ระดมผ้าป่าช่วยชาติซึ่งไม่ใช่กิจของสงฆ์ หวังจะขึ้นเป็นใหญ่ในวงการสงฆ์ทางลัด แต่ท่านก็สามารถสร้างศรัทธาในหมู่ชาวพุทธได้มากมาย




> > น่าคิดว่า ผู้ที่เคยบริภาษด่าว่าพระมหาเถระเหล่านี้ จะต้องแบกบาปมากเพียงใด ตอนกำลังด่าว่าท่าน ทุกกรณีจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ แต่ละคนก็คิดว่าท่านไม่ดีไม่ใช่พระแล้ว ด่าแล้วไม่บาป ได้บุญด้วย ปลุกระดมกันและกันด้วยโทสวาท (hate speech) ให้เกิดความเกลียดชังอย่างมากๆเหมือนท่านไม่ใช่คน
แต่พระมหาเถระเหล่านี้ แต่ละรูปก็ได้พิสูจน์ด้วยการอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาจนตลอดชีวิตของท่าน สิ่งที่แต่ละรูปได้สร้างไว้นั้นต้องทำด้วยชีวิต ผู้ที่ไม่บริสุทธิ์ใจจะทำอย่างนั้นไม่ได้
น่าคิดว่าผู้ที่ด่าว่าท่านพระอาจารย์มั่น ครูบาศรีวิชัย สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ) ฯลฯ คนเหล่านี้ต้องรับกรรมหนักเพียงใด
ส่วนพระที่มีเจตนาไม่สุจริตนั้น มักอยู่ได้ไม่นานก็มีเหตุให้ต้องออกไปเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระธรรมวินัยนี้เหมือนทะเลที่จะซัดซากศพขึ้นฝั่ง ในที่สุด ดังมีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่มากราย โดยเราไม่ต้องไปผสมโรงด่า ให้เสี่ยงต่อบาปกรรมเลย < <


+++++





ตัวอย่างวิบากกรรมของผู้บริภาษพระภิกษุผู้ทรงศีล
@ ในครั้งพุทธกาลที่เมืองสาวัตถีมีชาวประมงจับได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง มีสีเหมือนทองคำแต่ปากเหม็นมาก จึงเอาไปถวายพระราชา พระราชารับสั่งให้นำไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พอปลาอ้าปากเท่านั้น กลิ่นเหม็นก็คลุ้งตลบทั้งเชตวันมหาวิหาร
พระราชาถามพระศาสดาว่า ทำไมปลามีสีเหมือนทองคำ แต่ปากเหม็น
พระศาสดาตรัสตอบว่า ปลานี้ภพในอดีตเป็นภิกษุชื่อกปิละ มีความรู้มาก ทะนงในความรู้ของตน เที่ยวด่าบริภาษพระภิกษุที่ไม่เชื่อคำของตน น้องสาวกับแม่ก็ด่าว่าพระภิกษุตามพระกปิละเพราะคิดว่าท่านรู้มาก พระกปิละตายแล้วจึงไปเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้ในมหานรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง แล้วมาเกิดเป็นปลาด้วยเศษแห่งวิบาก
เนื่องจากเคยท่องบ่นคัมภีร์ สรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า จึงได้อัตตภาพมีสีเหมือนทองคำ แต่เพราะเป็นผู้ด่าบริภาษพระภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปากของเธอ
จากนั้นพระพุทธเจ้าทำให้ปลาพูดได้ด้วยพุทธานุภาพ
พระศาสดาตรัสถามปลาว่า__ เจ้าชื่อกปิละหรือ?
ปลาตอบ__ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ชื่อกปิละ
พระศาสดาถาม__ เจ้ามาจากไหน?
ปลาตอบ__ มาจากอเวจีมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา __ แม่ของเจ้าไปไหน?
ปลาตอบ __เกิดในนรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา __น้องสาวของเจ้า ไปไหน?
ปลาตอบ __เกิดในมหานรก พระเจ้าข้า
พระศาสดา__ บัดนี้เจ้าจักไปที่ไหน?
ปลาชื่อกปิละกราบทูลว่า__ “จักไปสู่อเวจีมหานรกดังเดิม พระเจ้าข้า”
ดังนี้แล้ว คิดถึงบาปกรรมที่ตนเคยทำ เศร้าเสียใจมากจึงเอาศีรษะฟาดเรือตายในทันทีนั่นเอง กลับไปเกิดในนรกแล้ว มหาชนเห็นเรื่องราวทั้งหมด ได้สลดใจมีขนลุกชูชันแล้ว
> การบริภาษด่าว่าพระภิกษุผู้ทรงศีลเป็นกรรมหนักมาก พวกเราอย่าไปทำเด็ดขาด บางคนแค่ฟังเขาว่าต่อๆ กันมาก็หลงเชื่อ ผสมโรงด่าว่าท่านด้วยความคึกคะนอง กรรมนี้น่ากลัวนัก ยิ่งในโลกปัจจุบันที่การสื่อสารออนไลน์ เป็นไปอย่างรวดเร็วกว้างขวาง ยิ่งต้องระมัดระวัง มีสติ ไม่ไปตามแห่ทำบาปกับใคร
การตัดต่อภาพใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุ ยิ่งผิดทั้งศีล ผิดทั้งธรรม จะหาเหตุผลมาอ้างว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะคิดว่าท่านไม่ดี เหตุผลนี้เมื่อตายแล้วตกนรก จะเอาไปใช้อ้างกับยมบาลเขาก็ไม่รับฟังเลย
แนวปฏิบัติที่ถูกต้องคือ เราอย่าไปบริภาษด่าว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเรายังรู้จักท่านไม่จริง แต่เอาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม กับพระภิกษุรูปใดก็ได้ที่เราถูกอัธยาศัย มีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่านดีกว่า ทำอย่างนี้เราจะไม่มีวิบากกรรม จะมีแต่ความสุขความเจริญตลอดไป ทั้งภพนี้และภพหน้า <


CR.Chaleeya Nuansri


เพิ่มเติม

ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อเรื่องกรรม ใครทำดีได้ดี ใครทำชั่วได้ชั่ว สอนให้เคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ พระพุทธเจ้ากล่าวว่า บุคคลผู้ลบหลู่ดูหมิ่นในสรณะทั้งสาม กรรมย่อมส่งผลให้ผู้นั้นเดือดร้อนทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า
บุคคลผู้มีจิตคิดเลวทราม กล่าวตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ย่อมพินาศย่อยยับไป ไฟใหม้บ้าน เกิดอุบัติเหตุ ขโมยขึ้นบ้าน บ้านแตกสาแหรกขาด ไร้ที่อยู่ ครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุข มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะกรรมที่ด่าพระสงฆ์

ผู้มีจิตคิดเลวทราม ตำหนิพระสงฆ์ ย่อมเป็นคนพูดกลับกลอก พูดเชื่อถือไม่ได้ พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ครั้นอยู่ในโลกมนุษย์ย่อมได้รับผลกรรมอันหนัก อยู่ไม่เป็นสุข มีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย จิตใจร้อนรนเพราะกรรมที่ด่าพระสงฆ์

บุคคลผู้มีจิตคิดเลวทราม กล่าวตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ย่อมหาเรื่องก่อกวนชวนทะเลาะวิวาท ขวนขวายให้พระสงฆ์อยู่ไม่ได้ ขวนขวายในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมวินัยแก่พระสงฆ์ ขวนขวายเที่ยวหาเรื่องแก่พระสงฆ์ผู้ทรงศีลธรรม ย่อมได้รับความทุกข์ร้อนวุ่นวาย การงานไม่เจริญ ค้าขายไม่รุ่งเรือง 

บุคคลผู้มีจิตคิดเลวทราม กล่าวตำหนิติเตียนพระสงฆ์ ย่อมหาเรื่องก่อกวนชวนทะเลาะ ให้พระสงฆ์เสื่อมจากลาภสักการะ ให้พระสงฆ์เสียชื่อเสียง ขวนขวายเพื่อความเสื่อมเสียแก่พระสงฆ์ ย่อมได้รับความทุกข์ บุคคลผู้นั้นจะพินาศฉิบหาย เพราะกรรมที่เขาก่อไว้

ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต พระพุทธองค์ทรงตรัสผลกรรมที่ตำหนิพระสงฆ์ ด่าบริภาษ ให้ร้ายแก่พระสงฆ์ ขวนขวายให้พระสงฆ์อยู่ไม่ได้ ไล่พระสงฆ์ ขวนขวายให้พระสงฆ์เสื่อมจากลาภสักการะ ให้พระสงฆ์เสื่อมเสีย บุคคลผู้นั้นย่อมมีความฉิบหาย ด้วยเหตุดังนี้
๑.ย่อมถูกโรคอย่างหนัก คือ ย่อมป่วยด้วยโรคอันหนักทำให้ถึงแก่ชีวิต
๒.ถึงความเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน
๓.เป็นผู้หลงใหลเมื่อทำกาละ คือ ตายแบบไม่รู้ตัว
๔.เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าถึงนรก หรือหากเกิดมาเป็นมนุษย์ย่อมเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ที่ไ่ม่มีปาก

เมื่อตายจากโลกมนุษย์ เขาผู้นั้นจะตกนรกถูกไฟเผาใหม้อยู่ชั่วกาลนาน พญายมราช กรอกน้ำเหล็กทองแดงใส่ปาก เสียบลิ้นด้วยเหล็กทองแดงแหลม ถูกไฟเผาปาก ครั้นพ้นจากนรกก็มาเกิดเป็นเปรต ครั้นพ้นจากเปรตมาเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานที่ไม่มีปาก ครั้นพ้นจากสัตว์เดรัจฉาน มาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์พูดไม่ได้ เป็นมนุษย์ปากเหม็น พูดไม่มีใครเชื่อถือ จะตายเพราะปาก นี้เป็นผลกรรมที่ตำหนิพระสงฆ์

อนึ่งแม้ผลกรรมชั่วที่พระเทวทัตกล่า่วให้ ร้ายแ่ก่พระพุทธเจ้า ย่อมส่งผลแก่พระเทวทัตถึงซึ่งความพินาศตกอยู่ในนรกนานเป็นกัปป์กัลป์ ครั้นพ้นจากนรกพระเทวทัตก็จักได้รับผลกรรมนั้นแสนสาหัส จนถึงชาิติสุดท้ายพระเทวทัต ที่จะได้บวชแล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ชาตินั้นพระเทวทัตก็ปากเหม็น นี่คือผลกรรมที่กล่าวตำหนิติเตียนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ เรื่องสุปปพุทธกุฏฺฐิสูตร พระพุทธองค์ทรงตรัสผลกรรมที่มีจิตเลวทราม คิดร้ายแก่พระสงฆ์ ตำหนิพระสงฆ์ ด่าพระสงฆ์ แม้แค่คิดก็มีผลกรรมมาก
"สุปปพุทธกฺุฏฐิ เป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่่งเขาออกไปเล่นในสวน ได้เห็นพระปัจจกพุทธเจ้านามว่า "ตครสิขี" กำลังเดินบิณฑบาตไปในพระนคร ครั้นแล้วเขามีจิตคิดว่า "ใครนี่เป็นโรคเรื้อนเที่ยวไปอยู่" จากนั้นเขาถ่มน้ำลายลงพื้นเหมือนกับอาการดูถูกแล้วหลีกไป ต่อมาเขาได้สิ้นชีวิต เพราะกรรมที่เขาคิดตำหนิพระสงฆ์รูปนั้น เขาตกนรกหมกไหม้อยู่เป็นอันมาก ครั้นพ้นจากนรกแล้ว เขาได้เกิดมาเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นคนกำพร้า เป็นคนยากไร้ และได้เกิดมาในสมัยพระพุทธเจ้าของเรา ชื่อสุปปพุทธกุฏฐิ มีความเลื่อมใสศรัทธาได้ฟังธรรมของพระพุืทธเจ้า จนวาระสุดท้ายก็ถูกวัวแ่ม่ลูกอ่อนขวิดตายคาที่ นี้เป็นผลกรรมที่กล่าวตำหนิติเตียน กล่าวให้ร้ายแก่พระสงฆ์

ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นฆราวาสญาติโยม เราควรมีความเคารพต่อพระรัตนตรัย คือ มีความเคารพในพระพุทธเจ้า เคารพในพระธรรม เคารพในพระสงฆ์ ให้การสนับสนุนช่วยเหลือกิจการงานของคณะสงฆ์ ให้การอุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ให้มีความผาสุข เมื่อท่านได้รับความสะดวกแล้ว ท่านจะได้มีกำลังจิตกำลังใจในการเจริญสมณธรรม บำเพ็สญภาวนา แผ่เมตตาให้กับลูกศิษย์ลูกหา

หากมีจิตคิดระลึกได้แล้วไซร้ ยอมกลับตัวกลับใจ หันมาสนใจ หันมาเคารพนับถือในพระพุทธศาสนา ย่อมไม่มีวันสายเกินแก้ หากไม่คิดกลับใจคิดใหม่แล้วไซร้ ความเสียใจจักเกิดมีภายหลัง ในเมื่อความตายใกล้เข้ามานั้นแล

เราเป็นโยมมีศีลไม่เสมอกับพระสงฆ์ เรามีศีลห้าบริสุทธิ์ไม่ ที่อาจไปตำหนิพระสงฆ์ท่าน
เราเป็นโยมกินข้าวกี่มื้อ..พระฉันข้าวกี่มื้อ..ให้คิดใส่ตัวเราเองสิ
เราเป็นโยมมีศีลไม่บริสุทธิ์ เที่ยวกินเหล้าสุรายาเมา เราไม่มีศีลเสมอพระ
เราเป็นโยมอยากทำอะไรก็ทำได้ แต่พระท่านอยู่ในกรอบของศีลธรรม
เราเป็นโยมอยากดูอะไรก็ดูได้ แต่พระท่านดูไม่ได้ท่านอยู่ในกรอบของศีลธรรม
เราเป็นโยมเข้าบ่อนเล่นการพนัน แต่พระท่านเล่นไม่ได้ สอนให้โยมละ
เราเป็นโยมมื้อหนึ่งกินข้าวกี่จาน แต่พระท่านฉันข้าวในบาตมื้อเดียว

ให้คิดตำหนิตัวเองว่าดีพอหรือยัง
ให้คิดตำหนิตัวเองว่ามีอะไรบกพร่องบ้าง
ให้คิดตำหนิตัวเองว่ามีศีลห้าบริบูรณ์มั้ย
ให้คิดตำหนิตัวเองว่ามีคุณธรรมประจำใจหรือเปล่า
ให้คิดตำหนิตัวเองว่าควรปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง

ถ้ายังไม่มีศีลห้า
ถ้ายังกินข้าววันละหลายมื้อ
ถ้ายังเข้าบ่อนเล่นการพนัน
ถ้ายังมีกิเลสนอนอยู่กับผัวกับเมีย
อย่าคิดไปตำหนิพระท่านเลย เพราะจะเป็นกรรมหนัก
จงเป็นผู้มีความเคารพนับถือในคุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์
ความผาสุข ความเจริญรุ่งเรือง จักเกิดมีกับท่านทั้งหลายอย่างแน่นอน


ความสัจจ์แล เป็นวาจาที่ไม่ตาย คนพูดไม่จริง ย่อมเ้ข้าถึงซึ่งนรก
มนุษย์ หากไม่ลืมตัวแล้วไซร้ ย่อมเจริญ
มนุษย์ หากมีความคิดดีแล้วไซร้ ย่อมเจริญ
มนุษย์ หากกระทำดีแล้วไซร้ ย่อมเจริญ
มนุษย์ หากมีศีลธรรมประจำใจแล้ว ย่อมเจริญ
สมบัติภายนอก อาศัยได้เท่าที่กายยังอยู่ ตายแล้วเอาไปไม่ได้
สมบัติภายนอก ไม่ตายหาเอาใหม่ได้
คนต้องการแต่คนดี แต่ไม่ยอมทำความดี
คนมีดีแต่พูด แต่ไม่ชอบทำความดี

เราเข้าวัด เข้าเพื่อวัดดูจิตดูใจของเรา
เราเข้าวัด เข้าเพื่อไปทำบุญบำเพ็ญกุศล
เราเข้าวัด อย่าเข้าไปตำหนิพระสงฆ์
พระองค์นั้นไม่ดี พระองค์นี้ไมดี
วัดนั้นไม่ดี วัดนี้ไม่ดี
ไปตัดคะแนนองค์นั้น ให้คะแนนองค์นี้

สรุปกรรมหนักที่สุดในทางพระพุทธศาสนา
๑.ฆ่าบิดามารดา
๒.ฆ่าพระอรหันต์
๓.ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ถึงเลือดห้อ
๔.ยุยงให้สงฆ์แตกกัน ยุยงให้คนแตกความสามัคคี รวมไปถึงตำหนิพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ผลกรรม
- ตกรกอเวจี
- เป็นเปรต
- เป็นสัตว์ดิรัจฉาน
- เกิดเป็นคนขัดสน ยากไร้
- ปากเหม็น
- เป็นโรคร้าย
- พินาศเพราะไฟ พินาศเพราะลม พินาศเพราะน้ำ ถูกแผ่นดินสูบ
- ทำอะไรไม่เจริญรุ่งเรือง ตกทุกข์ได้ยาก ฯลฯ

ให้ดูตัวเองว่าดีพอหรือยัง มีศีลห้าบริสุทธิ์หรือยัง
ให้ดูตัวเองว่ามีศีลบริสุทธิ์หรือยัง
ให้ดูตัวเอง ตำหนิตัวเอง โทษตัวเอง
อย่าร้อนใจเหมือนไฟลามทุ่ง
ให้เอาธรรมะชะโลมใจ แล้วจะร่มเย็นเป็นสุข





ควรติคนอื่นหรือไม่ ปัญหา คนบางคนถืออุเบกขา ไม่ยุ่งกับคนอื่น  ไม่สรรเสริญผู้ควรสรรเสริญโดยกาลอันควร ไม่ติเตียนผู้ควรติเตียนโดยกาลอันควร  เฉยๆ เสียสบายดีเหมือนกัน พระพุทธองค์ทรงเห็นอย่างไรในคนประเภทนี้?

 พุทธดำรัสตอบ “.ดูก่อน  โปตลิยะ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก คือ       
 ผู้กล่าวติเตียน  ผู้ควรติเตียน  โดยกาลอันควร   ตามความเป็นจริง (แต่) ไม่กล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑       

 ผู้กล่าวสรรเสริญ     ผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริง   โดยกาลอันควร (แต่) ไม่ติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ๑      

 ผู้ไม่กล่าวติเตียน    ผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง   โดยกาลอันควร ทั้งไม่กล่าว สรรเสริญ  ผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑

     ผู้กล่าวติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง  โดยกาลอันควร ทั้งกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร ๑

“ดูก่อนโปตลิยะ บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนี้ บุคคลผู้กล่าว ติเตียนผู้ควรติเตียนตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร  และกล่าวสรรเสริญผู้ควรสรรเสริญตามความเป็นจริงโดยกาลอันควร นี้  เป็นผู้งามกว่า และประณีตกว่า   บุคคล ๔ ประเภทนี้     ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมีความงาม คือความเป็นผู้รู้จักกาลในอันควรสรรเสริญและติเตียนนั้น ๆ....”

โปตลิยสูตร จ. อํ. (๑๐๐)ตบ. ๒๑ : ๑๓๑-๑๓๔ ตท. ๒๑ : ๑๗๗-๑๗๙ตอ. G.S. II : ๑๐๘-๑๐๙


ถาม : คนที่ดูหมิ่นในความสามารถของบุคคลอื่น ในทางโลกที่ผู้ถูกดูถูกเป็นคนธรรมดา เป็นคนมีศีล เป็นคนที่เจริญฌาน เป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตา บำเพ็ญทานรักษาศีล หรือผู้บำเพ็ญตนในวิปัสสนาญาณปรารถนาพระนิพพาน หรือคนที่ได้โมทนาบุญจากบุคคลทุกท่าน และพระทั้งหมดทั้งนิพพาน
ตอบ: คนดูถูกนี้ซวยแน่ๆ สรุปแค่นั้นพอ ความดีของท่านมีผลมหาศาล ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือ นางขุชชุตตรา ท่านไม่ทราบว่าเพื่อนท่านเป็นภิกษุณีอรหันต์แล้ว ได้ขอให้เพื่อนช่วยหยิบเครื่องแต่งตัวให้หน่อยเท่านั้นเอง ต้องไปเกิดเป็นคนใช้เขา ๕๐๐ ชาติ
ท่านที่ทรงความดีอยู่ก็เหมือนอย่างกับไฟ ถ้าเราปฏิบัติถูกต้องก็เป็นคุณอนันต์ ถ้าปฏิบัติผิดก็โทษมหันต์ ความดีท่านยิ่งสูงเท่่าไหร่ ถ้าเราทำไม่ดีกับท่านก็ยิ่งโดนตอบแทนคืนมาแรงเท่านั้น ท่านไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองอะไรหรอก แต่ว่ากฎของกรรมกับสิ่งที่เราทำมันจะเล่นเราเอง
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าไม่ต้องให้ถึงขนาดที่ว่ามาหรอก ขอให้คนที่มีความดีอยู่บ้างถ้าเราไปล่วงเกินเข้า มีโอกาสก็ขอขมาเสีย ไม่อย่างนั้นเกิดโทษกับตัวแน่ๆ
ถาม : ถึงแม้จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปหรือครับ
ตอบ: เรื่องทั่วๆ ไปไม่ว่าจะอะไรก็ตาม พระอรหันต์มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ ดังนั้นฆราวาสที่เป็นอรหันต์ท่านเลยต้องจำเป็นให้ตัดให้ตาย อยู่นานไม่ได้หรอก คนไม่รู้ไปล่วงเกินเข้าเป็นโทษแน่ๆ อย่างเช่นว่า อาจจะเคยเป็นเพื่อนฝูง เป็นลูกไล่กันมาก่อน เตะตูดเขกกบาลเล่นได้ แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเราไปทำอย่างนั้นเราก็ซวยไม่จบ หากท่านอยู่ต่อไปจะเป็นทุกข์เป็นโทษกับคนอื่น
สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เดือนมกราคม ๒๕๔๖(ต่อ) ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ขออนุญาตเชิญคำกล่าวของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มาเป็นมงคลนำเปิดกระทู้ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติกันนะคะ
เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในวงของผู้ปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านได้ให้โอวาทเตือนผู้ปฏิบัติไว้ว่า
“การมาอยู่ด้วยกัน ปฏิบัติด้วยกันมากเข้า ย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา ตราบใดที่ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาอยู่ ทิฏฐิความเห็นย่อมต่างกัน ขอให้เอาแต่ส่วนดีมาสนับสนุนกัน อย่าเอาเลวมาอวดกัน
การปรามาสพระก็ดี การพูดจาจาบจ้วงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือท่านที่มีศีลมีธรรมก็ดี จะเป็นกรรมติดตัวเรา และขัดขวางการปฏิบัติธรรมในภายหน้า
ดังนั้น หากเห็นใครทำความดี ก็ควรอนุโมทนายินดีด้วย แม้ต่างวัดต่างสำนักหรือแบบปฏิบัติต่างกันก็ตาม”
ไม่มีใครผิดหรอก เพราะจุดมุ่งหมายต่างก็เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์เช่นกัน เพียงแต่เราจะทำให้ดี ดียิ่ง ดีที่สุด
ขอให้ถามตัวเราเองเสียก่อนว่า … แล้วเราล่ะถึงที่สุดแล้วหรือยัง ?
(จากหนังสือ “ตามรอยธรรม ย้ำรอยครู” )


ควรทำหรือไม่
ครั้งหนึ่ง มีลูกศิษย์หลวงปู่ผู้สนใจธรรมปฏิบัติกำลังนั่งภาวนาเงียบอยู่ ไม่ห่างจากท่านเท่าใดนัก
บังเอิญมีแขกมาหาศิษย์ผู้นั้นแต่ไม่เห็น
ก็มีศิษย์อีกท่านหนึ่งเดินเรียกชื่อท่านผู้กำลังภาวนาอยู่ด้วยเสียงอันดัง
และเมื่อเดินมาเห็นศิษย์ผู้นั้นกำลังภาวนาอยู่ ก็จับแขนดึงขึ้นมาทั้งที่กำลังนั่งภาวนา
เมื่อผู้นั้นห่างไปแล้ว หลวงปู่ท่านจึงเปรยขึ้นมาว่า
“ในพุทธกาลครั้งก่อน มีพระอรหันต์องค์หนึ่งกำลังเข้านิโรธสมาบัติ
ได้มีนกแสกตัวหนึ่งบินโฉบผ่านหน้าท่านพร้อมกับร้อง “แซก”
ท่านว่า นกแสกตัวนั้นเมื่อตายแล้วได้ไปอยู่ในนรก
แม้กัปนี้พระพุทธเจ้าผ่านไปได้พระองค์ที่สี่แล้ว
นกแสกตัวนั้นยังไม่ได้ขึ้นมาจากนรกเลย”

เจริญในธรรมนะครับ
ศิิยราย 

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตัณหา ความอยาก

อันความอยาก จะระงับ ดับลงได้
นั้นมิใช่ เพราะเรา ตามสนอง
สิ่งที่อยาก ให้ทัน ดั่งมันปอง
แต่เพราะต้อง ฆ่ามัน ให้บรรลัย

ให้ปัญญา บงการ แทนร่านอยาก
ความร้อนไม่ มีมาก อย่าสงสัย
ทั้งอาจผลิต กิจการ งานใดใด
ให้ล่วงไป ด้วยดี มีสุขเย็น ฯ

Cr.พุทธทาสภิกขุ

ตัณหา ๓

ขอให้รู้จักความอยาก โดยความหมาย มีสองชนิด ในภาษาไทย
อย่างนี้ ในภาษาบาลี ถ้าจะเรียกว่า กิเลสตัณหา หรือ ความโลภ
แล้ว ต้องเป็น เรื่องที่มาจากอวิชชา ถ้ามาจากวิชชา ก็เรียกเป็น
อย่างอื่น เรียกว่าเป็น ความปรารถนา หรือ ความต้องการ หรือ
ความขยัน ขันแข็ง ในหน้าที่การงาน ไปเสียทางโน้น ไม่ได้เป็น
เหตุ ให้เกิดความทุกข์ แต่ว่ากลับเป็น สิ่งที่จะทำลายความทุกข์
ความต้องการที่มันมีถูกต้อง แทนที่จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
กลายเป็นเรื่องจะดับความทุกข์ ความอยาก ในภาษาไทย
ภาษากำกวม เพราะว่า เราไม่มี ความหมาย รัดกุม เหมือน
ภาษาบาลี ให้รู้กันไว้อย่างนี้

กามตัณหา

นี้อย่างที่หนึ่ง อยากในกาม กามตัณหา ก็ด้วยความโง่ ความหลง
ความยึดมั่น ถือมั่น ด้วยอวิชชา จึงอยากในกาม มันก็เร่าร้อน
ตั้งแต่เริ่มอยาก แล้วก็เริ่มประพฤติ ปฏิบัติ กระทำลงไป แต่ข้อนี้
สำหรับ ฆราวาสทั่วไป เขาก็มิได้หมายความว่า จะไม่ต้องเกี่ยว
ข้องกับกาม เพราะคำว่า กาม มีความหมาย หลายอย่าง, กาม
เรื่องเกี่ยวกับเพศ เพศหญิง เพศชาย นี้ก็กาม นี้ส่วนที่มันเนื่อง
กัน ไม่ถึงขนาดนั้น ก็ยังเรียกว่า กาม เช่น ชอบอาหารเอร็ดอร่อย
ชอบเสียงไพเราะ แม้ยังไม่เกี่ยวกับเพศ ก็ยังเรียกว่า กาม
เหมือนกัน เพราะมันเนื่องกัน โดยส่วนลึก
ถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไปอยากด้วยความโง่ ความหลงอะไร
มันก็เกิดสิ่งเร่าร้อน หรือเป็นทุกข์ขึ้นมา แต่ถ้าต้องไปเกี่ยวข้อง
ด้วย สติสัมปชัญญะ ก็มีความเป็นกามน้อยลง แม้เรื่องเพศ ที่จะ
ประกอบกิจกรรมทางเพศ ด้วยความรู้สึก ที่เป็นหน้าที่ของฆราวาส
แล้วก็ทำไปด้วย สติสัมปชัญญะ อย่างนี้ ความที่เรียกว่า เป็นกาม
มันก็น้อยลง มันก็มีความเป็น กามตัณหา น้อยลง ถ้าสมมติว่า
บริสุทธิ์ใจจริงๆ ในการที่จะทำเพียง หน้าที่ เพื่อการสืบพันธุ์ ล้วนๆ
ถ้ามันเป็นสิ่งที่ ปฏิบัติได้ มันก็ไม่ถึงกับจัดว่า เป็นกาม มันกลาย
เป็นหน้าที่ ไปก็ได้ แต่ตามปกติ ไม่มีใครทำได้ เพราะว่าธรรมชาติ
มันลึกกว่า มันลึกซึ้งกว่า มันใส่กาม ไว้กับการสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่
ไม่ค่อยมีใคร ชอบทำกันนัก แต่โดยเหตุ มันเอากาม มาจ้าง เอา
ความรู้สึก ทางกามนี้ มาจ้างให้ สัตว์ทั้งหลาย ทำหน้าที่สืบพันธุ์
มันยุ่งยาก ลำบาก เท่าไร มันก็ยอมทน
นี้ถ้าเราไปโง่ ไปหลงกินเหยื่อ ของธรรมชาติ อันนี้เข้า มันก็เกิด
ความทุกข์ จากสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา เมื่อคนยังมี อวิชชา อยู่
มันก็ต้องโง่ ก็ต้องตกเป็นเหยื่อ ของสิ่งนี้  เป็นทาสของอวิชชา
เป็นทาสของตัณหา แล้วคนยอมลำบาก ให้สิ่งที่เรียกว่า ตัณหา
โดยเฉพาะกามตัณหานี้ เคี้ยวกิน ภาษาบาลีเขาใช้คำว่า เคี้ยวกิน
คือ คนมันเป็นทาส ของกามตัณหา ยอมทนลำบาก นานาประการ
เพื่อจะให้ได้มา นี้คือสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา หมายถึง เรื่องเพศ
โดยตรง
สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางเพศ ความไพเราะ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย
แม้ไม่เกี่ยวกับเพศ โดยตรง มันก็เป็นกาม นี้ไปเกี่ยวกับเพศ
โดยตรง แล้วยิ่งเป็นกาม อย่างยิ่ง นี้อย่างที่หนึ่ง เรียกว่า
กามตัณหา

ภวตัณหา

อย่างที่สอง ก็คือว่า อยากเป็น ความเป็นอย่างไรที่น่าเป็น
เรียกว่า ภ.สำเภา ว.แหวน ภวตัณหา คือภพ แปลว่า เป็น
ภวตัณหา แปลว่า อยากเป็น นี่ก็อยาก ด้วยอวิชชา
อีกเหมือนกัน
อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ที่มันยั่วกิเลส ยั่วความอยาก บางทีมันก็ปนเป
กับกามตัณหา เช่น อยากเป็นหญิง อยากเป็นชาย อยากเป็นนั่น
เป็นนี่ ที่มันไปเกี่ยวกับทางเพศ ก็มี อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยาก
มีหน้ามีตา อยากเป็นผู้มีชื่อเสียง อยากเป็นผู้มีอำนาจวาสนา
ถ้าทำไปด้วยความโง่ ของอวิชชา มันก็รุนแรง แล้วเป็นภวตัณหา
แล้วก็เกิดทุกข์ แต่ถ้าเรามี ความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี มีวิชชา เช่นว่า
เป็นนักศึกษา อย่างที่นั่งอยู่นี้ ก็อยากจะเป็น นักศึกษาที่ดี ที่ถูกต้อง
ตรงตามความหมาย อย่างนี้ก็ไม่ใช่ตัณหา ไม่ใช่ภวตัณหา เพราะ
มันไม่ได้ทำไป ด้วยอวิชชา ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะ ด้วยปัญญา
อยากเป็นนักเรียนที่ดี อยากเป็นนักศึกษาที่ดี แม้ที่สุด แต่ว่าอยาก
จะเป็น พ่อบ้าน แม่เรือน ที่ดี ถ้ามันไม่ได้ทำไป ด้วยความโง่ ด้วย
อวิชชา ด้วยความไม่รู้เท่า ในสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ไม่ถูกจัดเป็นตัณหา
แต่เป็นความปรารถนา ความต้องการ ที่ควรจะปรารถนา ฉะนั้น
ขอให้มัน แน่ลงไปทีว่า มันอยากด้วยวิชชา หรือ อยากด้วยอวิชชา
แล้วก็อย่าลืม อย่างเดียวกันอีก เชื่อว่า คนบางพวก อาจารย์บาง
หมู่ เขาสอนกันลงไปตรงๆเลย ขึ้นชื่อว่า ความอยากแล้ว เป็น
กิเลสตัณหา ไปหมด นี้ผมไม่ถืออย่างนั้น ไม่เข้าใจอย่างนั้น
หลังจากที่ได้ศึกษา มาถึงป่านนี้แล้ว ไม่ทำให้เข้าใจอย่างนั้น
ถ้าเผื่ออยากเป็นอะไร ให้มันดีขึ้นไป ให้มันถูกต้อง ให้มันสำเร็จ
ประโยชน์ ด้วยการรู้สึกตัวนี้ ไม่เรียกว่า ตัณหา
ยกตัวอย่าง เช่นว่า อยากเป็นเทวดานี้ มันก็อยากด้วยอวิชชา
ถ้าไปพิจารณาดูให้ดี แล้วเทวดานี้ มันไม่น่าเป็นดอก แล้วมัน
ก็ไม่อยาก เองแหละ ก็มันมีอะไรที่น่าเป็น ที่ควรจะเป็น มีความ
รู้สึกผิดชอบชั่วดี พิจารณาดูแล้ว มันควรจะเป็น หรือควรจะรับ
หน้าที่ อันนั้น มันก็เป็นได้ โดยไม่ต้องเป็นตัณหา อย่างจะเป็น
อาจารย์อย่างนี้ เป็นตัณหาก็ได้ ไม่เป็นตัณหาก็ได้ มันแล้วแต่
ความอยากนั้น มีมูลมาจากอะไร จากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
ถูกต้องสมบูรณ์นี้ มันก็ไม่ต้องเป็นตัณหา หรือถ้ายิ่งไปกว่านั้น
อยากจะเป็น ผู้ครองบ้าน ครองเมือง ก็ต้องรู้โดย หลักเกณฑ์
อันเดียวกัน ถ้าทำไปด้วยความโลภ ด้วยความโง่ ด้วยความหลง
ด้วยความยึดมั่น มันแล้ว มันก็เป็น ตัณหาทั้งนั้น แล้วก็เป็น
ความทุกข์ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี มีเหตุผล มีความ
ลืมหูลืมตา มีสติสัมปชัญญะอยู่ รู้ว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเหลือ
เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน อย่างนี้ ไม่เป็นตัณหา ไม่เป็นกิเลสตัณหา
แต่แล้ว มันก็หายากนะ หาโอกาสยากนะ หรือว่า เขาสมมติว่า
พระพุทธเจ้า ท่านตั้งความปรารถนา ที่จะเป็นพระพุทธเจ้า นี้
ด้วยเหตุผลอย่างนั้นๆ ตามที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ อย่างนี้จะเรียก
ว่า เป็นตัณหาไม่ได้ มันเป็นความปรารถนา แม้จะทำรุนแรง
เป็นการอธิษฐานจิต ตั้งสัจจาทิฎฐาน อะไรนี้ ก็ไม่เป็นตัณหา
ได้ เพราะทำได้ ด้วยความรู้สึก ผิดชอบชั่วดี ของวิชา ของสติ
สัมปชัญญะ การที่อยากเป็นอะไร ด้วยความลุ่มหลง ในผลของ
การที่จะได้เป็นแล้ว มันก็เป็นตัณหา

วิภวตัณหา

นี้มาถึง อันที่สาม ก็เป็น วิภวตัณหา อยากไม่เป็น อยากไม่เป็น
อย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้ กระทั่ง อยากไม่เป็น เสียเลย ไม่
เป็นอยู่เลย เช่น อยากตาย เป็นต้น พวกอยากเป็นนั่น เป็นนี่ มัน
อาศัย สัสสตทิฎฐิ ยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นอยู่ อย่างเที่ยงแท้
ถาวร พอมาถึงตอนนี้ มันเกิด อุจเฉททิฎฐิ เชื่อว่าต้องขาดสูญ
หรือไม่ได้เป็นอยู่ อย่างถาวร อุจเฉททิฎฐิ นี้ มันชักจูงตัณหา
ให้เกิด ภวตัณหา ไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นนั่น ไม่อยากเป็นนี่
ก็ด้วยความโง่ ไม่ใช่ไม่อยากเป็น ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง มันไม่
อยากเป็น ด้วยความโง่ ความเอือมระอา ความอะไรที่เป็นความ
โง่ จนกระทั่ง อยากตาย แล้วก็ฆ่าตัวตาย เป็นต้น นี้ผู้ที่จะ
ปราศจากตัณหาแล้ว ก็จะไม่มี ความอยากอย่างนี้ ความอยาก
ไม่เป็นนั่น ไม่เป็นนี่ นี้ก็เร่าร้อน เหมือนกันแหละ
คุณลองสังเกตดู เมื่อรู้สึกว่า เราไม่ได้อะไร อย่างอก อย่างใจ
มันก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นทุกข์ ฉะนั้นอย่าได้มี ตัณหาสามอย่าง
นี้ แล้วก็ไม่มีทุกข์ ชนิดที่ระบุไปว่า ตัณหาสามอย่างนี้ เป็นเหตุ
ให้เกิดทุกข์
ทีนี้ ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านตรัส ระบุตัณหาไว้ว่า
โปโนพฺภวิกา นนฺทิราค สหคตา ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี นี่ นันทิราคะ
สะหะคะตา นี้คือ กามตัณหาโดยตรง แล้วก็ปัญหานอกนั้น โดย
อ้อมก็ได้ ตัตตร ตัตตราภินันทิ นันทินี นี้มันหลงใหล เคลิบเคลิ้ม
อยู่ในสิ่งนั้นๆ แล้วก็มีคำว่า โปโนพฺภวิกา เป็นไปเพื่อให้เกิดภพ
ใหม่ เกิดชาติใหม่นี่ พอเราอยาก มีตัณหาขึ้นมาแล้ว เราจะ
รู้สึกว่า เราอยาก เราผู้อยาก ฉันอยาก กูอยาก อะไรก็เดือด
พล่านอยู่นี้ นี่เรียกว่า เกิดตัวกูตัวใหม่ขึ้นมา หลังจากเกิดความ
อยากอย่างนี้ก็เรียก่า โปโนพฺภวิกา ได้ เมื่อเราอยู่เฉยๆ เรา
ไม่รู้สึกว่า มีตัวเรา หรือ เราตัองการอะไร แต่พอมีการกระทำ
ให้เกิดความอยากแล้ว หลังจากความอยากแล้ว ต้องเกิดความ
ยึดถือ เป็นอุปาทานแล้ว ตัวกูนี้ จะเอาให้ได้ คือตัวกูมันอยาก
มันจึงเห็นได้ชัดว่า ตัณหานี้ มันเป็นเหตุ ให้เกิดตัวกู คือ ชาติ
แห่งตัวกู อันใหม่ขึ้นมา เกิดอย่างนี้บ่อยๆ บ่อยๆ ก็คือ ใหม่
เรื่อยไปทุกที อันนี้จะเห็นชัดในเรื่องของ ปฏิจจสมุปบาท
นี้ผมพูดโดยอริยสัจจ์เล็ก ว่า เหตุให้เกิดทุกข์นั้น คือ ตัณหา
สามประการ
สรุปโดยย่อว่า ความอยากที่มาจากอวิชชา ไม่รู้
ตามที่เป็นจริง มันก็อยาก ไปในรูปของกาม เรื่องเพศบ้าง ถ้า
อยาก ไปในเรื่องของภพ คือ เป็นนั่นเป็นนี่ แม้ไม่เกี่ยวกับ
กามบ้าง แล้วเป็นวิภพ คือ ไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่.
ธ-ตรา-๑ ๔๐.ก/๒๘๔-๒๘๙

Cr.พระธรรมเทศนา พุทธทาสภิกขุ