แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้รอบตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้รอบตัว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

ตักบาตรใส่บุญ



ใส่บาตรกับตักบาตรมีความหมายต่าง กันอย่างไร?
         คำดั้งเดิมคือ ตักบาตร ซึ่งเป็นลักษณะ ของกิริยาตักข้าวใส่ลงในบาตร แต่หลัง ๆ มีคำว่า ใส่บาตร ขึ้นมา เรียกตามกิริยาที่เราเอาอาหารถุง ใส่บาตรโดยไม่ต้องตัก ก็เลยใช้คำว่าใส่บาตรแทน ทั้งคำว่าตักบาตรและใส่บาตรใช้ได้ทั้ง ๒ คำ เพราะ เราเข้าใจตรงกันว่าเป็นการนำอาหารไปถวายในบาตร พระที่ท่านมาบิณฑบาตตอนเช้า 

บาตรพระมีมาตั้งแต่ยุคพุทธกาลหรือไม่ และวัสดุที่ใช้แตกต่างกับในปัจจุบันอย่างไร?
         บาตรมีใช้ตั้งแต่ครั้ง พุทธกาลแล้ว พระทุกรูปจำเป็นต้องมีบาตร เพราะเวลาบวชจะต้องมีอัฐบริขาร ครบถึงจะบวชได้ ซึ่งเป็นพระวินัยที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ บาตรโดยทั่วไปทำจากดินเผาและเหล็ก ส่วนบาตรที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น เงิน ทอง ทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สังกะสี ไม้ แก้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เงินกับทอง มีค่ามากเกินไปไม่เหมาะที่จะนำมาทำบาตร อาจจะมี โจรมาขโมย ส่วนทองแดง ทองเหลือง ดีบุก หรือสังกะสี เมื่อเจอของที่มีรสเปรี้ยวก็จะถูกกัด และจะเป็นสนิม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ บาตรไม้ก็ ไม่ทรงอนุญาต เพราะว่าอาหารซึมเข้าไปในเนื้อไม้ได้ เวลาล้างก็ล้างไม่เกลี้ยง จะเกิดการหมักหมมเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนบาตรแก้วก็แตกง่ายเกินไป พอมีอะไรมากระทบ เศษแก้วอาจตกไปในอาหาร ฉันแล้วจะเป็นอันตราย ที่ทรงอนุญาตหลัก ๆ ก็คือ บาตรดินเผาและบาตรเหล็ก

วัตถุประสงค์ในการตักบาตรคืออะไร?
         การตักบาตรเป็นการถวาย กำลังแก่พระภิกษุในการสืบอายุพระพุทธศาสนา ถ้าญาติโยมใส่บาตร พระก็จะมีอาหารมาบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังในการบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป
การใส่เงินลงในบาตรเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่?
         ความจริงแล้วการบิณฑบาต มุ่งเน้นเรื่องอาหารเป็นหลัก การใส่อาหารจึงถูกต้องที่สุด ส่วนการใส่ปัจจัยก็ไม่ถึงกับบาป เหมือนที่เรานิมนต์พระไปงานบุญขึ้นบ้านใหม่หรืองานศพแล้วเราถวาย ปัจจัยท่าน กรณีใส่ปัจจัยในบาตรแทนอาหาร อาจเป็นเพราะไม่สะดวกที่จะเตรียมอาหาร จึงเอาปัจจัยใส่ซองแล้วใส่บาตรเลย
         ตามพระวินัยให้ใส่เป็นใบ ปวารณา เพราะโดยธรรมเนียมสงฆ์พระจะไม่จับเงินจับทองโดยตรง แล้วเขียนว่าตั้งใจจะถวายจตุปัจจัยเป็นยอดค่าใช้จ่าย เท่าไร ถึงคราวพระท่านต้องการสิ่งใด ท่านก็จะไปบอกไวยาวัจกร จะได้ไม่ต้องจับเงินจับทองโดยตรง

เป็นการเขียนรายละเอียดเรื่องเงินใส่ลง ไปในบาตรหรือ?
         ถ้าจะให้ถูกพระวินัยจริง ๆ ให้ถวายเป็น ใบปวารณา แล้วเขียนว่า ข้าพเจ้าคือใคร ชื่ออะไร มีความประสงค์จะถวายจตุปัจจัยเป็นจำนวนเงินเท่าไร หากพระคุณเจ้ามีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้เรียกหาปัจจัยได้จากไวยาวัจกร ทำอย่างนี้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
         แต่บางทีพระไปบิณฑบาตไม่ มีลูกศิษย์วัดตามมา แล้วจะฝากปัจจัยไว้กับใคร ด้วยสภาพสังคมแบบนี้เลยใส่ซองถวายท่านไปเลย ที่จริงถ้าจะให้ถูกพระวินัย แม้แต่พระไปรับกิจนิมนต์ตามบ้านหรือตามที่ต่าง ๆ การถวายปัจจัยก็ต้องถวาย เป็นใบปวารณาเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันไม่สะดวกหลายขั้นตอน ญาติโยมก็เลยเอาปัจจัยใส่ซองถวายตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ให้เราถือตามเจตนา ถ้าเจตนาเป็นกุศลบุญก็เกิด ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นบาปหรือเปล่า
การตักบาตรโดยไม่เฉพาะเจาะจง พระภิกษุรูปใดมีอานิสงส์แตกต่างจากสังฆทานหรือไม่?
         คล้าย ๆ สังฆทานเหมือนกัน ถ้าตักบาตรโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นพระรูปใด ไม่ใช่ว่าพระรูปนี้มา ไม่ตัก จะรอตักบาตรหลวงพ่อที่อายุเยอะ ๆ อย่างนี้ เป็นการตักบาตรแบบเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเรา ทำบุญถวายหมู่แห่งภิกษุที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้พระองค์ปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เราขอทำบุญกับสงฆ์ ไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใด แบบนี้บุญมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสังฆทาน
ตักบาตรทุกวันด้วยไทยธรรมตามอัตภาพกับตักบาตรเฉพาะโอกาสพิเศษด้วยไทยธรรมประณีตมีอานิสงส์ต่างกันอย่างไร?
         พวกเราเคยสังเกตไหมว่า บางคนถึงคราวรวยบางทีรวยเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเลย แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเดียวเป็นหนี้เลย รวยไม่ตลอด เดี๋ยวรวย เดี๋ยวจน เพราะเวลาศรัทธาเขาก็ทำบุญ เยอะ พอบุญส่งผลก็รวย แต่บางทีเขามีศรัทธาไม่ตลอด บางช่วงชักเสียดายไม่อยากทำบุญก็เว้นห่าง ไป ตอนนั้นสายบุญก็เลยขาด สายสมบัติขาด พอสายบุญขาดก็จน พอฟิตก็ทำบุญอีก สมบัติก็เลยมาเป็นระลอก ๆ
         กรณีนาน ๆ ทำครั้ง แต่ทำด้วยอาหารที่ประณีตก็จะรวยเป็นระยะ ๆ เวลารวยก็รวยมาก และมีทรัพย์สมบัติที่ประณีตทุกอย่าง ส่วนคนที่ทำสม่ำเสมอตามอัตภาพ ก็จะมีฐานะดีแบบสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้รวยหวือหวา ประกอบเหตุอย่างไร ผลก็จะเกิดอย่างนั้น 



         แต่ที่น่าสนใจคือ ทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญมาก การทำบุญให้ได้บุญมากมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ
         ๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือของที่เราให้ทาน ต้องได้มาด้วยความชอบธรรม ถ้าไปขโมยของเขามาทำบุญ บุญก็ได้นิดหน่อย เพราะวัตถุไม่บริสุทธิ์
         ๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือมีศรัทธาทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเศรษฐีบางคนรวยมากแต่ขี้เหนียว ไม่ค่อยยอมใช้ทรัพย์ของตัวเอง รวยมหาศาล แต่เวลาจะซื้อมะม่วง กินต้องเอาลูกที่เริ่มเน่า แล้วมาตัดที่เน่าออก กินที่เหลือ เสื้อผ้าดี ๆ ไม่ยอมใช้ ใช้ปุ ๆ ปะ ๆ อย่างนี้ เป็นเพราะตอนมีศรัทธาก็ทำบุญ แต่พอทำเสร็จเรียบร้อย แล้วนึกเสียดาย แบบนี้ถึงเวลามีทรัพย์จะใช้ทรัพย์ไม่เต็มอิ่ม ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเรื่อง ของเหตุกับผลตามกฎแห่งกรรม
         ๓. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้รับเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ เช่น พระภิกษุมีศีล ๒๒๗ ข้อ ถ้าผู้รับเป็นคนธรรมดาแต่มีศีล ๘ ก็ยังดี ศีล ๕ ก็รองลงมา ไม่มีศีลรองลงมา ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็รองลงมาอีก
         คุณธรรมของผู้รับยิ่งสูง เท่าไรบุญก็ยิ่งมากขึ้น ตามส่วน ตักบาตรพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญจะมากขึ้นตามส่วน เพราะเมื่อท่านรับวัตถุทานจากเราไปแล้ว ท่านเอากำลังเรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นไปใช้ทำความดี ทำสิ่งที่เป็นกุศลได้มาก พระพุทธเจ้าทรงรับอาหารที่เราถวาย ไปแล้วเกิดบุญมหาศาล เพราะเมื่อพระองค์เสวยเสร็จ แค่ไปเทศน์สอนประชาชน หรือนั่งธรรมะทีหนึ่ง เราก็ได้ส่วนแห่งบุญมหาศาล เพราะพระองค์หมดกิเลสแล้ว และเป็นพระพุทธเจ้าด้วย
         ส่วนผู้ให้ก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นก่อนจะ ทำบุญให้รับศีลก่อน พอรับศีลแล้วไปทำบุญอย่างน้อย ขณะนั้นศีล ๕ ครบบริบูรณ์ บุญจะได้มากขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง แต่สู้คนที่ถือศีลสม่ำเสมอไม่ได้ ผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์มากเท่าไร บุญก็มากตามส่วนเช่นกัน 


ทำบุญเสร็จแล้วทำไมต้องกรวดน้ำ ไม่กรวดได้หรือไม่?
         เรากรวดน้ำเพื่ออาศัยสาย น้ำที่ไหลลงมาทำให้ใจเป็นสมาธิ พอนึกเอาบุญไปให้ผู้ที่ละโลก บุญจะได้ไปแรงขึ้น ตัวเราเองเหมือนเครื่องส่ง ถ้าใจเป็นสมาธิสัญญาณจะแรง คลื่นแทรกไม่ค่อยมี บุญที่ส่ง ก็จะเต็มที่ แต่ถ้าคนอุทิศส่วนกุศลใจฟุ้งซ่าน ก็เหมือน กับเครื่องส่งที่กำลังไม่ค่อยดี ส่งได้ไม่เต็มที่ ใจที่จรด อยู่กับสายน้ำจะเป็นสมาธิ เมื่ออุทิศส่วนกุศลจะไปถึงผู้รับแรงขึ้น นี่คือวัตถุประสงค์ ส่วนที่เหยียดนิ้วออกไปเป็นการช่วยให้น้ำไหลตามนิ้ว ป้องกันน้ำหก ย้อยเลอะเทอะ
         สำหรับคนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจนกระทั่งชำนาญแล้ว ไม่ต้องกรวดน้ำก็ได้ ทำใจนิ่ง ๆ ทำสมาธิแล้วนึกส่งบุญไปได้

ทำบุญแล้วไม่ได้ฟังพระให้พร จะได้บุญหรือไม่?
         ได้สิ เพราะบุญเกิดตั้งแต่เราถวายทานแล้ว แม้ไม่ได้ฟังพระให้พรก็ได้บุญ ธรรมเนียมสงฆ์สมัยเริ่มต้นพุทธกาลพระไม่ได้ให้พร แต่มีผู้ไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าว่าอยากจะให้พระให้พรสักหน่อย ฟังแล้วชื่นใจ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตเพื่อฉลอง ศรัทธาญาติโยม จึงมีธรรมเนียมให้พรตั้งแต่นั้นมา
         บุญไม่ได้เกิดจากเสียงให้ พร แต่เกิดจากการ ที่เรามีศรัทธาแล้วไปถวายทาน แต่ถ้าพระให้พรแล้ว เราตั้งใจฟังอย่างดี ใจก็จะปลื้มในบุญ บุญก็จะยิ่ง เพิ่มพูนทับทวีขึ้น การให้พรมีผลเหมือนกัน แต่หัวใจ หลักอยู่ที่เรามีศรัทธาแล้วถวายทานขาดจากใจ บุญ เกิดตอนนั้น 

เนื้อความบางส่วนจาก พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; PH.D.) จากรายการข้อคิดรอบตัว  .

http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=927






ถาม : ใส่บาตรตามปกติตอนเช้า ๆ กับใส่บาตรเทโวฯ อานิสงส์ต่างกันอย่างไรคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าใส่บาตรทุกเช้าแล้ว ใจมั่นคงกว่าเยอะ ส่วนที่เขาไปใส่บาตรในงานเทศกาล มองได้ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ เขาเป็นคนที่มั่นคงมาก ถึงเวลาแล้วยังระลึกถึงได้ ไปทำบุญตามเทศกาลทุกครั้ง แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ท่านทั้งหลายเหล่านี้ถ้าไม่มีงานเทศกาลก็ไม่ไปทำบุญ เกิดชาติใหม่ อานิสงส์ที่จะได้ก็นาน ๆ ครั้ง แต่ถ้าเราใส่บาตรทุกวันนี่มั่นคงกว่าเยอะ

โดยเฉพาะเรื่องของการใส่บาตร ถ้าเราใส่เป็นประจำ ๆ อานิสงส์มหาศาลและผลพลอยได้มีเยอะมาก การ ใส่บาตรถ้าเราไม่เจาะจงว่าใส่หลวงปู่ หลวงพ่อรูปไหน พระรูปไหนมาเราก็จะใส่ ถ้าอย่างนั้นเป็นสังฆทานเลย ต่อให้ใส่ไม่ครบสี่รูปก็เป็นสังฆทาน ก็แปลว่า เราได้ทำบุญสังฆทานทุกวัน

ประการต่อไปก็คือ ลูกหลานของเรา มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทุกวัน เขาก็จะได้รับช่วงสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมนี้ต่อไปได้

ประการที่สามก็คือ พระภิกษุสามเณร ออกบิณฑบาตเพราะต้องการอาหาร มีอาหารไว้ขบฉัน สามารถที่จะดำรงขันธ์อยู่ได้ เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว นำไปสั่งสอนญาติโยมต่อ ก็เท่ากับว่าสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาต่อไปได้

และถ้าเราพร้อมเพรียงกันใส่บาตรทุกวัน ศาสนาอื่นเห็นก็ไม่กล้ารุกรานหรอก เพราะเขาเห็นความมั่นคงเข้มแข็งของพวกเรา แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเราลุกไม่ไหว..ไปไม่ทัน..พระมาเช้าเกิน ไม่ได้คิดว่าเราตื่นสายเกิน

ถาม : เราใส่บาตรให้พระรูปเดียว แต่ว่าตั้งใจให้เป็นสังฆทาน เราต้องบอกพระไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ต้องบอกก็ได้จ้ะ คือ เราตั้งใจว่าท่านไหนมาเราก็จะใส่ ถ้าไปตั้งใจว่าหลวงปู่ท่านนั้นมา หลวงพ่อท่านนี้มา หลวงพี่ท่านนี้มาแล้วเราจะใส่ ถ้าอย่างนั้นจะเป็นได้แค่ปาฏิปุคลิกทาน ถ้าไม่เจาะจง ท่านไหนมาเราก็จะใส่ ก็เป็นสังฆทาน


พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เทศน์ช่วงก่อนทำกรรมฐาน ณ บ้านอนุสาวรีย์
วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
__________________



ทุกท่านเคยสงสัยไหมว่า ขณะที่เราจะใส่บาตร เราควรจะมีการปฏิบัติตัวอย่างไร ให้ได้บุญมากและถูกวิธี มาดูวิธีการปฏิบัติตัวกันนะ
ครับ

☀️๑.ขณะ รอใส่บาตรให้ ทำจิตตั้งมั่นไว้ว่าจะใส่บาตรโดยไม่เจาะจงเมื่อพระเณรรูปใดเดินผ่านมาก็ใส่ บาตรไปตามลำดับจนหมดอาหารที่เตรียมมาไม่เลือกใส่องค์นี้ไม่ใส่องค์นั้นการ ใส่บาตรโดยไม่เจาะจงนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลานิสงค์มากกว่าการใส่ บาตรโดยเจาะจง

☀️๒.เมื่อ พระ ภิกษุเดินมาใกล้จะถึงที่ที่เราอยู่พึงอธิษฐานจิตเสียก่อนโดยถือขันข้าวด้วย มือทั้งสองนั่งกระหย่งยกขันข้าวขึ้นเสมอหน้าผากกล่าวคำอธิษฐานว่า
“สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด”

☀️๓.จาก นั้นลุกขึ้น ยืนและถอดรองเท้าเพราะการสวมรองเท้าถือว่ายืนสูงกว่าพระถือเป็นการไม่สมควร เหมือนเป็นการขาดความเคารพแต่ก็ไม่กรณียกเว้นเช่นเท้าเจ็บหรือเป็นที่น้ำขัง เฉอะแฉะเป็นต้นแต่ที่ไม่ควรก็คือบางคนถอดจริงแต่กลับไปยืนอยู่บนรองเท้าเสีย อีกยิ่งสูงไปกันใหญ่ดังนั้นถ้าตั้งใจจะไม่ใส่รองเท้าก็จัดที่ให้พระสงฆ์ยืน สูงกว่า

☀️๔.เมื่อ ใส่ บาตรเสร็จแล้วถ้ามีโต๊ะรองอาหารหรือรถยนต์จอดอยู่ด้วยให้วางขันข้าวบนนั้น ยืนตรงน้อมตัวลงไว้พระสงฆ์แต่ถ้าตักบาตรรอยู่ริมทางควรนั่งแล้ววางขันข้าว (ข้อนี้ควรดูความเหมาะสมของสถานที่และเวลา )ไว้ข้างตัวยกมือไว้พระสงฆ์พร้อมกับอธิษฐานว่า
“นัต ถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอให้ข้าพเจ้าเจริญในพระศาสนาของศาสดา”

☀️ ๕.หลังจากนั้นควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยการกรวดน้ำและกล่าวว่า
“อิ ทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญทั้งหลังจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า ขอให้ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด”


ที่มา เพจชมรมพุทธ

อานิสงส์ของการตักบาตรพระ
 
1. ทำให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
2. มีความแข็งแรง มีอายุขัยยืนยาวไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
3. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก เป็นมหาเศษฐีผู้ใจบุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา
4. มีสติปัญญาและผิวพรรณวรรณะผ่องใส มียศถาบรรดาศักดิ์เกรียงไกร
5. ไม่พลัดพรากจากของรักมีความสุขในทุกสถาน
6. ทำให้เป็นผู้เกิดภายใต้ร่มเงาบวรพระพุทธศาสนาตลอดไป
7. บรรลุธรรมได้โดยง่ายไปทุกภพชาติ





พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

 
   “บุคคลให้ทานในเขตใดแล้วมีผลมาก พึงเลือกให้ทานในเขตนั้น  การเลือกให้
พระสุคตทรงสรรเสริญ ทานที่บุคคลให้แล้วในทักขิไณยบุคคลทั้งหลายย่อมมีผลมาก
เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดีฉะนั้น”

 

     ทาน หมายถึงการให้ การสงเคราะห์ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นเรื่องดีงาม เพราะการให้เป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลระหว่างชีวิตต่อชีวิต เป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ เป็นการสร้างความดีที่ง่ายที่สุด แต่ส่งผลดีให้แก่ชีวิตเรามากมายมหาศาล

     พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการเลือกให้ คือก่อนจะให้ ควรเลือกของที่จะให้ว่า สมควรหรือไม่ โดยเลือกให้แต่ของที่ดี ของที่ประณีต ของนั้นต้องได้มาด้วยความสุจริต ถ้าให้ของดียิ่งกว่าที่ตนใช้ เวลาบุญส่งผลก็จะได้ของที่ดีเลิศ หรืออย่างน้อยควรให้ของในระดับเดียวกับที่ตนใช้อยู่ และต้องดูด้วยว่าจะให้กับใคร ทานนั้นจึงจะมีผลมาก ถ้าให้กับผู้เป็นเนื้อนาบุญ ผลบุญก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เหมือนชาวนาผู้ฉลาดในการทำนา ต้องคัดพันธุ์ข้าวที่ดี หว่านข้าวลงในนาดี มีนํ้ามีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ เมื่อทำเช่นนี้ เขาย่อมได้รับผลผลิตที่คุ้มค่าแก่ความเหนื่อยยาก ดังเรื่องของเทพบุตรผู้ที่ฉลาดในการเลือกให้ทาน

     * ในสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ได้เสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะที่พระองค์ประทับ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงมีพระรัศมีแผ่กว้างครอบคลุมหมู่เทวดาทั้งหลาย เทพบุตรพุทธมารดาเสด็จมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ประทับในที่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ อังกุรเทพบุตรนั่งอยู่ในที่ข้างซ้าย แต่เมื่อเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทยอยกันมาเฝ้าพระพุทธองค์ อังกุรเทพบุตร ก็ต้องถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ ถอยไปจนถึงท้ายสุดในที่ประชุมนั้น ไกลถึง ๑๒ โยชน์ ขณะที่เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ชื่ออินทกเทพบุตร มานั่งเช่นไรในตอนแรก ก็คงนั่งอยู่ในที่เดิมเช่นนั้น


     พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเทพบุตรทั้งสองแล้ว มีพระประสงค์จะประกาศความแตกต่างระหว่างทานที่บุคคลถวายแด่ทักขิไณยบุคคลใน ศาสนาของพระองค์ กับทานที่บุคคลให้แล้วแก่โลกียมหาชน จึงตรัสถามอังกุรเทพบุตรว่า

     “ดูก่อนอังกุระ ท่านให้ทานมาเป็นเวลานานถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ก่อเตาหุงข้าวยาวเป็นแถวถึง ๑๒ โยชน์ทุกวัน แต่เมื่อมาสู่สมาคมของเรา ท่านกลับต้องนั่งห่างออกไปถึง ๑๒ โยชน์ ไกลกว่าเทพบุตรทั้งปวง นั่นเป็นเพราะเหตุใด”

     อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้บริจาคทานมากในสมัยที่เป็นมนุษย์ แต่เป็นทานที่ให้แก่มหาชนทั่วไป  คือให้ทานในเวลาที่ปราศจากทักขิไณยบุคคล ส่วนอินทกเทพบุตรนี้ แม้ถวายทานเพียงน้อยนิดเพียงข้าวทัพพีเดียว แต่เพราะทำถูกทักขิไณยบุคคล จึงรุ่งเรืองกว่าข้าพเจ้า เหมือนดวงจันทร์รุ่งเรืองกว่าหมู่ดาวฉะนั้น”

     พระบรมศาสดาจึงตรัสถามอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่ที่เดิมโดยมิได้เคลื่อนย้าย ไปไหนเลย อินทกเทพบุตรจึงกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ถวายทานแด่ทักขิไณยบุคคล ดุจหว่านพืชแม้น้อยในเนื้อนาดี ผลย่อมงอกงามไพบูลย์” และเพื่อจะประกาศความสำคัญของทักขิไณยบุคคล  จึงกราบทูลต่อไปว่า “พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ชาวนาเองก็ไม่ปลื้มใจฉันใด ทานแม้มีมากที่บุคคลให้แล้วในผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทายกก็ไม่ปลื้มใจฉันนั้น ส่วนพืชแม้น้อยที่หว่านแล้วในนาดี ย่อมมีผลไพบูลย์ ชาวนาก็ปลาบปลื้มฉันใด ทานเล็กน้อยที่บุคคลทำในเขตบุญ ในท่านผู้มีศีลมีธรรมที่มั่นคง ย่อมอำนวยผลไพบูลย์ ให้ทายกชื่นชมยินดี ฉันนั้น”

     ทำไมอินทกเทพบุตรจึงพูดเช่นนี้ เพราะอินทกเทพบุตรนั้น เมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ ได้ถวายข้าวเพียงทัพพีเดียวแด่พระอนุรุทธเถระ ผู้เป็นอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญนี้ย่อมมีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตรเคยทำแล้วในอดีตชาติ คือได้ก่อเตาไฟหุงข้าวเป็นแถวยาว ๑๒ โยชน์ เพื่อบริจาคในทุกๆ วันแก่คนธรรมดาทั่วไปถึง ๑๐,๐๐๐ ปี เมื่ออินทกเทพบุตรกราบทูลแล้ว พระบรมศาสดาจึงตรัสกับอังกุรเทพบุตรว่า

     “ธรรมดาการให้ทาน ควรพิจารณาก่อนแล้วจึงให้ ทานนั้นย่อมมีผลมาก เหมือนการหว่านพืชในนาดี แต่เธอหาได้ทำเช่นนั้นไม่ เหตุนั้นทานของเธอจึงมีผลไม่มาก ทานที่บุคคลให้แล้วในเขตใดมีผลมาก ควรพิจารณาให้ในเขตนั้น การให้ด้วยพิจารณา ตถาคตสรรเสริญ ทานที่ให้แล้วในทักขิไณยบุคคลย่อมมีผลมาก เหมือนหว่านพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น”
 

     จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ทานจะให้ผลไพบูลย์ได้ ต่อเมื่อถวายแก่ผู้รับที่บริสุทธิ์ เป็นทักขิไณยบุคคล ผู้รับจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ทานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เกิดกำลังใจแก่ผู้ให้

     ในพระไตรปิฎก เราได้พบเห็นเรื่องราวของคนยากจนหรือบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก ได้ทุ่มเททำทานอย่างสุดกำลัง บางครั้งถึงกับสละอาหารมื้อสุดท้ายถวายแด่ทักขิไณยบุคคล แล้วได้เสวยผลอันยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแบบอย่างให้เรา ซึ่งเกิดในยุคปัจจุบันมีความเข้าใจและมีกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระ พุทธโอวาทกันต่อไป

     ดังนั้นเราควรทำทานให้บริสุทธิ์ ครบองค์ประกอบของการให้ทั้ง ๓ ประการ คือ วัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้แล้ว และบุคคลบริสุทธิ์ทั้งผู้รับและผู้ให้ย่อมได้ผลบุญมาก

     พอเราถวายทานตัดขาดจากใจเท่านั้น ศูนย์กลางกายของเราจะมีอายตนะของบุญเกิดขึ้นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ คอยรองรับบุญใหญ่เกิดขึ้นเลย เมื่อถวายทานขาดจากใจ ใจก็เป็นกุศล ความสว่างบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้น ปุญญาภิสันทา ท่อธารแห่งบุญก็ไหลจากอายตนนิพพานมารวมเป็นจุดเดียวกัน มาจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพวกเราทุกๆ คน ตามความบริสุทธิ์ของใจที่หยุดนิ่ง ตามกำลังของความปีติ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย

     ถ้าเลื่อมใสมากก็สว่างมาก เลื่อมใสน้อยบุญก็ลดหย่อนกันลงไป แล้วกระแสบุญที่ใสสว่างบริสุทธิ์ จะเป็นต้นเหตุแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต เช่น ทำให้เราได้มีรูปสมบัติที่งดงาม แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ อายุยืน ถ้าหากบารมีเต็มที่ ก็งามไม่มีที่ติ ได้ลักษณะมหาบุรุษ ถ้าบารมีลดหย่อนลงมา รูปสมบัติของเราก็หย่อนลงมาตามลำดับ  อีกทั้งเป็นผู้ที่แข็งแรง มีโรคน้อย จนกระทั่งปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและอายุยืนยาว ความงามของรูปกายนั้น เป็นรูปสมบัติที่สามารถน้อมนำให้ผู้พบเห็นเกิดความนิยมชมชอบ และเมื่อจะชักนำใครให้มาสร้างความดี ก็จะเป็นเครื่องยังใจบุคคลทั้งหลายให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส เช่นเดียวกัน

     บุญนั้นยังทำให้เกิดทรัพย์สมบัติ จะเป็นทรัพย์สมบัติที่มีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครองเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นจากบุญดลบันดาลให้เกิด กระแสแห่งบุญนี้จะไปดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลายเข้ามาหาตัวเรา  เอาไว้สำหรับหล่อเลี้ยงสังขาร หล่อเลี้ยงพวกพ้องบริวาร และเพื่อการสร้างบารมี

     นอกจากนี้บุญยังก่อให้เกิดคุณสมบัติ ความเฉลียวฉลาดต่างๆ ความรู้ ความสามารถ ไหวพริบปฏิภาณคล่องแคล่ว เอาไว้สำหรับใช้สอย คุณสมบัติก็เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการปกครองตน ปกครองคน ปกครองงาน และการสร้างบารมี รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เกิดขึ้นมาเพราะกระแสแห่งบุญนี้ดลบันดาลให้เกิดขึ้น ดึงดูดให้เกิดขึ้น

    ความสมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผล นิพพาน ก็เกิดขึ้นด้วยกระแสแห่งบุญนี่แหละ เพราะฉะนั้นบุญนี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว จะต้องสร้างบุญให้เกิดขึ้นให้มากๆ ยิ่งมากเท่าไหร่ ความสุขความสำเร็จก็จะยิ่งเกิดขึ้น ยิ่งยุคของผู้ที่มีบุญ คือคนมีบุญมาเกิดรวมกัน ความอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นอย่างที่เรานึกไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราต้องสั่งสมบุญกันให้มากๆ และให้ใจอยู่ในแหล่งของบุญ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ให้อยู่ ตรงนี้ตลอดเวลา

พระธรรมเทศนาโดย :  พระเทพญาณมหามุนี
* มก. เล่ม ๔๒ หน้า ๓๑๑

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การปล่อยปลาที่เหมาะสม



 09 เม.ย 2555 เวลา 15:10:32 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรมประมงแนะปล่อยปลาอย่างไร... ให้มั่นใจว่า "ได้บุญ"




สงกรานต์ปีนี้กรมประมงวอนผู้ใจบุญที่นิยมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำเพื่อความเป้นสิริมงคลของชีวิตในวันเริ่มต้นปีใหม่ของไทย ให้เลือกปล่อยสัตว์น้ำและปลาสายพันธุ์ไทย อาทิ ปลาไหล ปลาหมอ เต่า กบ หอยโข่ง ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ

ที่ผ่านมาการปล่อยปลาถือเป็นอีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการเสริมดวงชะตาและสะเดาะเคราะห์ แต่ก็มีปลาบางชนิดที่ถูกนำมาปล่อยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะเป็นปลาสายพันธุ์ต่างถิ่น นั่นก็คือ ปลาซัคเกอร์หรือปลาเทศบาล ที่เรารู้จักกันดี เนื่องจากปลาชนิดนี้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แถมยังทำให้เกิดผลกระทบต่อพันธุ์ปลาพื้นเมืองของไทยโดยตรง จนทำให้ปลาพื้นเมืองของไทยบางชนิดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงสูญพันธุ์ ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเราก็ควรศึกษากันให้ดีเสียก่อนว่าเราควรจะเลือกปล่อยสัตว์น้ำชนิดไหน และบริเวณไหนดี เพื่อที่ผู้ใจบุญทั้งหลายจะได้มั่นใจได้ว่าการทำบุญครั้งนี้เราจะได้บุญ... และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบบนิเวศของประเทศ

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า การปล่อยสัตว์น้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนไทยเรานิยมทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือเพื่อสั่งสมบุญกุศลไว้ให้ตัวเอง การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำโดยทั่วไปจะต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของปลาและสิ่งแวดล้อมของสถานที่ที่จะนำไปปล่อยด้วย เนื่องจากสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีนิสัยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสรอดของปลาและสัตว์น้ำที่ผู้ใจบุญทั้งหลายนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ทางกรมประมงจึงขอแนะนำวิธีเลือกพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสถานที่จะปล่อยสัตว์น้ำ ดังนี้

 1.ปลาช่อน/ปลาดุก...ควรปล่อยให้ลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่งบ้าง และน้ำควรเป็นน้ำสะอาด

 2.เต่า...ควรเลือกปล่อยในสถานที่ที่มีตลิ่ง สามารถให้เต่าขึ้นมาผึ่งแดดได้ เนื่องจากเต่าต้องการให้ปลิงที่ติดอยู่ตามตัวนั้นหลุดออก น้ำที่ปล่อยนั้นก็ไม่ควรจะไหลเชี่ยวจนเกินไป

 3.ปลาไหล...ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะ และกระแสน้ำไหลไม่แรงมาก เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย

 4.กบ...สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นา หรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้าหรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบก็จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังเป็นที่อยู่ของแมลง ซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

 5.ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน...ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้เมื่อโตเต็มที่ เป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต

 6.ให้คำนึงถึงคุณภาพของน้ำด้วย โดยก่อนปล่อยสัตว์น้ำ ควรสังเกตสีน้ำในแหล่งที่ปล่อยต้องมีสีไม่ดำ หรือเขียวเข้มจัด เพราะเป็นน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หากปล่อยลงไปจะทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้

 7.การปล่อยสัตว์น้ำต้องพิจารณาถึงคุณภาพของสัตว์น้ำที่ปล่อยด้วย ควรเป็นสัตว์น้ำที่มีสุขภาพดี สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแผลตามลำตัว หากปล่อยสัตว์น้ำที่เป็นโรคลงไปในแหล่งน้ำ จะเป็นการแพร่ขยายเชื้อโรคสู่ธรรมชาติ

 8.เวลาปล่อยสัตว์น้ำควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะหากปล่อยสัตว์น้ำในที่มีแสงแดดจัด อาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

การปล่อยปลาหรือสัตว์น้ำเพื่อสร้างบุญกุศล และเสริมดวงชะตาตามความเชื่อนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องปล่อยที่วัดเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเราปล่อยสัตว์น้ำบางชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณหน้าวัด สุดท้ายมันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ เราควรที่จะเลือกสถานที่ที่เมื่อเราปล่อยสัตว์น้ำเหล่านั้นไปแล้วจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บริเวณสถานที่นั้นๆ ได้ ตามที่ได้แนะนำไว้ข้างต้น อธิบดีกรมประมงกล่าว

สงกรานต์ปีนี้ทางกรมประมงจึงขอความร่วมมือให้เลิกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และให้หันมาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแทน นอกจากจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้บุญอย่างแน่นอน เพราะการปล่อยสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยถือเป็นการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ด้านประมงให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย


วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

ฮ่องเต้ผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

ในบทความนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึง “พิบัติภัยแห่ง 3 อู่ 1 จง" ที่วันนี้ นสพ.หนึ่งนำบทความมาลง ซึ่งในบทความกล่าวว่าเพราะพระภิกษุ ภิกษุณี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไป จึงนำมาสู่การถูกทำลายเพื่อปฏิรูปศาสนาให้ถูกต้อง อ่านแล้วชวนให้สงสัยว่าจริงอย่างที่อ้างหรือไม่อย่างไร จึงเข้าค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และมาเล่าให้เพือนๆกัลยาณมิตรได้ทัศนากันครับ

ขอแนะนำให้รู้จักผู้ที่กวาดล้างศาสนาพุทธในจีน ทั้ง 4 องค์นี่ก่อน



1. ฮ่องเต้เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้แห่งแคว้นเว่ยเหนือ(เผ่าซุงหนู) (ค.ศ. 408-452) ฝักใฝ่นักพรตลัทธิเต๋า ประกาศลัทธิเต๋าเป็นศาสนาประจำแคว้น สร้างพระราชวังสูงเสียดฟ้าเพื่อไปให้ถึงสวรรค์ และเชื่อคำยุยงจากนักพรตและขันทีว่า พระภิกษุแอบก่อกบฏ และสร้างหลักฐานเท็จด้วยการใส่อาวุธไว้ในวัดต่างๆในเมืองฉางอัน ฮ่องเต้หลงเชื่อและสั่งฆ่าพระ เผาวัดทุกแห่ง ในอาณาจักร
Quote :“นับแต่ข้าล้างบางพุทธศาสนา ราษฎรได้ลดภาระ ธัญญาหารและแพรพรรณในเสบียงคลังก็เพิ่มพูน”
ต่อมารัชสมัยนั้นมีแต่การแก่งแย่งชิงดี สุดท้ายฮ่องเต้ถูกลอบสังหารโดยขันทีคนสนิท
และองค์ชายผู้เป็นพุทธศาสนิกชนได้ขึ้นครองราชย์
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Taiwu_of_Northern_Wei

เป่ยโจวอู่ตี้


2. ฮ่องเต้เป่ยโจวอู่ตี้ แห่งแคว้นโจวเหนือ (ค.ศ. 543-578) ผู้ทะเยอทะยานในการรวมจีนเป็นหนึ่ง ทรงโปรดปรานนักคิดขงจื๊อ หลังจากที่นักพรตเต๋า และพระภิกษุ แพ้การดีเบตหน้าพระพักตร์ จึงแบนลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธไปพร้อมๆกันทั้งอาณาจักร ด้วยทรงอ้างว่านักบวชมีชีวิตฟุ้งเฟ้อ และบังคับนักพรต และพระภิกษุต้องสึกออกไปเป็นทหาร เพื่อออกรบรวมชาติ
Quote :เป่ยโจวอู่ตี้เคยถูกข่มขู่ว่า “ฝ่าบาทห้ามเผยแผ่พุทธศาสนาตายไปต้องตกนรก!” พระองค์ตอบกลับว่า “ขอแค่ให้ประชาชนมีสุข เรายินยอมตกนรกรับทรมานเอง!”
พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วยกระทันหันด้วยอายุเพียง 35 ปล่อยให้บัลลังก์ตกแก่ทายาทที่ไร้ความสามารถ สุดท้าย ถูกรัฐประหารด้วยมือของหยางเจียนผู้สมถะ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์สุย ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถรวมจีนเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Wu_of_Northern_Zhou

ถังอู่จง


3. ฮ่องเต้ถังอู่จง(ค.ศ. 841-846) แห่งราชวงศ์ถัง (ร้อยกว่าปีหลังเหตุการณ์หยางกุ้ยเฟย) ทรงฝักใฝ่ลัทธิเต๋า และเชื่อว่าการยกเว้นภาษีพระภิกษุและภิกษุณีทำให้เป็นอภิสิทธิ์ชน ทั้งที่เป็นศาสนาต่างชาติ จึงมีราชโองการบังคับให้พระภิกษุและภิกษุณี รวมถึงบาทหลวงคริสต์นิกายเนสเธอเรียน และลัทธิโซโรอัสเตอร์ ยกทรัพย์สินให้ทางราชการ เว้นแต่จะลาออกไปเป็นฆราวาสและจ่ายภาษี และจำกัดให้วัดมีพระจำพรรษาได้ไม่เกิน 20 รูป เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้จำนวนพระภิกษุ ภิกษุณี ลดลงไปกว่า สองแสนรูป วัดวาอารามถูกทำลาย กว่า สี่พันแห่ง และสร้างมหาวิหารใหญ่โตหรูหราขึ้นมากมายเพื่อบูชาเทพเจ้าเต๋า
ความคลั่งไคล้อยากเป็นเซียนของฮ่องเต้ ทำให้ทรงใช้ชีวิตไปกับการเสพยาที่นักพรตเต๋าปรุงถวาย ฤทธิ์ยาทำให้ฮ่องเต้มีพระสติวิปลาสฟั่นเฟือน และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 31
หลังรัชสมัยของพระองค์ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชสมัยต่อมาของฮ่องเต้ถังซวนจง "ถังไท่จงน้อย"
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Wuzong_of_Tang

โฮ่วโจวซื่อจง

4.โฮ่วโจวซื่อจง (ค.ศ. 921-959) เป๋นอ๋องในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (หลังสิ้นราชวงศ์ถัง) มีตำนานประกอบที่ไม่ชัดเจนในเชิงประวัติศาสตร์นักว่า ได้ทำลายวัดในพระพุทธศาสนาถึง 6000 แห่งเพื่อนำพระพุทธรูปไปหลอมเป็นเหรียญกษาปณ์
ภายหลังสิ้นพระชนม์ในสนามรบขณะ อายุ37 ทิ้งแคว้นไว้ในมือรัชทายาทอายุหกขวบ สุดท้าย อาณาจักรโฮ่วโจวก็ตกอยู่ในมือของ "เจ้ากวงยิ่น" หรือ ฮ่องเต้ซ่งไท่จู่ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นผู้เปิดโอกาสให้ทุกแนวคิดได้มีที่ยืนในสังคมจีนตลอดระยะเวลาของ ราชวงศ์
https://en.wikipedia.org/wiki/Chai_Rong
https://en.wikipedia.org/…/Four_Buddhist_Persecutions_in_Ch…


จากที่อ่านดูจากเรื่องราวของฮ่องเต้ทั้งสี่แล้ว มีข้อสังเกตดังนี้
1. มีถึงสามองค์ที่นับถือ ชื่นชอบ ลัทธิความเชื่อนอกพระพุทธศาสนา และอิทธิพลจากความเชื่อนั้น นำภัยมาสู่พระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง
2. ผลที่ออกมาหลังจากนั้นก็ไม่มีผลดีต่อตนเองและอาณาจักรเลย
3. นโยบายต่อต้านพระพุทธศาสนาล้วนเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามในรัชสมัยต่อมาทั้งสิ้น

ที่นี้พอเห็นความจริงมากขึ้นไหมครับ ( เปิดวาป http://www.posttoday.com/life/life/418633)

‪#‎ศิยราย‬

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

เกร็ดความรู้ - ปริวาสกรรม

          ทุกวันนี้งานปริวาสกรรมได้จัดขึ้นมากมายตามวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย และดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   การอยู่ ปริวาสกรรมนั้นมักจะจัดขึ้น ก่อนเข้าพรรษาของพระภิกษุ ๑๕ วัน ซึ่งแต่ละครั้งนั้น จะมีพระภิกษุจากทั่วประเทศ ได้เข้ามาประพฤติปริวาสเป็นจำนวนมากรวมทั้งยังมี สามเณร อุบาสก - อุบาสิกา ได้เข้ามาร่วมปฏิบัติธรรมด้วยเป็นจำนวนมาก

ประโยชน์และวัตถุประสงค์ของ "ปริวาสกรรม"
๑.  เพื่อดำรงธรรมวินัยให้ยั่งยืน เพราะมีครูบาอาจารย์มาให้ความรู้     ทางธรรม ทั้งด้านปริยัติธรรมและการปฏิบัติธรรม
๒.  เพื่ออนุเคราะห์กุลบุตรที่บวชมา และต้องการชำระสิกขาบท     (ศีล)ให้บริสุทธิ์
๓.  เพื่อเปิดโอกาสให้นักปฏิบัติธรรมได้เจริญ สมถะ-วิปัสสนา     กรรมฐาน ทั้งพระภิกษุ-สามเณร  อุบาสก-อุบาสิกา
๔.  เป็นการ รวมพระภิกษุต่างถิ่นต่างอาวาสได้อย่างมาก  บ่งบอกถึงความสามัคคีในหมู่สงฆ์ว่ายังแน่นแฟ้นดีอยู่
     เป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญในพระพุทธศาสนา

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

     “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย การแสวงหาทางออกอย่างพวกเธอนี้ประเสริฐแท้ การแก่งแย่งกันเป็นใหญ่เป็นโตนั้น  ในที่สุดทุกคนก็รู้เอง เหมือนแย่งกัน เข้าไปสู่กองไฟ มีแต่ความรุ่มร้อนกระวนกระวาย เสนาบดีดื่มน้ำด้วยภาชนะ   ทองคำ กับคนจนดื่มน้ำด้วยภาชนะที่ทำจากกะลามะพร้าว เมื่อมีความพอใจ ย่อมมีความสุขเท่ากัน นี่เป็นข้อยืนยันว่าความสุขนั้นอยู่ที่ความรู้สึกทางใจ  เป็นสำคัญ อย่างพวกเธออยู่ที่นี่มีแต่ความพอใจ แม้กระท่อมมุงด้วยใบไม้  มิใช่คนใหญ่คนโต แต่เป็นคนที่รู้สึกว่าชีวิตของตนมีความสุขสงบเยือกเย็น ปราศจากความเร่าร้อนกระวนกระวาย

ปริวาสเป็นชื่อของสังฆกรรมประเภทหนึ่งที่สงฆ์จะพึงกระทำ ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งการอยู่
ปริวาสเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า การอยู่กรรมจึงนิยมเรียกรวมกันว่า ปริวาสกรรม

"ปริวาสหมายถึง การอยู่ใช้หรือ การอยู่รอบหรือเรียกสามัญว่า การอยู่กรรม”(วุฏฐานวิธี) คือ อยู่ให้ครบ
กระบวนการ สิ้นสุดกรรมวิธีทุกขั้นตอนของการอยู่ปริวาสกรรมทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้อยู่ใช้กรรมหรือความผิดที่ได้ล่วงละเมิดพระวินัย
ต้องอาบัติ  สังฆาทิเสสซึ่งอาจจะล่วงละเมิดโดยความตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจล่วงละเมิดโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ดีนั้น
ให้พ้นมลทิน หมดจดบริสุทธิ์ไม่มีเหลือเครื่องเศร้าหมองอันจะเป็นอุปสรรคในการประพฤติปฏิบัติบำเพ็ญในทางจิต
ของพระภิกษุสงฆ์

ปริวาสกรรมมีเพื่อสำหรับบุคคล ๒ ประเภท คือ

  ปริวาสกรรมสำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์
  ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์ที่บวชอยู่แล้วในพระพุทธศาสนาแต่ต้องครุกาบัติ

ความเป็นมาของการอยู่ปริวาส

ปริวาสกรรมสำหรับคฤหัสถ์ หรือพวกเดียรถีย์

   “ปริวาสคำ นี้มีมาแต่สมัยพุทธกาล เนื่องด้วยมีคฤหัสถ์มากมายที่ไม่ใช่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือ ไม่ได้นับถือพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นผู้ที่นับถือศาสนาอื่นหรือลัทธิอื่น ๆ มาก่อน ซึ่งคนจำพวกนี้เรียกว่าเดียรถีย์ ซึ่งเดียรถีย์เหล่านี้เมื่อได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าบ้าง หรือพระอัครสาวกบ้างก็เกิดมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา คิดจะเข้ามานับถือพระพุทธศาสนา โดยจะยังครองเพศเป็นคฤหัสถ์เช่นเดิมหรือจะขอบวชก็ตามพระพุทธเจ้าทรงพิจารณา เห็นว่าควรจะให้คนเหล่านี้ได้อบรมตนให้เข้าใจในหลักพระพุทธศาสนาเสียก่อน เป็น
เวลา ๔ เดือน จึงได้ทรงอนุญาตให้อยู่ประพฤติตนเรียกว่า ติตถิยปริวาสไว้

   คนที่ถูกกำหนดว่าเป็นเดียรถีย์ต้องอยู่ ติตถิยปริวาส ๔ เดือนนั้น ตามพระบาลีท่านกล่าวว่า ติตถิยปริวาสในพระบาลีนั้น พึงให้แก่อัญเดียรถีย์ชาตินิครนถ์ (ปัจจุบันคือศาสนาเชน ในอินเดีย) เท่านั้น; ไม่ควรให้แก่ชนเหล่าอื่นฯ ซึ่งในข้อนี้พระอรรถกถาจารย์ท่านแก้ไว้ว่า ติตถิยปริวาสนี้ ควรให้แก่อาชีวกหรืออเจลกะผู้เป็นปริพาชกเปลือยเท่านั้นฯ ความอีกตอนหนึ่งว่า ส่วนเดียรถีย์แม้คนอื่น ใดไม่เคยบวชในพระศาสนานี้ มา...ควรให้ปริวาส ๔ เดือนแก่เธอนั้น..ขึ้นชื่อว่า ติตถิยปริวาสนี้ ท่านเรียกว่า อัปปฏิจฉันนปริวาสฯ(สมนต.๓/๕๓-๕๔) ในฏีกาสารัตถทีปนี ซึ่งเป็นฏีกาของสมันตปาสาทิกาอีกทีหนึ่ง แต่งโดยพระ
สารีบุตรชาวลังกา (ไม่ใช่สารัตถทีปนี อรรถกถาสังยุตตนิกาย ของพระพุทธโฆษาจารย์) ท่านแก้อรรถคำว่า อาชีวก และ อเจลกะ ไว้ว่า อาชีวก ได้แก่ คนที่นุ่งผ้าสไบเฉียงข้างบนผืนเดียว ส่วนข้างล่างเปลือย อเจลกะ ได้แก่คนที่เปลือยกายทั้งหมด

   คนสองประเภทนี้เท่านั้น คือ คนเปลือยครึ่งท่อนกับคนเปลือยทั้งหมด ส่วนที่เป็นดาบสชีปะขาวอื่นมี ปริพาชก เป็นต้น ที่ยังมีผ้าขนสัตว์หรือผ้าพันกายเป็นเครื่องหมายของลัทธิอยู่ ถือว่าได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องอยู่ปริวาสก่อน ๔ เดือน อย่างเช่น อัครสาวกทั้ง ๒ ซึ่งเป็นปริพาชกและเคยอยู่กับปริพาชกมาก่อนก็ดี สีหเสนาบดีชาวเมืองเวสาลีซึ่งเป็นศิษย์เอกของนิครนถ์นาฏบุตรพาวรีพราหมณ์ทั้ง ๑๖ คน ชานุสโสณีพราหมณ์  ติมพรุกขปริพาชก วัปปศากยสาวกนิครนถ์ สุลิมปริพาชก กาปทกมาณพ และโลกายติกพราหมณ์ก็ดี ท่านเหล่านี้ไม่ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน

เพราะท่านเหล่านี้ท่านเรียกว่า สันสกถติสัทธา ได่แก่ผู้ที่มุ่งหน้าเข้ามาหา มาถามปัญหาโดยมีศรัทธาเป็นประธาน ซึ่งก็ได้แก่ผู้ที่เป็นสาวกบารมีญาณแก่กล้าเต็มที่แล้วนั่นเอง

  ในทางคัมภีร์ชั้นบาลีนั้น ผู้ที่ไม่ได้เป็นชีเปลือยก็เคยมีปรากฏว่าอยู่ติตถิยปริวาสมาบ้างแล้ว ในตอนที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตติตถิยปริวาส ๔ เดือน นี้ ได้แก่พวกเดียรถีย์(วินย.๔/๘๖/๑๐๑-๒) ท่านหมายเอาคนนอกศาสนาผู้มีความเห็นผิดเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิเข้าด้วย เช่นสภิยพราหมณ์ ผู้นึกดูหมิ่นพระพุทธเจ้า(สภิยสูตร ๒๕/๕๔๘) และปสุรปริพาชก ผู้ไปเข้ารีตเดียรถีย์ เป็นต้น คนเหล่านี้ก็ยังมีเสื้อผ้าอยู่ และการอนุญาตติยถิยปริวาส ให้แก่

อเจลกกัสสปะ ชาวเมืองอุชุญญนคร  ซึ่งทั้งสามท่านที่ยกตัวอย่างมานี้ ภายหลังเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จึงขออยู่ปริวาสถึง ๔ ปี

ปริวาสสำหรับพระภิกษุสงฆ์

ปริวาสกรรมสำหรับพระภิกษุสงฆ์นี้ เป็นปริวาสตามปกติสำหรับภิกษุผู้บวชอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา แต่ไปต้อง ครุกาบัติ”  จึงจำเป็นต้องประพฤติปริวาสเพื่อนำตนให้พ้นจากอาบัติ ตามเงื่อนไขทางพระวินัยและเงื่อนไขของสงฆ์  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประพฤติวุฏฐานวิธี

 “การประพฤติวุฏฐานวิธี


วุฏฐานวิธี คือ กฎระเบียบเป็นเครื่องออกจากอาบัติ หมายถึง ระเบียบวิธีปฏิบัติสำหรับภิกษุผู้จะเปลื้องตนออกจากครุกาบัติสังฆาทิเสส มีทั้งหมด ๔ ขั้นตอน คือ

๑.  ปริวาส หรือ อยู่ประพฤติปริวาส หรือ อยู่กรรม (โดยสงฆ์เห็นชอบที่ ๓ ราตรี)
๒.  มานัต ประพฤติมานัต  ๖ ราตรี หรือ นับราตรี ๖ ราตรีแล้วสงฆ์สวดระงับอาบัติ
๓.  อัพภาน หรือ การเรียกเข้าหมู่ โดยพระสงฆ์  ๒๐  รูป สวดให้อัพภาน
๔.  ปฏิกัสสนา ประพฤติมูลายปฏิกัสสนา (ถ้าต้องอันตราบัติในระหว่างหรือการชักเข้าหาอาบัติเดิม)

ทั้ง   ขั้นตอนนี้รวมกันเข้าเรียกว่า การประพฤติวุฎฐานวิธีแปลว่าระเบียบหรือขั้นตอนปฏิบัติตนเพื่อออกจากอาบัติ อันได้แก่ สังฆาทิเสส

ส่วนประกอบของการประพฤติวุฏฐานวิธีประกอบด้วยสงฆ์ ๒ ฝ่าย

ขั้นตอนการ ประพฤติวุฎฐานวิธี นั้น จะต้องประกอบด้วยสงฆ์ที่ทำสังฆกรรม คือ ประกอบด้วยคณะสงฆ์ ๒ ฝ่าย ซึ่งคณะสงฆ์ทั้งสองฝ่ายนั้นมีหน้าที่ดังนี้ คือ

    พระภิกษุผู้ประพฤติปริวาส หรือ ภิกษุผู้อยู่กรรม หรือ พระลูกกรรม คือ สงฆ์ที่ต้องอาบัติ แล้วประสงค์    ที่จะออกจากอาบัตินั้น จึงไปขอปริวาสเพื่อ ประพฤติวุฏฐานวิธี ตามขั้นตอนที่พระวินัยกำหนด
    พระปกตัตตะภิกษุ หรือคณะสงฆ์พระอาจารย์กรรม (หรือพระพี่เลี้ยง)ซึ่งเป็นสงฆ์ฝ่ายที่พระวินัย    กำหนดให้เป็นผู้ควบคุมดูแลความประพฤติของสงฆ์ฝ่ายแรกผู้ขอปริวาส ซึ่งสงฆ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแล   อนุเคราะห์เกื้อกูลนี้ ทำหน้าที่เป็น พระปกตัตตะภิกษุ หรือ ภิกษุโดยปกติพระภิกษุผู้มีศีลไม่ด่างพร้อย

ปริวาสมีทั้งหมด ๔  อย่าง คือ

๑.  อัปปฏิจฉันนปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องครุกาบัติแล้วไม่ปิดไว้

๒.  ปฏิจฉันนปริวาส  คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องครุกาบัติแล้วปิดไว้ ซึ่งนับวันได้
๓.  สุทธันตปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ต้องอาบัติแล้วปิดไว้ มีส่วนเท่ากันบ้าง  ไม่เท่ากันบ้าง
๔.  สโมธานปริวาส คือ ปริวาสสำหรับผู้ครุกาบัติแล้วปิดไว้ ต่างวันที่ปิดบ้าง ต่างวัตถุที่ต้องบ้าง

ขั้นตอนการอยู่ประพฤติปริวาส  คือ การอยู่ใช้ การอยู่กรรม หรือ การอยู่รอบ นี้มีการนับราตรีมีอยู่หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของปริวาสนั้นๆ ว่าสงฆ์ผู้ต้องอาบัติขอปริวาสอะไร ซึ่งลักษณะและเงื่อนไขของปริวาสแต่ละประเภทนั้นพอจะสังเขปได้ คือ



อัปปฏิฉันนปริวาส

    อัปปฏิฉันนปริวาส ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาว่า ถูกจัดให้เป็นปริวาสสำหรับพวกเดียรถีย์ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งเมื่อพวกเดียรถีย์มีศรัทธาเลื่อมใสและมีความประสงค์ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้คนเหล่านี้ต้องอยู่ประพฤติ อัปปฏิฉันนปริวาสนี้เป็นเวลา ๔ เดือน และการอยู่ประพฤติ อัปปฏิฉันนปริวาสของพวกเดียรถีย์นี้ จะไม่มีการบอกวัตร จึงทำให้อัปปฏิฉันนปริวาสนำไปใช้ในสมัยพระพุทธองค์เท่านั้น และถูกยกเลิกไป

ปฏิจฉันนปริวาส

   ปฏิจฉันนปริวาส แปลว่า  อาบัติที่ต้องครุกาบัติเข้าแล้วปิดไว้ เมื่อขอปริวาสประเภทนี้ จะต้องอยู่ประพฤติให้ครบตามจำนวนราตรีที่ตนปิดไว้นั้นโดยไม่มีการประมวลอาบัติใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจำนวนราตรีที่ปิดไว้นานเท่าใดก็ต้องประพฤติปริวาสนานเท่านั้น  ดังในคัมภีร์ชั้นอรรถกถากล่าวถึงการปิดอาบัติไว้นานถึง ๖๐ ปี(สมนต.๓/๓๐๓) ในคัมภีร์ จุลวรรคยังได้กล่าวถึงพระอุทายีที่ต้องอาบัติสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วปิดไว้หนึ่ง วัน เมื่อท่านประสงค์จะประพฤติปริวาส พระพุทธองค์
จึงมีพระดำรัสให้สงฆ์จตุวรรคให้ปริวาสแก่ท่านเพียงวันเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกาหัปปฏิจฉันนาบัติ ซึ่งเท่ากับท่านอยู่ปริวาสเพียงวันเดียวเท่านั้น(วิ.จุล.๖/๑๐๒/๒๒๘)



สโมธานปริวาส
   สโมธานปริวาส คือ ปริวาสที่ประมวลอาบัติที่ต้องแต่ละคราวเข้าด้วยกัน แล้วอยู่ประพฤติปริวาสตามจำนวนราตรีที่ปิดไว้นานที่สุด ซึ่งในขณะที่กำลังอยู่ประพฤติปริวาส ประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่นั้น ภิกษุนั้นต้องครุกาบัติซ้ำเข้าอีก ไม่ว่าจะเป็นอาบัติเดิม หรืออาบัติใหม่ที่ต้องเพิ่มขึ้น(ต้องโทษเพิ่ม)  ซึ่งทางวินัยเรียกว่า มูลายปฏิกัสสนา หรือ ปฏิกัสสนา แปลว่า การชักเข้าหาอาบัติเดิม หรือ กิริยาที่ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่ง มูลายปฏิกัสสนา นั้น ถึงต้องในระหว่างก็ไม่ได้ทำให้การอยู่ปริวาสเสียหายแต่ประการใดเพียงแต่ทำให้การประพฤติปริวาสล่าช้าไปเท่านั้นเอง จึงทำให้ภิกษุนั้นต้องขอ ปฏิกัสสนา กับสงฆ์ ๔ รูป ซึ่งปริวาสในครั้งที่ ๒ ที่ต้องซ้ำเข้ามานี้จะเป็นปริวาสชนิดใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังนี้ คือ

   - ใน ขณะกำลังประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่ แล้วต้องอาบัติตัวเดิมหรือตัวใหม่ซ้ำเข้าแล้วปกปิดไว้        ถ้าปิดไว้เช่นนี้ ต้องขอปฏิกัสสนาแล้ว   ต้องขอสโมธานปริวาสเพื่อที่จะประมวลอาบัติที่ต้อง ในระหว่างเข้าปริวาสกับอาบัติตัวเดิมที่เคยต้องมาแล้ว อยู่ประพฤติปริวาสจนครบกับจำนวนราตรี  ที่ภิกษุท่านปกปิดไว้  เหตุที่ต้องขอ สโมธานปริวาส เท่านั้น ก็เพราะสโมธานปริวาสเหมาะสำหรับอาบัติที่ปิดไว้  เพื่อให้รู้ว่าปิดไว้กี่วันซึ่งคณะสงฆ์จะได้ประมวลเข้ากับอาบัติเดิมที่อยู่มาก่อน เช่น  ภิกษุที่  ต้องอาบัติขอปริวาสไว้ ๑๕ ราตรี พออยู่ไปได้ ๕ ราตรี ภิกษุท่านต้องอาบัติซ้ำหรือเพิ่มขึ้นอีก แล้วท่านปิดไว้ไม่ได้บอกใครพอถึงราตรีที่ ๑๒ ก็นับว่าท่านปิดอาบัติที่ต้องครุกาบัติซ้ำเข้าไป  นั้นแล้ว (๑๒-๕)เท่ากับ ๗ ราตรี และการที่ท่านอยู่ปริวาสมาจนถึงราตรี ีที่ ๑๒ ในจำนวน  ๑๕ ราตรีที่ขอนั้น ก็เท่ากับท่านได้เพียงแค่ ๕ ราตรีเท่านั้นที่ไม่เกิดอาบัติซ้ำ ส่วนอีก ๗   ราตรีที่ประพฤติปริวาสไปแล้วนั้นถือเป็นโมฆะนับราตรีไม่ได้ คณะสงฆ์ก็ต้องให้สโมธานปริวาส  ประมวลอาบัติที่ปิดไว้ ๗ ราตรีรวมกับส่วนที่ต้องครุกาบัติก่อนแล้วเท่ากับต้องอยู่ประพฤติ  ปริวาสรวมทั้งหมดเป็น ๒๒ วันนับแต่ราตรี  ที่ ๑ หรือหากนับจากราตรีที่ ๖ ไปอีก ๑๗ วัน

ถ้าต้องอันตราบัติแล้วภิกษุท่านนั้นมิได้ปกปิดไว้ ก็ขอปฏิกัสสนากับสงฆ์ แล้วก็ขอมานัตได้เลย
ถ้าไม่ต้องอาบัติตัวใดซ้ำหรือเพิ่มเติมในขณะอยู่ประพฤติปริวาสก็ให้ประพฤติปริวาสนั้นตาม   เงื่อนไขของการอยู่ประพฤติปริวาสตามปกติ

สุทธันตปริวาส

   สุทธันตปริวาส เป็นปริวาสที่ไม่มีกำหนดแน่นอน นับราตรีไม่ได้ ในปัจจุบันนี้นิยมจัดแต่ สุทธันตปริวาส ทั้งนี้ก็เพราะเป็นปริวาสที่จัดว่าอยู่ในดุลยพินิจของสงฆ์อยู่ในอำนาจของ สงฆ์ คือให้สงฆ์เป็นใหญ่ หากคณะสงฆ์จะให้อยู่ถึง ๕ ปี ก็ต้องยอมปฏิบัติตาม โดยไม่มีทางเลือกและถ้าสงฆ์ให้อยู่ราตรีหนึ่งหรือสองราตรีแล้ว ขอมานัตได้ก็ถือว่าเป็นสิทธิของคณะสงฆ์ และทั้งนี้ก็เพราะสุทธันตปริวาสนี้มีเงื่อนไขน้อยที่สุดแต่ให้ความมั่นใจแก่ ผู้ปฏิบัติมากที่สุด ซึ่งภิกษุที่ท่านขอปริวาสดังคำว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่รู้ที่สุดแห่งอาบัติ ๑ ไม่รู้ที่สุดแห่งราตรี ๑ ระลึกที่สุดแห่งอาบัติไม่ได้ ๑ ระลึกที่สุดแห่งราตรีไม่ได้ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งอาบัติ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งราตรี ๑ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปริวาส จนกว่าจะบริสุทธิ์เพื่ออาบัติ เหล่านั้น กะสงฆ์(วิ.จุล.๖/๑๕๖/๑๘๒)
ซึ่งก็ยังมีข้อกำหนดว่า อยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงได้แบ่ง สุทธันตปริวาส ออกเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้ คือ

 1  จุฬสุทธันตปริวาส แปลว่า สุทธันตปริวาสอย่างย่อย คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ        หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ แต่ก็ยังพอจำจำนวนอาบัติได้ จำจำนวนวัน  และจำจำนวนครั้งได้บ้าง จึงขอจุฬสุทธันตปริวาส และอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์  แต่โดยทั่วไปในปัจจุบันนี้คณะสงฆ์ก็นิยมสมมติให้อยู่ ๓ ราตรีเป็นเกณฑ์ น้อยกว่านี้ไม่ได้ แต่ถ้ามากกว่านี้ไม่เป็นไร



  2  มหาสุทธันตปริวาส คือ สุทธันตปริวาสอย่างใหญ่ คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ   หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ จำจำนวนอาบัติไม่ได้ จำจำนวนวัน และจำจำนวนครั้ง   ไม่ได้ จึงขอจุฬสุทธันตปริวาสและอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์โดยการ กะประมาณว่าตั้งแต่บวชมาจนถึงเวลาใดที่ยังไม่ต้องครุกาบัติเลยเช่น อาจบวชมาได้ ๑ เดือน  แต่ต้องครุกาบัติจนเวลาล่วงผ่านไปแล้ว ๕ เดือน ๑๐ เดือนหรือ ๑ ปี แต่จำจำนวน ที่แน่นอนไม่ได้เลย จึงต้องขอปริวาสและกะประมาณว่าประมาณ ๑ เดือนนั้นในความรู้สึก  ก็ถือว่าบริสุทธิ์และใช้ได้ ซึ่งมหาสุทธันตปริวาสนี้ ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะยุ่งยาก


 อัปปฏิฉันนปริวาส

    อัปปฏิฉันนปริวาส ในคัมภีร์ชั้นอรรถกถาว่า ถูกจัดให้เป็นปริวาสสำหรับพวกเดียรถีย์ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งเมื่อพวกเดียรถีย์มีศรัทธาเลื่อมใสและมีความประสงค์ที่จะเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ก็อนุญาตให้คนเหล่านี้ต้องอยู่ประพฤติ อัปปฏิฉันนปริวาสนี้เป็นเวลา ๔ เดือน และการอยู่ประพฤติ อัปปฏิฉันนปริวาสของพวกเดียรถีย์นี้ จะไม่มีการบอกวัตร จึงทำให้อัปปฏิฉันนปริวาสนำไปใช้ในสมัยพระพุทธองค์เท่านั้น และถูกยกเลิกไป

 ปฏิจฉันนปริวาส

   ปฏิจฉันนปริวาส แปลว่า  อาบัติที่ต้องครุกาบัติเข้าแล้วปิดไว้ เมื่อขอปริวาสประเภทนี้ จะต้องอยู่ประพฤติให้ครบตามจำนวนราตรีที่ตนปิดไว้นั้นโดยไม่มีการประมวลอาบัติใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจำนวนราตรีที่ปิดไว้นานเท่าใดก็ต้องประพฤติปริวาสนานเท่านั้น  ดังในคัมภีร์ชั้นอรรถกถากล่าวถึงการปิดอาบัติไว้นานถึง ๖๐ ปี(สมนต.๓/๓๐๓) ในคัมภีร์ จุลวรรคยังได้กล่าวถึงพระอุทายีที่ต้องอาบัติสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วปิดไว้หนึ่ง วัน เมื่อท่านประสงค์จะประพฤติปริวาส พระพุทธองค์จึงมีพระดำรัสให้สงฆ์จตุวรรคให้ปริวาสแก่ท่านเพียงวันเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกาหัปปฏิจฉันนาบัติ ซึ่งเท่ากับท่านอยู่ปริวาสเพียงวันเดียวเท่านั้น(วิ.จุล.๖/๑๐๒/๒๒๘)

 สโมธานปริวาส

     สโมธานปริวาส คือ ปริวาสที่ประมวลอาบัติที่ต้องแต่ละคราวเข้าด้วยกัน แล้วอยู่ประพฤติปริวาสตามจำนวนราตรีที่ปิดไว้นานที่สุด ซึ่งในขณะที่กำลังอยู่ประพฤติปริวาส ประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่นั้น ภิกษุนั้นต้องครุกาบัติซ้ำเข้าอีก ไม่ว่าจะเป็นอาบัติเดิม หรืออาบัติใหม่ที่ต้องเพิ่มขึ้น(ต้องโทษเพิ่ม)  ซึ่งทางวินัยเรียกว่า มูลายปฏิกัสสนา หรือ ปฏิกัสสนา แปลว่า การชักเข้าหาอาบัติเดิม หรือ กิริยาที่ชักเข้าหาอาบัติเดิม ซึ่ง มูลายปฏิกัสสนา นั้น ถึงต้องในระหว่างก็ไม่ได้ทำให้การอยู่ปริวาสเสียหายแต่ประการใดเพียงแต่ทำให้การประพฤติปริวาสล่าช้าไปเท่านั้นเอง จึงทำให้ภิกษุนั้นต้องขอ ปฏิกัสสนา กับสงฆ์ ๔ รูป ซึ่งปริวาสในครั้งที่ ๒ ที่ต้องซ้ำเข้ามานี้จะเป็นปริวาสชนิดใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังนี้ คือ

   1 ใน ขณะกำลังประพฤติวุฏฐานวิธีอยู่ แล้วต้องอาบัติตัวเดิมหรือตัวใหม่ซ้ำเข้าแล้วปกปิดไว้        ถ้าปิดไว้เช่นนี้ ต้องขอปฏิกัสสนาแล้ว   ต้องขอสโมธานปริวาสเพื่อที่จะประมวลอาบัติที่ต้อง ในระหว่างเข้าปริวาสกับอาบัติตัวเดิมที่เคยต้องมาแล้ว อยู่ประพฤติปริวาสจนครบกับจำนวนราตรี   ที่ภิกษุท่านปกปิดไว้  เหตุที่ต้องขอ สโมธานปริวาส เท่านั้น ก็เพราะสโมธานปริวาสเหมาะสำหรับอาบัติที่ปิดไว้   เพื่อให้รู้ว่าปิดไว้กี่วันซึ่งคณะสงฆ์จะได้ประมวลเข้ากับอาบัติเดิมที่อยู่มาก่อน เช่น  ภิกษุ

ที่ต้องอาบัติขอปริวาสไว้ ๑๕ ราตรี พออยู่ไปได้ ๕ ราตรี ภิกษุท่านต้องอาบัติซ้ำหรือเพิ่มขึ้นอีก แล้วท่านปิดไว้ไม่ได้บอกใครพอถึงราตรีที่ ๑๒ ก็นับว่าท่านปิดอาบัติที่ต้องครุกาบัติซ้ำเข้าไป นั้นแล้ว (๑๒-๕)เท่ากับ ๗ ราตรี และการที่ท่านอยู่ปริวาสมาจนถึงราตรี ีที่ ๑๒ ในจำนวน  ๑๕ ราตรีที่ขอนั้น ก็เท่ากับท่านได้เพียงแค่ ๕ ราตรีเท่านั้นที่ไม่เกิดอาบัติซ้ำ ส่วนอีก ๗
       ราตรีที่ประพฤติปริวาสไปแล้วนั้นถือเป็นโมฆะนับราตรีไม่ได้ คณะสงฆ์ก็ต้องให้สโมธานปริวาส  ประมวลอาบัติที่ปิดไว้ ๗ ราตรีรวมกับส่วนที่ต้องครุกาบัติก่อนแล้วเท่ากับต้องอยู่ประพฤติ   ปริวาสรวมทั้งหมดเป็น ๒๒ วันนับแต่ราตรี  ที่ ๑ หรือหากนับจากราตรีที่ ๖ ไปอีก ๑๗ วัน
   2  ถ้าต้องอันตราบัติแล้วภิกษุท่านนั้นมิได้ปกปิดไว้ ก็ขอปฏิกัสสนากับสงฆ์ แล้วก็ขอมานัตได้เลย
   3  ถ้าไม่ต้องอาบัติตัวใดซ้ำหรือเพิ่มเติมในขณะอยู่ประพฤติปริวาสก็ให้ประพฤติปริวาสนั้นตาม
       เงื่อนไขของการอยู่ประพฤติปริวาสตามปกติ

สุทธันตปริวาส

    สุทธันตปริวาส เป็นปริวาสที่ไม่มีกำหนดแน่นอน นับราตรีไม่ได้ ในปัจจุบันนี้นิยมจัดแต่ สุทธันตปริวาส ทั้งนี้ก็เพราะเป็นปริวาสที่จัดว่าอยู่ในดุลยพินิจของสงฆ์อยู่ในอำนาจของสงฆ์ คือให้สงฆ์เป็นใหญ่ หากคณะสงฆ์จะให้อยู่ถึง ๕ ปี ก็ต้องยอมปฏิบัติตาม โดยไม่มีทางเลือกและถ้าสงฆ์ให้อยู่ราตรีหนึ่งหรือสองราตรีแล้ว ขอมานัตได้ก็ถือว่าเป็นสิทธิของคณะสงฆ์ และทั้งนี้ก็เพราะสุทธันตปริวาสนี้มีเงื่อนไขน้อยที่สุดแต่ให้ความมั่นใจแก่ผู้ปฏิบัติมากที่สุด ซึ่งภิกษุที่ท่านขอปริวาสดังคำว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสสหลายตัว ไม่รู้ที่สุดแห่งอาบัติ ๑ ไม่รู้ที่สุดแห่งราตรี ๑ ระลึกที่สุดแห่งอาบัติไม่ได้ ๑ ระลึกที่สุดแห่งราตรีไม่ได้ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งอาบัติ ๑ สงสัยในที่สุดแห่งราตรี ๑ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอปริวาส จนกว่าจะบริสุทธิ์เพื่ออาบัติ เหล่านั้น กะสงฆ์(วิ.จุล.๖/๑๕๖/๑๘๒) ซึ่งก็ยังมีข้อกำหนดว่า อยู่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะบริสุทธิ์ ดังนั้นจึงได้แบ่ง สุทธันตปริวาส ออกเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้ คือ

  1  จุฬสุทธันตปริวาส แปลว่า สุทธันตปริวาสอย่างย่อย คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ    หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ แต่ก็ยังพอจำจำนวนอาบัติได้ จำจำนวนวัน และจำจำนวนครั้งได้บ้าง จึงขอจุฬสุทธันตปริวาส และอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์   แต่โดยทั่วไปในปัจจุบันนี้คณะสงฆ์ก็นิยมสมมติให้อยู่ ๓ ราตรีเป็นเกณฑ์ น้อยกว่านี้ไม่ได้  แต่ถ้ามากกว่านี้ไม่เป็นไร

  2  มหาสุทธันตปริวาส คือ สุทธันตปริวาสอย่างใหญ่ คือ ปริวาสของภิกษุผู้ต้องครุกาบัติ  หลายคราวด้วยกัน แต่ละคราวก็ปิดไว้ จำจำนวนอาบัติไม่ได้ จำจำนวนวัน และจำจำนวนครั้ง   ไม่ได้ จึงขอจุฬสุทธันตปริวาสและอยู่ประพฤติปริวาสจนกว่าจะเห็นว่าบริสุทธิ์โดยการ กะประมาณว่าตั้งแต่บวชมาจนถึงเวลาใดที่ยังไม่ต้องครุกาบัติเลยเช่น อาจบวชมาได้ ๑ เดือน  แต่ต้องครุกาบัติจนเวลาล่วงผ่านไปแล้ว ๕ เดือน ๑๐ เดือนหรือ ๑ ปี แต่จำจำนวน ที่แน่นอนไม่ได้เลย จึงต้องขอปริวาสและกะประมาณว่าประมาณ ๑ เดือนนั้นในความรู้สึกก็ถือว่าบริสุทธิ์และใช้ได้ ซึ่งมหาสุทธันตปริวาสนี้ ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันเพราะยุ่งยาก และกำหนดเวลาแน่นอนไม่ได้

รัตติเฉท

เหตุที่ทำให้ขาดราตรี นับราตรีไม่ได้ หรือ รัตติเฉทในการประพฤติปริวาส
   การอยู่ประพฤติปริวาสทุกประเภท มีเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติขณะที่อยู่ประพฤติปริวาส ๓  กรณีด้วยกัน ซึ่งเรียกว่า รัตติเฉทคือ เหตุที่ทำให้ขาดราตรีของปริวาสิกภิกษุผู้ประพฤติปริวาส  มีดังนี้

๑.  สหวาโส  แปลว่า  การอยู่ร่วม
๒.  วิปวาโส  แปลว่า  การอยู่ปราศ
๓.  อนาโรจนา แปลว่า  การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ

    ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การอยู่ประพฤติปริวาสของภิกษุนั้นเป็นโมฆะ นับราตรีไม่ได้ หรือทางวินัยเรียกว่า รัตติเฉทแปลว่า การขาดแห่งราตรี นับราตรีไม่ได้ เมื่อราตรีขาด ก็ต้องเสียเวลาในการประพฤติปริวาสไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส ควรต้องทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อประโยชน์แก่ตนเอง ซึ่งเงื่อนไขทั้ง ๓ ประการมีรายละเอียดต่อไป

   ส่วนในอีกกรณีหนึ่งก็คือ เรื่อง วัตตเภทแปลความว่า ความแตกต่างแห่งวัตร หรือ ความแตกต่างแห่งข้อปฏิบัติในขณะอยู่ประพฤติปริวาส คือ ทำให้วัตรมัวหมองด่างพร้อย ซึ่งเป็นการละเลยวัตร ละเลยหน้าที่ ไม่เอื้อเฟื้อ ต่อวัตรที่กำลังประพฤติอยู่ และกระทำผิดต่อพุทธบัญญัติโดยตรง เช่น หาอุปัฎฐากเข้ามารับใช้ในขณะอยู่ประพฤติ ปริวาส เข้านอนร่วมชายคาเดียวกันกับภิกษุผู้อยู่ปริวาสหรือคณะสงฆ์ซึ่งเป็นอาจารย์กรรม มีการนั่งบนอาสนะที่สูงกว่า อาสนะของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม เหล่านี้ถือว่าเป็น วัตตเภทสิ่งไหนเป็น รัตติเฉท หรือ วัตตเภท ดังตัวอย่างเช่น ภิกษุหนึ่ง และภิกษุสอง เป็นเพื่อนสหธรรมิกไปอยู่ประพฤติปริวาสร่วมกัน เมื่อปฏิบัติกิจทางสังฆกรรมเสร็จแล้ว ภิกษุ หนึ่งก็เข้ากลดแล้วนอนหลับไป ส่วนภิกษุสองนอนไม่หลับ ก็เข้าไปนอนเล่นในกลดของภิกษุหนึ่ง แล้วก็เผลอหลับไปจนสว่าง ซึ่งในกรณีนี้ ภิกษุหนึ่ง ผิดในส่วนของ รัตติเฉท อย่างเดียว ส่วนภิกษุสองผิดทั้ง รัตติเฉท และวัตตเภท ซึ่งกรณีเช่นนี้ถือเจตนาเป็นใหญ่ ฝ่ายใดก่อเจตนาฝ่ายนั้นเป็น
ทั้ง รัตติเฉท และ วัตตเภท ส่วนฝ่ายที่ไม่มีเจตนา ฝ่ายนั้นเป็นเพียง รัตติเฉท แตถ้าจะให้ละเอียดว่าทำไม ภิกษุหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีเจตนาทำไมถึงเป็น รัตติเฉท คำตอบก็เพราะว่า เป็นการอยู่ร่วมในที่มุงบังอันเดียวกัน ถือว่าเป็น รัตติเฉท ทั้งสิ้นไม่มี กรณียกเว้นถ้าไม่เก็บวัตร เพราะเงื่อนไขเป็น อจิตตกะ  

สหวาโส
    “สหวาโสแปลว่าการอยู่ร่วมซึ่ง ในความหมายนี้หมายเอาพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสอยู่ร่วมกับภิกษุผู้อยู่ปริวาสด้วยกัน หรืออยู่ร่วมกับคณะสงฆ์ผู้เป็นพระอาจารย์กรรมในที่มุงบังเดียวกันการอยู่ร่วมนั้นมีขอบเขต คือ ท่านหมายเอาการนอนอยู่ร่วมกันในที่มุงอันเดียวกันในทางสถานที่ นั่นหมายถึงมีการทอดกายนอน ดังมีอรรถกถาบาลีว่า สตคพฺ ภา จตุสฺสาลา เอกา เสยฺยาอิจฺเจว สงฺขยํ คจฺฉติ, เยปิ เอกสาลทฺวิสาลตฺติสาลจตุสฺสาลสนฺนิเวสา มหาปาสาทา เอกสฺมึ โอกาเส ปาเท โธวิตฺวา ปวิฏฺเฐนสกฺกา โหติ สพฺพตฺถ อนุปริคนฺตํ เตสุปิ สหเสยฺยาปตฺติยา น มุจฺจติฯ แปลความว่า ศาลา ๔ มุข มีห้องตั้งร้อย แต่อุปจาระเดียวกันก็ถึงอันนับว่าที่นอนอันเดียวกันแท้, แม้มหาปราสาทใด ที่มีทรวดทรงเป็นศาลาหลังเดียวสอง สาม และสี่หลัง ภิกษุล้างเท้าในโอกาสหนึ่งแล้วเข้าไป อาจเพื่อจะเดินเวียนรอบได้ในที่ทุกแห่ง
แม้ในมหาปราสาทเหล่านั้น (ถ้านอนร่วมกัน) ภิกษุย่อมไม่พ้นสหเสยยาบัติ คือ อาบัติเพราะการนอนร่วม(มนฺต.๒/๒๙๙) ซึ่งจะเห็นว่า การอยู่ร่วม คือ นอนร่วมกันและท่านก็เพ่งเอาการทอดกายนอนเฉพาะตอนกลางคืนนั้น ในที่มุงบังอันเดียวกันหลังคาเดียวกัน ก็ไม่พ้นจากอาบัติเพราะการนอน คือมีการทอดกายนอน และคำว่าที่มุงบังอันเดียวกันนั้น ท่านก็หมายเอาแต่วัตถุที่เกิดขึ้นโดยวิทยาศาสตร์ เช่น ศาลาการเปรียญ กุฏิ โบสถ์ วิหาร ที่มนุษย์ใช้เครื่องมือสร้างขึ้น แต่ไม่รวมถึงที่มุงบังโดยธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ หากมีการกางกลดภายใต้ร่มไม้เดียวกันก็ไม่ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นจึงชี้ให้เห็นข้อแตกต่างของที่มุงบังเดียวกัน ซึ่งหากภิกษุสองรูปขึ้นไปอยู่ร่วมกับภิกษุรูปหนึ่งนั่งแต่ภิกษุอีกรูปหนึ่งนอน หรือภิกษุทั้งสองต่างนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่มีการทอดกายนอนก็ถือว่าไม่เป็นอาบัติหรือรัตติเฉท ทั้งนี้ก็มีข้อแม้ว่าในศาลาที่ทำสังฆกรรมนั้นเป็นที่มุงบังหลังคาเดียวกัน แต่หากในขณะเมื่ออยู่ปริวาสนั้นเกิดภัยทาง ธรรมชาติคุกคามแปรปรวน เช่นฝนตก น้ำท่วม ลมแรง หรือมีการปฏิบัติธรรมร่วมกันก็อนุญาตให้อยู่ร่วมในศาลามุงบังนั้นได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีการทอดกายนอน พอใกล้จวนสว่างแล้วก็ให้ลุกออกไปเสียที่อื่นให้พ้นจากที่มุงนั้นให้ได้อรุณ ซึ่งกิริยาเช่นนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ออกไปรับอรุณ
   ดังนั้นคำว่า สหวาโสนั้นขึ้นอยู่กับการ นอน อย่างเดียวเท่านั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการนอน ไม่มีการเอนกาย ไม่ถือว่าเป็น สหวาโส จึงสรุปว่า แม้การร่วมทำสังฆกรรม ทำวัตรเช้าสวดมนต์เย็น ร่วมปฏิบัติธรรมภายใต้ศาลาเดียวกันโดยมีที่มุงบังก็ดีโดยไม่ได้เก็บวัตรก็ดี ทำกิจทุกอย่างร่วมกันภายในเต็นท์หรือปะรำที่สร้างขึ้น
เพื่องานนั้นโดยไม่เก็บวัตรก็ดี เข้าห้องน้ำห้องสุขาที่มีเครื่องมุงบังพร้อมกันแม้จะเป็นหลังเดียวกันกับอาจารย์กรรมโดยไม่เก็บวัตรก็ดี ทั้งหมดนี้ไม่ถือเป็น สหวาโส ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อย และไม่เป็นอาบัติทุกกฎเพราะวัตตเภทก็ไม่มี ทั้งนี้เพราะ กิจ ที่ทำนั้นไม่ถือว่าเป็นการอยู่ร่วมกัน แต่เป็นการ ทำธุระ ร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน
ซึ่งต่างกับการ อยู่ร่วมหรือ สหวาโส

ขอบเขตของ สหวาโสการ อยู่ร่วม

       a  เรื่องของสถานะ

         ภิกษุ ทุกรูปที่เข้าอยู่ประพฤติปริวาสนั้น เป็นผู้ตกอยู่ในข้อหาละเมิดสิกขาบท สังฆาทิเสส     ซึ่งการอยู่ปริวาสนั้นเปรียบเหมือนกำลังพยายามออกจากสิกขาบทที่ละเมิด ดังนั้น ภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้น แม้จะมีพรรษามากเท่าใดก็ตาม มีสมณะศักดิ์สูงเพียงใดก็ตามก็จะต้องเคารพและให้เกียรติต่อ คณะสงฆ์  อาจารย์กรรม ในเรื่องที่เป็นธรรมเป็นวินัย แม้สงฆ์ท่านนั้นจะเพิ่งบวชใหม่แม้ในวันนั้นทุกรูปก็ตามจะทำการคลุกคลีด้วยการฉันร่วม นั่งร่วมในอาสนะเดียวกันเกินขอบเขตซึ่งทำให้เป็น วัตตเภทบ้าง รัตติเฉทบ้างไม่ได ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องยอมลดทิฎฐิ และสถานะสมณศักดิ์ลงต่อคณะสงฆ์และอาจารย์กรรม แต่สำหรับพระภิกษุ   ผู้อยู่ประพฤติปริวาสด้วยกันแล้วก็ยังคงรักษาพรรษาไว้และยังคงต้องนั่งตามลำดับพรรษาดังเดิม และพระเถระที่เคยมีอุปัฐากอยู่ที่วัด พอมาอยู่ปริวาสท่านจะมีอุปัฏฐากเช่นนั้นไม่ได้ ซึ่งในข้อนี้มีพระบาลีว่า    สทฺธิวิหาริกาทีนํ สาทิยนฺตสฺส  ทุกฺกฎเมวฯ อหํ วนยกมฺมํ กโรมิ มยฺหํ วตฺตํ มา กโรถ มา มํ คามปฺปเวสนํ   อาปุจฺฉถ, วาริตกาลโต ปฏฺฐาย อนาปตฺติฯ ความว่า เป็นอาบัติทุกกฎแก่ภิกษุผู้ยินดีแม้ของสัทธิวหาริก    เป็นต้น พึงห้ามเขาว่าเรากำลังทำวินัยกรรมอยู่ พวกท่านอย่าทำวัตรแก่เราเลย อย่าบอกลาเข้าบ้านกะเราเลย, จำเดิมแต่กาลที่ห้ามแล้วไม่เป็นอาบัติ (สมนฺต.๓/๒๘๒) ยกเว้นแต่ว่าเป็นกรณีพิเศษคือ ท่านอาจจะไหว้วานชั่วคราว เช่น ฝากซื้อของเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในขณะอยู่ประพฤติปริวาส

b.เรื่องของสถานที่ เช่น

  -  ที่ฉันภัตตาหาร                  -  ที่ทำธุระส่วนตัว เช่น ห้องน้ำ ห้องสุขา

   -  ที่เดินจงกรม                     -  ที่ปฏิบัติธรรม
   -  ที่ทำสังฆกรรม                  -  ที่นอน

ทั้งหมดนี้ ควรแยกสัดส่วนออกจากกัน คือ ส่วนไหนเป็นของคณะสงฆ์อาจารย์กรรม ส่วนไหนเป็นของพระภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส ก็ต้องแยกจากกันให้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้เกียรติแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมและเพื่อความนอบน้อมสำหรับภิกษุผู้อยู่ประพฤติปริวาส

วิปวาโส

     “วิปวาโสหรือ การอยู่ปราศ หมายถึง การอยู่ปราศจากคณะสงฆ์อาจารย์กรรม การอยู่ประพฤติปริวาสนั้นจะอยู่กันเองตามลำพังโดยปราศจากอาจารย์กรรมไม่ได้ เด็ดขาด อย่างน้อยก็ต้องมีอาจารย์กรรม นั่นคือ ต้องใช้คณะสงฆ์อาจารย์กรรม ๑ รูป สำหรับการอยู่ประพฤติปริวาส และ ๔ รูป สำหรับมานัต ทั้งนี้เพื่อจะได้คุ้มกรรมไว้ ส่วนเหตุอื่นที่จะเป็น วิปวาโส ได้นั้น ก็คือ ถึงแม้จะมีคณะสงฆอาจารย์กรรมอยู่ด้วย แต่มีกำหนดขอบเขตของ วิปวาโส ไว้ว่า ถ้าหากพระลูกกรรมผู้อยู่ประพฤติปริวาสนั้นอยู่ไกลเกินกำหนด ซึ่งกำหนดของวิปวาโส นี้ ท่านบอกว่า ๒ ชั่ว เลฑฑุบาตร คือ เอาคนมีอายุปานกลางและมีกำลังขว้างก้อนดินตกลง ๒ ชั่ว คือ ขว้างก้อนดินต่อกัน ๒ ครั้งนั่นเอง (เท่ากับขว้างครั้งแรกตกลงที่ใดแล้วก็ยืนตรงจุดที่ดินตกแล้วก็ขว้างครั้งที่สองไกลออกไปเท่าใดก็ถือเอา

จุดนั้นเป็นเขต กำหนด) ซึ่งจุดศูนย์กลางของ ๒ เลฑฑุบาตรนี้ ให้ยึดเอาจุดที่คณะสงฆ์พระอาจารย์กรรมอยู่กัน แล้วก็ให้วัดขอบเขตไปที่ภิกษุผู้ปักกลดองค์แรกที่อยู่ใกล้อาจารย์กรรมที่สุด นั้นเป็นเกณฑ์ ส่วนภิกษุท่านอื่น ๆ ก็ถือว่า ปักกลดอยู่ต่อ ๆ กันไปเหมือนดั่งยังอยู่ในหัตถบาสเหมือนที่ลงสวดพระปาติโมกข์ในโบสถ์ซึ่งองค์แรกอยู่ในหัตถบาส องค์ต่อไปก็นั่งเรียงลำดับกันไป ซึ่งการกำหนดขอบเขตนี้ก็ขึ้นอยู่ที่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมท่านเป็นผู้ชี้เขตและอนุญาต ให้อยู่ได ซึ่งการอยู่ปราศ นั้น ก็คือห้ามอยู่โดยปราศจากอาจารย์กรรม ถึงแม้ภิกษุท่านจะเจ็บไข้ได้ป่วยมีเหตุให้ต้องไปนอน โรงพยาบาล ตราบใดที่ภิกษุยังนอนรักษาตัวอยู่ก็ต้องมีอาจารย์กรรมไปเฝ้าไข้ตลอดเวลา อย่าให้เกินสองเลฑฑุบาตรไป

อนาโรจนา

    “อนาโรจนาแปลว่า การไม่บอก หมายถึง การไม่บอกวัตร หรือ บอกอาการที่ตนประพฤติแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมในสำนักที่ตนอยู่ประพฤติปริวาส นั้น การบอกวัตรของปริวาส ตามหลักพระวินัยเมื่อขอปริวาสแล้ว จะต้องบอกวัตรแก่คณะสงฆ์อาจารย์กรรมเพียงครั้งเดียวก็อยู่ไปจนครบ ๓ ราตรีก็ได้



   สมาทานวัตร หรือ ขึ้นวัตร
   การบอกวัตร
   การเก็บวัตร

การสมาทานวัตร

    การสมาทานวัตร หรือ ขึ้นวัตร เป็นวินัยกรรมเกี่ยวกับวุฎฐานวิธีอย่างหนึ่ง คือ เมื่อภิกษุต้องครุกาบัติแล้ว อยู่ปริวาสยังไม่ครบเวลาที่ปกปิดไว้ หรือ ประพฤติมานัตอยู่ยังไม่ครบ ๖ ราตรี พักปริวาสหรือมานัตเสียเนื่องจากมีเหตุอันจำเป็นอันควร เมื่อจะสมาทานวัตรใหม่เพื่อประพฤติปริวาสหรือมานัตที่เหลือนั้น เรียกว่า ขึ้นวัตร คือ การสมาทานวัตร

    การสมาทานวัตร นิยมสมาทานหลังจากที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติธรรมประจำวัน จากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าปรก พอได้เวลา ตีสามหรือตามเวลาที่คณะสงฆ์กำหนด ก่อนทำวัตรเช้าก็สมาทานครั้งหนึ่ง ซึ่งการสมาทานวัตรเช่นนี้ไม่จำเป็นต้อง สมาทานทั้งเช้าและเย็น เพราะการสมาทานวัตรนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการเก็บวัตรแล้วก็ห้ามสมาทานซ้ำอีก ส่วนการ บอกวัตรนั้นจะบอกวันละกี่ครั้งก็ได้ ซึ่งพระอรรถกถาจารย์ท่านได้กล่าวไว้ว่าอนิกฺชิตฺตวตฺตสฺส  ปุน  วตฺตสมาทานกิจฺจํ  นตฺถิฯความว่า กิจที่จะต้องสมาทานวัตรอีกย่อมไม่มี แก่ผู้มิได้เก็บวัตร หรือสำหรับผู้มิได้เก็บวัตรไม่มีกิจที่จะต้องสมาทานวัตรอีกหมายความว่า ห้ามสมาทานวัตรซ้อนวัตรนั่นเอง



    “การบอกวัตรนั้น ขณะประพฤติปริวาสไม่จำเป็นต้องบอกวัตรทุกวันก็ได้แต่การบอกทุกวันก็ไม่ได้มี ข้อจำกัดอะไร และการบอกวัตรต้องบอกแก่คณะสงฆ์ที่เป็นอาจารย์กรรมหมดทุกรูปตราบใดที่ยังไม่ ได้เก็บวัตร เมื่อเห็นพระอาคันตุกะมาก็ต้องบอกวัตรเช่นกันไม่ว่าเวลาไหนถ้าไม่บอกก็เป็นรัตติเฉท ถ้ามีเจตนาไม่บอกก็เป็นอาบัติทุกกฎและในเวลาที่พระอาคันตุกะผ่านมาและบอกวัตรนั้น มีขอบเขตเช่นไร ซึ่งมีมติของพระสังฆเสนาภยเถระว่า วิสเย กิร อนาโรเจนฺคสฺส รตฺติจฺเฉทโท เจว วตฺตเภเท ทุกฺกฏญฺจ โหติ อวิสเย ปน อุภยํปิ ตนฺถิฯความว่าได้ยินว่าเมื่อไม่บอกในวิสัยเป็นรัตติเฉทด้วยเป็นทุกกฎเพราะวัตตเภทด้วย แต่ในเหตุสุดวิสัยไม่เป็น

ทั้งสองอย่างฯ(สมนต.๓/๒๘๙) ซึ่งเป็นมติที่เหมาะสม ดังพุทธพจน์ที่ว่า ภิกฺขเว อาสา อสฺสาทนเจตนา อตฺถิ สา จ โข อวิสเย อุปฺปนฺนตฺตา อพฺโพหาริกา อาปตฺติยา องฺคํ น โหติฯ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เจตนาเป็นเหตุยินดีมีอยู่ แต่เจตนานั้นแลชื่อว่าเป็นอัพโพหาริก คือ"ไม่เป็นองค์แห่งอาบัติ เพราะเกิดขึ้นในเหตุสุดวิสัยฯ” (สมนต.๒/๓)

   ซึ่งการบอกวัตรนี้จะบอกใคร นิกายไหน หรือมีความแตกต่างไหนนั้น ซึ่งในคัมภีร์บาลีเดิมหรือชั้นอรรถกถาไม่ได้ใช้คำว่า นิกาย แต่ดูความแตกต่างที่ลัทธิปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะมีนิยามเกี่ยวกับ นานาสังวาส และ สมานสังวาส เช่น สงฆ์ฝ่ายธรรมยุต และสงฆ์ฝ่ายมหานิกายจะเป็น นานาสังวาส หรือ สมานสังวาส นั้นจะได้นำความเห็นของพระอรรถกถาจารย์ เป็นดังนี้ เยน สทฺธึ อุโปสถาทิโก สํวาโส อตฺถิ อยํ สมานสํวาสโก อิตโร นานาสํวาสโกฯความว่า ธรรมเป็นที่อยู่ร่วมกันมีอุโบสถเป็นต้น กับบุคคลใดมีอยู่ บุคคลนั้นชื่อว่า สังวาสเสมอกันฯ บุคคลนอกนั้น ชื่อว่าผู้เป็นนานาสังวาสกันฯ” (สมนต.๓/๔๙๑)
   ส่วนเรื่องเวลาบอกวัตรนั้น ก็ขึ้นอยู่ที่มติของคณะสงฆ์อาจารย์กรรมเป็นผู้กำหนด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งสงฆ์ ซึ่งการบอกวัตรนี้สามารถกำหนดตั้งแต่ได้อรุณจนถึง ๙ โมงเช้า ส่วนการบอกวัตรแก่พระอาคันตุกะ ก็สุดแท้แต่สงฆ์จะเป็นผู้กำหนด จะบอกเป็นรายบุคคลหากมารูปเดียว หรือมาสองรูปบอกสองรูป หรือสามรูป
หรือสี่รูป ซึ่งถ้าสี่รูปจึงบอกเป็นสงฆ์ ซึ่งหากเป็นรายบุคคล
          มารูปเดียว   ใช้คำว่า   มํ  อายสมา  ธาเรตุ
          มาสองรูป    ใช้คำว่า   มํ  อายสฺมนตา  ธาเรนตุ
          มาสามรูป    ใช้คำว่า   มํ  อายสฺมนฺโต  ธาเรนฺตุ
          ส่วนสี่รูป      ใช้คำว่า  มํ  สงฺโฆ  ธาเรตุ

     แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาดและรัดกุมนั้น ควรบอกเป็นสงฆ์ดีที่สุด ไม่ว่าพระอาคันตุกะท่านจะมา หนึ่งรูป สองรูป สามรูป หรือสี่รูป หรือเกินนั้นก็ตาม เพราะถ้าบอกเป็นรายบุคคลก็ต้องนับพรรษาด้วย ดังนั้นจึงบอกเป็นสงฆ์ดีที่สุด เพราะทุกอย่างเป็นสังฆกรรมที่กระทำโดยสงฆ์ รับรองโดยสงฆ์ จึงใช้ มํ สงฺโฆ ธาเรตุ ดีที่สุด
การเก็บวัตร
    “การเก็บวัตร”  ก็คือ การพักวัตรไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งที่นิยมนั้นก็จะเก็บวัตรในเวลากลางวัน ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่ในเวลากลางวันนั้นอาจมีพระอาคันตุกะแวะเวียนผ่านมาบ่อย เมื่อเก็บวัตรแล้วก็ไม่จำเป็นต้องบอกวัตร ซึ่งประโยชน์ของการเก็บวัตรนั้น ก็คือ การไม่ต้องบอกวัตรบ่อย ๆ และประโยชน์ในการที่คณะสงฆ์ทำสังฆกรรม
เช่น ในวันออกอัพภาน ซึ่งอาจจะมีสงฆ์ไม่ครบองค์ตามพระวินัยกำหนด ซึ่งในกรณีนี้ท่านอนุญาตให้ พระอัพภานารหภิกษ ุ(ภิกษุผู้ควรเรียก เข้าหมู่) ผู้เก็บวัตรแล้ว เข้าเป็นองค์นั่งในหัตถบาสเป็น ปูรกะภิกษุ ให้ครบองค์สงฆ์ตามพระวินัยกำหนด ดังมีอรรถกถา ว่าคเณ ปน อปฺปโหนฺเต วตตํ นิกฺปิปาเปตฺวา  คณปูรโก กาตพฺโพฯความว่า ก็เมื่อคณะไม่ครบพึงให้ ปริวาสิกภิกษุ เก็บวัตร แล้วทำให้เป็นคณะปูรกะก็ควรฯทั้งนี้เพราะ ภิกษุผู้เก็บวัตรแล้ว ก็คือ ปกตัตตภิกษุ(สงฆ์ปกติ) ที่ไม่ได้เข้ากรรม หรืออยํ หิ นิกฺขิปิตตฺวตฺตตฺตา ปกตตฺตฏฺฐาเน ฐิโตฯความว่า จริงอยู่ภิกษุนี้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในฐานะปกตัตตภิกษุเพราะเธอเก็บวัตรเสียแล้วฯดังนั้น ในวันออกอัพภาน จึงไม่ต้องเก็บวัตร เพราะต้องเสียเวลาในการสมาทานวัตรและ บอกวัตร และประโยชน์ของการไม่เก็บวัตรในวันออกอัพภาน ก็เพราะถ้าเก็บวัตรแล้วไม่สมาทานวัตรใหม่ คณะสงฆ์ก็ไม่สามารถสวดอัพภานให้ได้ เพราะสงฆ์จะทำกรรมกับผู้เก็บวัตรไม่ได้ทั้งนี้เพราะผู้เก็บวัตรเป็นปกตัตตภิกษุ ดังบาลีว่า ปกตฺตตสฺส จ อพฺภานํ กาตุ น วฏฺฏติ ตสฺมา วตฺตํ สมาทเปตพฺพํฯ วตฺเต สมาทินฺเน อพฺภานารโห โหติฯ เตน วตฺตํ สมาทิยิตฺวา อาโรเจตฺวา อพฺภานํ ยาจิตพฺพํฯความว่า และสงฆ์จะทำอัพภานแก่ปกตัตตภิกษุ ย่อมไม่ควร เพราะฉะนั้น พึงให้เธอสมาทานวัตร(ก่อน)ฯ เธอย่อมเป็นผู้ควรแก่อัพภานในเมื่อสมาทานวัตรแล้ว แม้เธอสมาทานวัตรแล้วก็ให้บอก(ก่อน) แล้วจึงขออัพภานฯนอกจาก นี้ก็มีการเก็บวัตรเพื่อเป็นอุปัชฌาย์ในท่านที่เป็นอุปัชฌาย์ หรือเป็นอาจารย์สวดในท่านที่เป็นพระกรรมวาจาดังบาลีว่า อุปชฺฌา เยน หุตฺวา น อุปสมฺปาเทตพฺพํ วตฺตํ นิกฺขิปิตฺวา ปน อุปสมฺปาเหตํ วฏฺฏติฯ อาจริเยน หุตฺวา กมฺมวาจาปิ น สาเวตพฺพา อญฺญสฺมึ สกติ วตฺตํ นิกฺขิปิตฺวา สาเวตํ วฏฺฏติฯความว่า ป็นอุปัชฌาย์ไม่พึงให้อุปสมบท แต่จะเก็บวัตรแล้วให้อุปสมบทควรอยู่ฯ เป็นพระกรรมวาจาแล้ว แม้กรรมวาจาแล้ว แม้กรรมวาจาก็ไม่ควรสวด เมื่อภิกษุอื่นไม่มีจะเก็บวัตรแล้วสวด สมควรอยู่ฯแต่ทั้งนี้ก็ควรจะเอาไว้เป็นทางเลือกสุดท้ายตราบที่ยังมีสงฆ์ทำสังฆกรรมอยู่ ทั้งนี้ด้วยมีพระบาลีว่า วิหารเชฏฺฐกฏฺฐานํ น กาตพฺพํ ปาฏิโมกฺขุทฺเทศเกน วา ธมฺมชฺเฌสเกน วา น ภวิตพฺพํฯความว่า (ภิกษุ ผู้ประพฤติวุฏฐานวิธี) ไม่พึงรับตำแหน่งหัวหน้าในวิหาร คือไม่พึงเป็นผู้สวดปาฏิโมกข์ หรือ เชิญแสดงธรรมฯ สมดังพระพุทธพจน์ที่ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันภิกษุผู้อยู่ปริวาสพึงประพฤติชอบ ด้วยการประพฤติดังต่อไปนี้.. พึงพอใจด้วยอาสนะสุดท้าย ที่นอนสุดท้ายที่สงฆ์จะพึงให้แก่เธอดังนี้ฯ

    มานัต คือ ระเบียบปฏิบัติในการออกจากครุกาบัติ หมายถึง นับราตรี  การนับราตรี การนับราตรี หรือ มานัต นั้น เป็นเงื่อนไขต่อจากการประพฤติปริวาสของภิกษุผู้อยู่กรรม เมื่ออยู่ปริวาส ๓ ราตรี หรือตามที่คณะสงฆ์กำหนดแล้ว เมื่อคณะสงฆ์พิจารณาว่า ปริวาส ที่ภิกษุประพฤตินั้นบริสุทธิ์ในการพิจารณาของสงฆ์แล้ว

สงฆ์ก็จะเรียกผู้ประประพฤติปริวาสนั้นว่า มานัตตารหภิกษุแปลว่า ภิกษุผู้ควรแก่มานัตมานัต หรือการนับราตรีนั้น ได้แก่การ นับราตรี ๖ ราตรีเป็นอย่างน้อย ซึ่งเกินกว่านี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าน้อยกว่า ๖ ราตรีไม่ได้ ซึ่งเป็นพระวินัยกำหนดไว้เช่นนั้น ซึ่งการนับราตรีของ มานัต นั้นก็มีเงื่อนไขที่ทำให้นับราตรีไม่ได้เช่นกัน เรียกว่าการขาดแห่งราตรี หรือ การนับราตรีเป็นโมฆะ ซึ่งการนับราตรีไม่ได้นี้เรียกว่า "รัตติเฉท"

เงื่อนไขแห่ง รัตติเฉทของมานัต

เงื่อนไขที่ทำให้นับราตรีไม่ได้ สำหรับ มานัต มีด้วยกัน ๔ อย่าง คือ



       สหวาโส คือ   การอยู่ร่วม
       วิปปวาโส คือ  การอยู่ปราศ
      อนาโรจนา คือ  การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ
       อูเน คเณ จรณํ คือ การประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง

สหวาโส   คือ การอยู่ร่วม มีข้อกำหนดเหมือนปริวาส ไม่มีข้อแตกต่างกัน

วิปปวาโส คือ การอยู่ปราศ หรือ อยู่ในถิ่นอาวาสที่ไม่มีสงฆ์อยู่เป็นเพื่อน
     ในส่วนข้อนี้มีความแตกต่างตรงที่ การประพฤติปริวาสนั้นจะสมาทานประพฤติวัตรกับคณะสงฆ์อาจารย์กรรมรูปเดียวก็ได แต่ มานัต นั้น ต้องสมาทานกับสงฆ์ตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป หรือ ในกรณีที่ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย อาพาธขึ้นในระหว่าง มานัต จำต้องไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็ต้องมีสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป
ไปเฝ้าไข้ ซึ่งถ้าไม่ทำเช่นนั้นก็ต้องอนุญาตให้ไปรักษาอาพาธนั้นให้หายเป็นปกติก่อน เมื่อหายเป็นปกติแล้วให้ภิกษุนั้น กลับมาสมาทานวัตรเพียงรูปเดียวในภายหลัง(แต่ถ้าเก็บวัตรแล้วก็ไม่เป็นไร) ส่วนการบอกวัตรนั้นถ้าบอกเป็นครั้งแรกในวันนั้นต้องบอกกับสงฆ์หมดทุกรูป แต่ถ้าการบอกวัตรนั้นเป็นการบอกครั้งที่สองไม่ต้องบอกหมด ทุกรูป ยกเว้นเมื่อบอกวัตร ไปแล้วในขณะนั้น แต่ชั่วครู่นั้นมีพระอาคันตุกะแวะเวียนเข้ามา การบอกวัตรครั้งที่สองนี้จะบอกเดี่ยวสำหรับ พระอาคันตุกะ หรือจะบอกเป็นสงฆ์ก็ได้ขึ้นอยู่ที่คณะสงฆ์ พระอาจารย์กรรมกำหนด ซึ่งถ้าบอกเป็นสงฆ์ก็ต้องหาพระอาจารย์กรรมรวมทั้งพระอาคันตุกะนั้นให้ครบองค์สงฆ์คือ ๔ รูป
แต่ส่วนมากจะบอกเดี่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

อนาโรจนา คือ การไม่บอกวัตรที่ประพฤติ ซึ่งการประพฤติ มานัต นั้น จะต้องบอกวัตรทุกวัน ไม่บอกไม่ได้     แตกต่างกับปริวาสซึ่งจะบอกก็ได้ไม่บอกก็ได้ เพราะอยู่ปริวาสนั้นบอกวัตรครั้งเดียวแล้วอยู่ต่อไปอีกสามวันโดยที่ไม่บอกอีกก็ได้ ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องไม่ทำผิดกฎข้ออื่น ๆ อีก



อูเน คเณ จรณํ คือ การประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง
   หมายถึง การประพฤติวัตรของพระมานัตในที่ที่มีสงฆ์ไม่ครบ ๔ รูปตามพระวินัยกำหนด เช่นนี้ถือว่า ประพฤติวัตรในคณะอันพร่อง ซึ่งจะทำให้การนับราตรีเป็นโมฆะ นับราตรีไม่ได้

มานัต หรือการนับราตรี นั้น มีอยู่ ๔ อย่าง คือ


  อัปปฏิจฉันนมานัต คือ เป็นมานัตที่ภิกษุไม่ต้องอยู่ปริวาส สามารถขอมานัตได้เลย     ยกเว้นพวกเดียรถีย์ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือน
  ปฏิฉันนมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุผู้ปิดอาบัติไว้ หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม

  ปักขมานัต คือ มานัตที่ให้แก่ภิกษุณี ๑๕ ราตรีเท่านั้น(ครึ่งปักษ์) จะปิดอาบัติไว้หรือมิได้ปิดไว้ก็ตาม

  สโมธานมานัต คือ มานัตที่มีไว้เพื่ออาบัติที่ประมวลเข้าด้วยกันอันเนื่องมาจากสโมธานปริวาส นั้น  ซึ่งสโมธานมานัต นี้เป็นมานัตที่สงฆ์นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน

อัพภาน คือ การที่สงฆ์เรียกเข้าหมู่ หรือ การที่ภิกษุท่านได้ชำระสิกขาบทที่ได้ทำให้ตนมัวหมอง0นผ่านขั้นตอนการอยู่ประพฤติปริวาส การขอมานัต นับราตรีจนครบกระบวนการขั้นตอนของการประพฤติวุฏฐานวิธี ตามที่พระวินัยกำหนด จนมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ สงฆ์เรียกภิกษุนั้นเข้าหมู่แห่งสงฆ์ เป็นสงฆ์ปกติไม่มีความมัวหมองด่างพร้อยติดตัวแล้ว จึงเป็นการให้ อัพภาน

ซึ่งการให้ อัพภาน นี้ พระวินัยกำหนดให้สงฆ์สวดเรียกเข้าหมู่โดยต้องใช้สงฆ์สวดจำนวน ๒๐ รูป ขึ้นไป เมื่อสงฆ์ ๒๐ รูป ทำสังฆกรรมสวดเรียกเข้าหมู่ให้แล้ว ก็ถือเป็นสิ้นสุดกระบวนการประพฤติวุฏฐานวีธี ในทางพระวินัย ภิกษุนั้น ๆ ก็ เป็นภิกษุผู้บริสุทธิ์ เป็น ปริสุทโธ

 การกำหนดองค์สงฆ์ที่ต้องทำกรรมในการประพฤติวุฏฐานวิธี มี ๒ ประเภท คือ

๑.  จตุวรรคสงฆ์ มีจำนวน ๔ รูป (หรือ ๕ รูปรวมองค์สวด) ให้ปริวาส ให้มานัต ให้ปฏิกัสสนาฯ

๒.  วีสติวรรคสงฆ์ มีจำนวน ๒๐ รูป (๒๑ รวมองค์สวด) ให้อัพภาน

วิธีการสวดให้ปริวาส และ อัพภาน มีอยู่ ๓ วิธี คือ

๑.  วิธีการขอหมู่  สวดหมู่ ซึ่ง การขอหมู่ สวดหมู่ ก็คือ ภิกษุผู้ประสงค์อยู่ประพฤติปริวาส ได้สวดขอปริวาส      มานัตและอัพภาน ซึ่งภิกษุที่ขอหมู่ก็คือ สงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าสวดขอปริวาสพร้อมกันครั้งละ ๓ รูป  ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป รวมองค์สวด (และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)

๒.  วิธีการขอหมู่ สวดเดี่ยว ซึ่งก็คือ ภิกษุผู้ประสงค์อยู่ประพฤติปริวาส ได้สวดขอปริวาส มานัตและอัพภาน      ซึ่งสงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าขอปริวาสพร้อมกันครั้งละ ๓ รูป แต่ให้สวดครั้งละหนึ่งรูปคือสวดองค์เดียว  เดี่ยว ๆ ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป รวมองค์สวด  (และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)
๓.  วิธีการขอเดี่ยว สวดเดี่ยว ก็คือ  สงฆ์อนุญาตให้ภิกษุเข้าขอปริวาสครั้งละ ๑ รูป และให้สวดครั้งละ หนึ่งรูปคือสวดองค์เดียวเดี่ยว ๆ ส่วนคณะสงฆ์อาจารย์กรรมนั้นต้องใช้จำนวนสงฆ์ทั้งหมด ๕ รูป  รวมองค์สวด (และ ๒๑ รูป กรณีให้อัพภาน)

วิธีการขอปริวาสกรรม 

      ภิกษุผู้จะขอปริวาส พึงเตรียมดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม ห่มผ้าเฉวียงบ่า (ห่มดองรัดอกแบบจีบจีวร) เข้าไปหาสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป ในเขตพัทธสีมา แล้วถวายเครื่องสักการะ ครั้นถวายสักการะแล้ว กราบสามครั้ง ถอยห่างจากหัตถบาสสงฆ์ในระยะพอสมควรแล้ว กล่าวคำขอจุลสุทธันตปริวาสต่อสงฆ์ดังนี้



คำขอสุทธันตปริวาสอย่างจุลสุทธันตะ
          อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          อาปัตติปะริยันเต  เอกัจเจ  เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โสหัง ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิ.
     อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โสหัง ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิ.
          อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โสหัง ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ตาสัง อาปัตตีนัง สุทธันตะปริวาสัง ยาจามิฯ.

กรรมวาจาให้สุทธันตปริวาส

(คำที่ขีดเส้นใต้ให้ใสชื่อพระภิกษุที่ขอสุทธันตปริวาส)

          สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา

          สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
          ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
          ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  สะราติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  สะราติ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  ยะทิ
          สังฆัสสะ  ปัตตะกัลลัง  สังโฆ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง
          อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ทะเทยยะ  เอสา  ญัตติ.
     สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา
     สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
     อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง
     เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
     สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โน ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
          ทุติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ
          อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
          อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง
          เทติ ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
          สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
     ตะติยัมปิ เอตะมัตถัง วะทามิ สุณาตุ เม ภันเต สังโฆ
     อะยัง อิตถันนาโม ภิกขุ สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     รัตติปะริยันตัง      เอกัจจัง  ชานาติ  เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง   สะระติ  เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจะติ  สังโฆ
     อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  เทติ
     ยัสสายัสมะโต ขะมะติ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง อาปัตตีนัง
     สุทธันตะปริวาสัสสะ ทานัง โส ตุณหัสสะ ยัสสะ นักขะมะติ โส ภาเสยยะ.
     ทินโน สังเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง
     อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาโส ขะมะติ สังฆัสสะ
     ตัสมา ตุณหิ เอวะเมตัง ธาระยามิฯ

คำสมาทานปริวาส

ปริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
ทุติยัมปิ  ปะริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
ตะติยัมปิ  ปะริวาสัง  สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิฯ

คำบอกสุทธันตปริวาส

          อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
          อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     รัตติปะริยันตัง      เอกัจจัง  ชานามิ  เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต       เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
     สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
     ปะริวาสามิ  เวทะยามะหัง  ภันเต  เวทะยะตีติ  มัง  สังโฆ  ธาเรตุฯ

การเก็บปริวาส

          วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
          ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ
          ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  ปะริวาสัง   นิกขิปามิ

วิธีการขอมานัต

ภิกษุผู้ประพฤติปริวาสพอสมควรและถูกต้องตามพระวินัยแล้ว ชื่อว่าเป็น มานัตตารหะผู้ควรแก่มานัต เมื่อจะขอมานัตพึงเตรียม ดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม ห่มผ้าเฉวียงบ่า (ห่มดองรัดอกแบบจีบจีวร) เข้าไปหาสงฆ์อย่างน้อย ๔ รูป ในเขตพัทธสีมา แล้วถวายเครื่อง สักการะดอกไม้ธูปเทียน ครั้นถวายสักการะแล้ว นั่งคุกเข่ากราบ ๓ หน ตั้งนะโม ๓ จบ   ถอยห่างจากหัตถบาสสงฆ์ในระยะพอสมควรแล้ว ่าวคำสมาทานปริวาสและบอกปริวาสต่อสงฆ์(ดังคำสมาทานและคำบอก ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว) เมื่อได้กล่าวสมาทานปริวาสแล้วบอก ปริวาส ครั้นบอกแล้ว เข้าไปหัตถบาสสงฆ์ขอมานัตต่อสงฆ์ดังนี้

คำขอมานัต


     อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง                  
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
     สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง ภันเต
     ปะริวุตถะปะริวาโส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ.
          อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
          สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
          ปะริวุตถะปะริวาโส  ทุติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง
          ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ.
     อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
     สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
     ปะริวุตถะปะริวาโส  ตะติยัมปิ  ภันเต  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง               
     ฉารัตตัง  มานัตตัง  ยาจามิ.

กรรมวาจาให้มานัต

          สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา      

          สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ
          สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส
          ปะริวุตถะปะริวาโส   สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง
          ยาจะติ  ยะทิ  สังฆัสสะ  ปัตตะกัลลัง  สังโฆ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
          ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ทะเทยะ  เอสา  ญัตติฯ
     สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง  อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา
     สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ 
     ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส 
     สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ
     อิตถันนามัสสะ  ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ
     ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ  ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง
     ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ  นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
          ทุติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
          อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
          อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ
          ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิโส ปะริวุตถะปะริวาโส 
          สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ
          อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ
          ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง
          ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ
     ตะติยัมปิ  เอตะมัตถัง  วะทามิ  สุณาตุ  เม  ภันเต  สังโฆ  อะยัง
     อิตถันนาโม ภิกขุ  สัมพะหุลา  สังฆาทิเสสา  อาปัตติโย  อาปัชชิ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานาติ   เอกัจจัง  นะ  ชานาติ
     อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ
     รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะระติ   เอกัจจัง  นะ  สะระติ   
     อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
     โส  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  ยาจิ  ตัสสะ สังโฆ
     ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โส ปะริวุตถะปะริวาโส 
     สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง ยาจะติ  สังโฆ
     อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  เทติ
     ยัสสายัสมะโต  ขะมะติ  อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน  ตาสัง อาปัตตีนัง
     ฉารัตตัง  มานัตตัสสะ  ทานัง  โส  ตุณหัสสะ  ยัสสะ  นักขะมะติ  โส  ภาเสยยะฯ

          ทินนัง  สังเฆนะ อิตถันนามัสสะ ภิกขุโน
          ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  ขะมะติ
          สังฆัสสะ  ตัส?มา  ตุณ?หี เอวะเมตัง  ธาระยามิฯ

คำสมาทานมานัต

          มานัตตัง  สมาทิยามิ    วัตตัง  สะมาทิยามิ
          ทุติยัมปิ   มานัตตัง   สะมาทิยามิ  วัตตัง  สะมาทิยามิ
          ตะติยัมปิ  มานัตตัง   สะมาทิยามิ   วัตตัง  สะมาทิยามิ

คำบอกมานัต
         อะหัง ภันเต สัมพะหุลา สังฆาทิเสสา อาปัตติโย อาปัชชิง
         อาปัตติปะริยันตัง   เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
          รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  ชานามิ   เอกัจจัง  นะ  ชานามิ
         อาปัตติปะริยันตัง  เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
         รัตติปะริยันตัง       เอกัจจัง  สะรามิ   เอกัจจัง  นะ  สะรามิ
          อาปัตติปะริยันเต   เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
          รัตติปะริยันเต        เอกัจเจ   เวมะติโก  เอกัจเจ  นิพเพมะติโก
         โสหัง  สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปริวาสัง  ยาจิง  ตัสสะ  เม
          สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  สุทธันตะปะริวาสัง  อะทาสิ  โสหัง
          ปะริวุตถะปะริวาโส   สังฆัง  ตาสัง  อาปัตตีนัง   ฉารัตตัง  มานัตตัง
          ยาจิง  ตัสสะ  เม  สังโฆ  ตาสัง  อาปัตตีนัง  ฉารัตตัง  มานัตตัง  อะทาสิ
         โสหัง  มานัตตัง  จะรามิ  เวทะยามะหัง  ภันเต  เวทะยะตีติ  มัง  สังโฆ  ธาเรตุ.

คำเก็บมานัต
          วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ
          ทุติยัมปิ   วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ
           ตะติยัมปิ  วัตตัง   นิกขิปามิ  มานัตตัง   นิกขิปามิ