แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลึกลับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องลึกลับ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าจากภูเขาควาย ตอนที่1: ผู้มีรู้มีญาณท่านรู้กัน และท่านทำงานเป็นเครือข่าย! (โดยนายรัชชุ)


ตอนที่1: ผู้มีรู้มีญาณท่านรู้กัน และท่านทำงานเป็นเครือข่าย!


พุทธศักราช 2559 : ผมอยากจะบันทึกความทรงจำนี้ไว้ ก่อนที่มันจะตายไปกับตัวผม ยิ่งในยุคที่บ้านเมืองมีแต่ผู้คนที่ไม่สนใจค้นหาความจริงของชีวิต และเริ่มคะนองมือคะนองเท้ากับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อีกอย่าง เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้รักพระพุทธศาสนาทุกท่านครับ

 

เมื่อประมาณ2ปีที่แล้ว บังเอิญเหลือเกินที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านเป็นพระมหา ปธ.7 พื้นเพเป็นคนอีสาน คนบ้านเดียวกัน แต่ขอสงวนนามนะครับ ซึ่งผมเชื่อสนิทใจว่าท่านเข้าถึงความสุข ความสว่างภายใน และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษคือ องค์นี้แหละที่มีภารกิจให้พิเศษที่ "ภูเขาควาย" ฝั่ง สปป.ลาว
"ภูเขาควายแดนดินถิ่นลี้ลับ"
ภูเขาควายเป็นสถานที่ที่เป็นป่าลึกร้อนชื้น บางช่วงเป็นป่าดิบบางช่วงเป็นป่าเบญจพรรณ มีอาณาเขตติดต่อกับฝั่งไทยลาวเป็นเทือกเขาแนวยาวไปตลอด สามารถติดต่อไปทางจำปาศักดิ์ปากเซซึ่งเป็นเขตทางภาคใต้ของประเทศลาว อันมีสถานที่เลื่องชื่ออีกแห่งหนึ่งเรียกว่า "แก่งลีผี"
สถานที่ของภูเขาควายตลอดแนวไปจนถึงแก่งลีผีนี่เองที่เป็นตำนานเรื่อง เล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของป่าแถบนี้ นานมาแล้วสถานที่ดังกล่าวเป็นเขตรุกขมูลของพระธุดงค์จากทั้งไทยและลาวรวมไป ถึงพม่าและเขมร พระอาจารย์หลายท่านต่างพากันมาสำเร็จอภิญญาสมาบัติ ณ สถานที่แห่งนี้
แม้กระทั้งเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเล่าขานในภูเขาควาย!


เมื่อรู้ว่าท่านเป็นมาอย่างไร ผมก็ถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นสิครับ ปกติพอมีความรู้ธรรมะอยู่บ้าง แต่เป็นภาคปริยัติ พอมาเจอคนที่ปฏิบัติ-ปฏิเวธ จึงอดไม่ได้ที่จะหาคำตอบตั้งแต่เรื่องภูติ ผี ปีศาจ จนถึงเรื่อง "พระผู้สำเร็จ" หรือ "พระบังบด" ที่คนอีสานเก่าๆแก่ๆรู้จักกันดี

ทำไมถึงถามเรื่องนี้เหรอครับ ก็เพราะท่านเคยเจอไงครับ แต่ไม่ได้เจอธรรมดานะครับ แต่เจอเป็นประจำ ได้สนทนาธรรม ได้เรียนวิชาด้วย ซึ่งการจะได้เจอไม่ใช่เรื่องง่าย คนธรรมดาขึ้นภูเขาควายไปก็ไม่ได้เจอหรอกครับ และผมก็เชื่ออีกแหละว่าท่านคงมีสายบุญร่วมกันมา
 
พระผู้สำเร็จ ท่านตั้งความปรารถนา จะมีอายุยืนยาวเพื่อไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าพระองค์หน้า แล้วหมดกิเลสเข้านิพพาน ทุกวันนี้ท่านตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ตามหลักวิชาของท่าน อายุก็มีตั้งแต่หลักร้อย จนเกือบหลักพัน แต่ถ้าถามว่าท่านหมดก็เลสหรือยัง ผมก็เดาว่า อาจจะยัง (ถ้าหมดก็นิพพานแล้วสิ) อารมณ์แบบ ถ้าอภิญญา6 ท่านคงได้อภิญญา5 เหลือญาณข้อสุดท้าย แต่ถ้าถามว่าพระบังบดมีฤทธิ์ไหม มีสิครับ ท่านเหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ แว๊บไปแว๊บมาได้ อ่านใจได้ ฯลฯ เป็นเนื้อนาบุญอย่างดีเชียวล่ะ โดยพระรูปที่ผมคุยด้วยนี้ ท่านอธิบายว่า พระบังบดนั้น ท่านทำใจว่างเปล่าเหมือนอากาศ เมื่อใจเบา กายก็เบา เลยแว๊บไปไหนมาไหนได้เหมือนลมพัด

ย้อนไปเล่าชีวิตของพระอาจารย์รูปนี้ สมัยเด็ก ท่านค่อยข้างเจอประสบการณ์แปลกๆ คือ เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เช่น ท่านนั่งเล่นอยู่แคร่หน้าบ้าน (ภาษาอีสานเรียกเตียง) ท่านเห็นคนกลุ่มหนึ่ง เดินออกจากต้นมะกอกใหญ่ เขาคุยกันทำนองว่า เคยทำบุญอะไรมา อารมณ์แบบชมกันไปชมกันมาว่าบุญเยอะนะ แล้วก็หันมาชมเด็กชายคนที่ไม่รู้เรื่องคนนี้ว่า "ท่านน่ะบุญเยอะ เราเห็นแสงสว่างในตัวท่าน"

และมีอยู่วันหนึ่ง เด็กชายคนนี้ไปทุ่งนา เจอวัวที่ชาวบ้านเขาล่ามอยู่ แต่สิ่งที่ท่านเห็นไม่ใช่วัว แต่เป็นคนๆหนึ่งกำลังกินหญ้า! เด็กคนนี้ก็หลุดปากไปสอนคนในร่างวัวว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะทำบาปมา คนๆนั้นก็ทำท่าโกรธ แล้วหน้าก็เปลี่ยนจากคนเป็นวัว แล้วก็วิ่งไล่ท่าน.. วิ่งหนีสิครับรอใครมาตัดริบบิ้นล่ะ
 
วันที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงก็เริ่มมาถึง เด็กชายคนนี้ นอนเล่นอยู่ที่เถียงนาน้อย(กระท่อมกลางนา)ตามปกติ เผลอหลับไปแล้วฝันเห็นแม่ชีรูปร่างผอม แต่นัยตาเด็ดเดี่ยวแฝงด้วยความอ่อนโยน แม่ชีมาบอกให้เด็กชายคนนี้ จำคำๆหนึ่งไว้ให้มั่น อย่าลืม พอตื่นขึ้นมา เขาจำ3พยางค์นี้อย่างขึ้นใจ โดยไม่เข้าใจความหมาย และไม่รู้ว่าคืออะไร


ต่อมา เด็กน้อยคนนี้ มีโอกาสได้บวชเณรอยู่วัดใกล้บ้าน เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่คนในบ้านของท่านเคารพศรัทธา เพราะเหมือนว่าโยมพ่อโยมแม่ของท่านถวายลูกชายให้กับพุทธศาสนา ตัวท่านเองก็รักและผูกพันธ์กับหลวงพ่อ อยากจะปฏิบัติดูแลท่าน แต่หลวงพ่อเจ้าอาวาสเคยกล่าวกับท่านว่า "หลวงพ่อแค่ดูแลเณรในเบื้องต้น เพราะครูบาอาจารย์เณรเอามาฝากไว้!" คำๆนี้ ส่วนตัวผมชอบมากครับ ได้ยินแล้วขนลุก เพราะไม่นึกว่าพระที่อยู่ห่างกันเป็นหลายร้อยกิโลเมตร และไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ท่านจะมีวิธีการทำงานสืบทอดพระศาสนาที่น่ารักแบบนี้ ก็คงแสดงว่าการสื่อสารทางจิตนี่มีจริงๆ และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเครือข่ายจริงๆ (ลองนึกถึงปัญหาเรื่องราวในวงการศาสนาตอนนี้ดูสิครับ ว่าผู้มีรู้มีญาณท่านทราบไหม และท่านจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร)

มีวันหนึ่ง เหล่าเณรน้อยในวัด ช่วยกันทำความสะอาดแท็งค์น้ำของวัด และทาสีใหม่ เณรรูปนี้ อาสาเข้าไปทาสีในแท็งค์น้ำที่นอนตะแคงอยู่ แต่ด้วยฤทธิ์ของสารระเหย ทำให้ท่านวูบจะหมดสติ และน้ำลายไหลยืด เณรรูปอื่นๆพากันหัวเราะ เพราะนึกว่าท่านแกล้งเล่น ก่อนที่ท่านจะวูบหมดสติจริงๆ แต่การหมดสติครั้งนี้ ท่านเหมือนหลุดออกมาจากกายหยาบ มายืนมองตัวเองนอนนำ้ลายยืดด้วยความมึนคง และยังเห็นเพื่อนๆสามเณรยืนหัวเราะอยู่เหมือนเดิม แต่ทันใด! เณรน้อยมองเห็นพระหนุ่มรูปงามรูปหนึ่ง บอกว่า "ให้มุดเข้าไปตรงแสงสว่างกลางท้อง" เณรก็งง แต่ก็ทำตาม ท่านเล่าว่า ความรู้สึกเหมือนมุดท่อ ชั่วอึดใจรู้สึกตัวอีกทีกลับเข้าร่างตัวเองแล้ว พอได้สติกลับคืนมาก็ถามหาว่าพระรูปนั้นหายไปไหน แต่ก็ไม่มีใครเห็นเหมือนเณร ทว่า เณรจำหน้าท่านได้ไม่ลืม

ต่อมา มีเสียงประกาศทางวิทยุ ระบุว่า วัดแห่งหนึ่งแถวชานกรุงเทพฯ รับสมัครสามเณร เพื่อไปศึกษาต่อ เป็นเสียงที่พระอาจารย์ได้ยินเมื่อราว 30 ปีก่อน  จากเณรต่างจังหวัดแห่งหนึ่งทางอีสาน เข้ามาสู่สถานที่ที่มีชื่อเดียวกันกับคำที่แม่ชีบอกให้ท่านจำไว้ และได้พบกับเจ้าอาวาส รูปเดียวกันกับที่บอกให้ท่านมุดเข้ากลางท้อง ณ ข้างแท็งค์น้ำ...



 
ติดตาม เรื่องเล่าจากภูเขาควาย

ตอนที่ 2 : ภารกิจจีวรเปลือกไม้ของประธานสงฆ์ และ ลานหินที่จอดเครื่องบินได้ แต่ลงจอดไม่ได้?

ตอนที่ 3 : หินผุดเป็นครั้งที่2 ต่อจากสมัยหลวงปู่มั่น และ ส้มโอถวายพระธุดงค์?










**** 
รัชชุ

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ผี ผีบ้าน ผีเรือน



สรุปความบางส่วนจากการฟังบรรยายธรรม เรื่อง “ผีจ๋า ฉันลาก่อน” โดยพระครูธรรมธรไพบูลย์ ธมฺมวิปุโล

แสดงธรรมที่ชมรมพุทธดีแทค จามจุรีแสควร์ ชั้น 33

และเพิ่มเติมด้วยความรู้พิเศษจากกรณีศึกษากฏแห่งกรรม โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา


“ผี” คืออดีตมนุษย์  ที่เมื่อหลังจากตายไปแล้วไปบังเกิดเป็นตามกำลังบุญ โดยว่ากันตามความรู้จ่กผู้ปฏิบัติสมาธิ กายมนุษยจะประกอบด้วยกายหยาบ ที่จับต้องได้และกายละเอียด หรือ กายทิพย์ หรือ อทิสมานกาย ซึ่งมีชื่อหลากหลายแตกต่างไปตามความรู้ของสำนักบฏิบัติ  ซึ่งก็คือ ใจหรือส่วนหนึ่งของใจ เมื่อกายหยาบถอดหลุดออกจากจิตแล้ว จิตหรือใจก็จะออกมาในรูปของกายละเอียด และจากนั้นเองก็ถึงเวลาที่จะต้องไปเกิดในภพภูมิต่างๆ ตามแต่กำลังบุญจะพาไป





                     ผีกึ่งเทวดา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ผีบ้านผีเรือน หรือ  ที่จริงคือ เทวดาระดับภุมมเทวาที่กำลังบุญไม่ถึงพอจะไปอยู่แบบเทวดาตั้งแต่ภุมมเทวาหัวหน้าเขตจนถึงจาตุมฯ ปรนิมฯ จึงต้องอยู่ซ้อนภพกับโลก โดยส่วนมากคือผู้ที่ทำบุญตามประเพณี และทำแบบไม่ตั้งใจทำสม่ำเสมอ หรือวินาทีก่อนตายเต็มไปด้วยความห่วงทรัพย์สินบ้านเรือนญาติพี่น้อง

                  รูปร่างจะเหมือนสมัยมีชีวิตอยู่ช่วงใกล้หมดอายุขัย เช่นถ้าตายตอนเด็กก็เป็นผีเด็ก ตายตอนแก่ก็เป็นผีแก่ นอกจากนี้ ผีนี้จะ Aging ด้วย ส่วนอายุขัยก็แล้วแต่กำลังบุญ ถ้าได้รับบุญใหม่มา ร่ายกายจะกลับถอยหลังไปเรื่อยจนสุดที่ประมาณ 17-18 ปี  บ้านช่องจะอยู่เป็นมิติซ้อนภพอยู่ในบ้านทีตนอาศัย จะว่าไปคือ ใช้ข้าวของในบ้านเหมือนเจ้าของบ้านในบภพมนุษย์ แต่จะไม่ใช้ของๆเดียวกันกับมนุษย์ ส่วนห้องนอนจะเป็นห้องมิติพิเศษยื่นต่อเติมออกมานอกตัวบ้าน (ไม่ใช่ในศาลเจ้าตี่จู่เอี๊ย หรือศาลผีบ้านผีเรือนเหมือนในละคร)

                 ผีบ้านผีเรือนก็เหมือนภุมมเทวาทั่วไปคือ มีเจ้าปกครอง ตามสายบังคับบัญชา ของชั้นจาตุมหาราชิกา แล้วแต่ว่าจะอยู่กับกลุ่มท้าว 1 ใน 4 ท่านใด ซึ่งก็มีระบบการดูแลเกี่ยวกับการ เกิด ตาย ย้ายที่อยู่ ซึ่งผู้ว่าการเขต(บ้างรู้จักในนาม เจ้าที่เจ้าทาง )จะจัดสรรผีบ้านผีเรือนไปตามที่ต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็อยู่กับบุญเจ้าตัวด้วย หากเจ้าของบ้านในเมืองมนุษย์ ย้ายบ้านออกไป ผีบ้านผีเรือนจะย้ายไปกับมนษย์ด้วย แต่หากบ้านถูกทำลายตายยกโคตร ก็เป็นหน้าที่หัวหน้าเขตในการอนุเคราะห์ต่อไป 

                อาหารการกินของผีบ้านผีเรือนจะคล้ายของมนุษย์แต่มีความละเอียดกว่า และรสชาติต่างกันไปตามโอชารส และที่สำคัญ พวกเขาไม่กินเครืองเซ่นเหมือนกับพวกเปรดอสุรกาย



                ในเรื่องของอิทธฤทธิ์นั้นก็จะมีบางกรณีที่พวกเขาสามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีกำลังบุญมากแค่ไหนและเป็นฝ่ายใด ผีบ้านผีเรือนบางจำพวกจะเป็นกลุ่มพิเศษที่รู้จักวิชาอาคม เรียกว่า วิทยาธร ซึ่งในอดีตเคยเป็น พ่อมดแม่มด เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ และยังคงมีวิชาเวทมนต์คาถาติดตัวมาก็สามารถใช้ฤทธิ์ได้ และเวทมนต์ของเขาเหล่านั้นก็ยังคงสาย ขาว-ดำ ตามที่เคยฝึกมาในภพชาติก่อน  
                แต่พลังของพวกเขาจะไม่ได้มีอานุภาพมากนัก เนื่องจากกำลังบุญที่จำกัดของผีบ้านผีเรือน โดยมากที่ทำได้มากที่สุดคือ เคลือนย้ายข้าวของ ปิดสวิตซ์ไฟ ขับไล่สัมภเวสี หรือการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าประมาณ 7 วัน ตามกำลังสมาธิจะพาไปได้


                แต่การที่พวกเขาจะแสดงเรื่องพวกนี้ให้เห็นนั้นไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา ต้องมีสาเหตุบางอย่าง เช่น  หัวหน้าเขตสั่งการมา หรือ เคยเป็นญาติที่รักกันมาก่อน หรือ จำเป็นต้องปกป้องเจ้าของบ้านให้พ้นอันตราย ข้อจำกัดอีกประการคือ พวกเขาได้แต่เป็น “พรายกระซิบ” เท่านั้น
 



อีกประการหนึ่งที่น่ารู้ไว้คือ บ้านต่างๆทั่วโลกล้วนมีพวกเขาอยู่อาศัย แม้แต่ในห้องแถวเล็กๆ

ดังนั้นอย่าได้แปลกใจว่าเมื่ออยู่บ้านคน เดียว รู้สึกว่ามีอีกคนอยู่กับเราด้วย!