Tuesday, September 11, 2012

rewrite asupa

23-8-2555

มาปลงอสุภะกันบ้างก็ดี



พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก
เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์


๙. กายคตาสติสูตร (๑๑๙)

พิจารณาร่างกายเป็น ธาตุ ๔ 

[๒๙๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้แล ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้วนั่งแบ่งเป็นส่วนๆ ใกล้ทางใหญ่ ๔ แยก ฉันใด





ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แล ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม 




เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ





พิจารณาเป็น "นวสี" คือ ป่าช้าทั้ง ๙ 

๑. ศพที่ขึ้นพอง เขียวช้ำ มีน้ำเหลือเยิ้ม
[๒๙๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็น "ศพ" ที่เขาทิ้งในป่าช้า อันตายได้วันหนึ่ง หรือสองวัน หรือสามวัน ที่ขึ้นพอง เขียวช้ำ มีน้ำเหลืองเยิ้ม จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ 









เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ




๒. ศพที่ถูกหมู่สัตว์กัดกิน
[๓๐๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขบ้านกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขป่ากัดกินอยู่บ้าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ชนิดฟอนกินอยู่บ้าง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้ เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ 






เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ ฯ





***********************

Thursday, September 6, 2012

a well-thatched house,

Even as rain gets not into a well-thatched house,
Even so lust penetrates not a well-developed mind.
                                             --The Dhammapada (14)

เรื่อนที่มุงเรียบร้อย ฝนย่อมไหลเข้าไม่ได้
ใจที่อบรมเป็นอย่างดี ราคะไม่มีวันเข้าครอบงำ
                                              พระธรรมบท -14-

ยถา อคารํ สฺุฉนฺนํ
วุฏฺฐิ น สมติวิชฺฌติ
เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ
ราโค น สมติวิชฺฌติ ฯ๑๔ฯ

Wednesday, September 5, 2012

132 happiness

Whoso, himself seeking happiness,
Harms not pleasure-loving beings -
He gets happiness
In the world to come.

สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องการความสุข
ผู้ที่ต้องการความสุขแก่ตน
ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น
ตายไปแล้วย่อมได้รับความสุข

สุขกามานิ ภูตานิ
โย ทณฺเฑน น หึสติ
อตฺตโน สุขเมสาโน
เปจฺจ โส ลภเต สุขํฯ ๑๓๒ฯ

Tuesday, September 4, 2012

“สัมมาอะระหัง”




คำว่า “สัมมาอะระหัง” เป็นภาษาบาลี มีศัพท์ควบคู่กันอยู่ ๒ ศัพท์ “สัมมา” ศัพท์หนึ่ง “อะระหัง” ศัพท์หนึ่ง

“สัมมา” เป็นศัพท์ที่มีความหมายสูง แปลว่า ชอบในพระพุทธคุณ ๙ บท ท่านเอาศัพท์นี้เข้าคู่กับ “สัมพุทโธ” เป็นสัมมาสัมพุทโธเป็นบทแสดงพระคุณของพระพุทธเจ้า แปลว่าผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ นอกจากใช้ในบทพระพุทธคุณแล้ว ยังมีใช้ในองค์อริยมรรค ๘ ด้วย โดยมีคำว่า สัมมา ควบองค์มรรคอยู่ทุกข้อเป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ เป็นต้น

ส่วนศัพท์ว่า “อะระหัง” เป็นพระพุทธคุณบทต้น แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์ เมื่อเข้าคู่กันเป็น สัมมาอะระหัง ก็แปลว่า พระพุทธองค์ทรงเป็นพระอรหันต์โดยชอบ คือ ถูกต้อง ไม่ผิด โดยนัยว่าบทบริกรรม “สัมมาอะระหัง” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงมีความหมายสูง และอยู่ในขอบข่ายของพุทธานุสสติโดยแท้

บท “สัมมาอะระหัง” นี้ โบราณาจารย์สมัยก่อนท่านแยกพรรณนาพระพุทธคุณทีละอักษร ในบทภาวนานี้ มี ๕ อักษร คือ สัม, มา, อะ, ระ, หัง แต่ละอักขระหรือแต่ละอักษรไปนี้ ท่านโบราณาจารย์ได้ให้ความหมายไว้ดังต่อไปนี้

(สัม)
สงฺขตาสงฺขเต ธมฺเม สมฺมา เทเสติ ปาณินํ
สํสารสฺส วิฆาเฏติ สมฺพุทฺธํปิ นมามิหํ ฯ

๑. พระพุทธองค์ทรงแสดงสังขตธรรมและอสังขตธรรม โดยชอบแก่สัตว์ทั้งหลาย
๒. พระพุทธองค์ ทรงทำลายการเวียนเกิดเวียนตายได้
๓. พระพุทธองค์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง
ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ท่านบอกอุปเท่ห์ คือวิธีใช้ไว้ว่า ให้ภาวนาก่อนจะเข้าสู่สงคราม หาผู้ทำร้ายมิได้แล

(มา)
มาตาว มานปาลิเต มานสตฺเต ปมทฺทิ โย
มานิโต เทวสงฺเฆหิ มานฆาตํ นมามิหํ ฯ

๑. พระพุทธองค์ทรงย่ำยีสัตว์ผู้มีมานะ (ความถือตัว) ที่มานะ (ความถือตัว) เลี้ยงไว้ดุจมารดา
๒. พระพุทธองค์ อันหมู่ทวยเทพยอมรับนับถือ
๓. พระพุทธองค์ทรงทำลายมานะได้
ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ ท่านบอกอุปเท่ห์ไว้ว่า ภาวนาเพื่อทำคนแข็งให้อ่อน หมายความว่า ถ้าบังเอิญท่านต้องเผชิญกับคนใจแข็ง ให้มีอันแข็งข้อ แข็งกระด้างเอากับท่านอย่างนี้แล้ว โบราณาจารย์ท่านแนะนำให้ใช้คาถาบทนี้ แก้ไขเหตุการณ์

(อะ)
อนุสฺสาหสพฺพสตฺตานํ อนุสฺสาเหติ โย ชิโน
อนนฺตคุณสมฺปนฺโน อนฺตคามี นมามิหํ ฯ

๑. พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนคนไม่มีอุตสาหะ ให้มีความอุตสาหะ
๒. พระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณธรรมไม่สิ้นสุด
๓. พระพุทธองค์ทรงถึงที่สุดแห่งทุกข์
ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ ท่านบอกอุปเท่ห์ไว้ว่า ภาวนาป้องกันเสือและจระเข้ หมายความว่า ถ้าท่านต้องเข้าป่าที่มีสัตว์ร้ายชุกชุม หรือต้องลงน้ำในย่านที่มีสัตว์น้ำอันตราย ถ้าทำใจให้เป็นสมาธิ ภาวนาคาถาบทนี้ จะป้องกันสัตว์ร้ายได้

(ระ)
รโต นิพฺพานสมฺปตฺโต รโต โส สตฺตโมจโน
รมาเปติธ สตฺเต โย รมทาตํ นมามิหํ ฯ

๑. พระพุทธองค์ทรงยินดีในธรรม ได้ทรงบรรลุถึงพระนิพพาน
๒. พระพุทธองค์ทรงปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นทุกข์
๓. พระพุทธองค์ทรงยังสัตว์ให้ยินดีในพระนิพพาน
๔. พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงประทานให้ซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่ยินดี
ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ ถ้าใครยึดมั่นท่องบ่นภาวนาเป็นนิจ สามารถป้องกันการกระทำคุณผีและคุณคนทั้งปวงได้

(หัง)
หญฺญติ ปาปเก ธมฺเม หํสาเปติ ปทํ ชนํ
หํสมานํ มหาวีรํ หนฺตปาปํ นมามิหํ ฯ

๑. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปธรรม
๒. พระพุทธองค์ยังชนให้ยินดี ซึ่งทางฆ่าบาปนั้น
๓. พระพุทธองค์ทรงร่างเริง
๔. พระพุทธองค์ทรงกล้าหาญยิ่งใหญ่
๕. พระพุทธองค์ทรงฆ่าบาปได้แล้ว
ข้าพเจ้าขอนมัสการ

พระคาถาบทนี้ โบราณาจารย์ท่านแนะนำว่า ให้หมั่นเพียรภาวนาเมื่อจะเข้าสู่ณรงค์สงคราม ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยได้

พระคาถา แสดงความหมายว่า แต่ละอักขระของบท สัมมาอะระหัง ที่นำมาลงไว้พร้อมทั้งอุปเท่ห์ คือวิธีใช้นี้สำหรับผู้ที่นับถือและเชื่อมั่นภาวนาให้จริงจัง จนจิตเป็นสมาธิมั่นคง ย่อมได้ผลจริงดังใจหมาย
ที่มา [http://www.watpaknam.org/meditation/page_07.php]

อุปกิเลส 16

เครื่องเศร้าหมอง อีกนัยหนึ่ง มีชื่อว่า อุปกิเลส มีจำนวน ๑๖ คือ

๑. อภิชฌาวิสมโลภะ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา กิเลสตระกูล โลภะ

๒. โทสะ ร้ายกาจ ทำลาย กิเลสตระกูล โทสะ

๓. โกธะ โกรธ เดือดดาล กิเลสตระกูล โทสะ

๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ กิเลสตระกูล โทสะ

๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน กิเลสตระกูล โมหะ

๖. ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน กิเลสตระกูล โมหะ

๗. อิสสา ริษยา กิเลสตระกูล โมหะ

๘. มัจฉริยะ ตระหนี่ กิเลสตระกูล โลภะ

๙. มายา มารยา เจ้าเล่ห์ กิเลสตระกูล โลภะ

๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด กิเลสตระกูล โมหะ

๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ กิเลสตระกูล โมหะ

๑๒. สารัมภะ แข่งดี กิเลสตระกูล โมหะ

๑๓. มานะ ถือตัว กิเลสตระกูล โมหะ

๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน กิเลสตระกูล โมหะ

๑๕. มทะ มัวเมา กิเลสตระกูล โมหะ

๑๖. ปมาทะ เลินเล่อ กิเลสตระกูล โมหะ

Find ye refuge

Make a refuge unto yourself
Quickly strive and become wise.
Purge the taint and free from strain,
to heavenly state of the "Ariya" will you Attain.

เธอจงสร้างที่พึ่งแก่ตัวเอง
รีบพยายามขวนขวายหาปัญญาใส่ตัว
เมื่อเธอหมดมลทิน หมดกิเลสแล้ว
เธอก็จักเข้าถึงทิพยภูมิของพระอริยะ
--คัมภีร์พระธรรมบท ฯ๒๓๖ฯ

Saturday, September 1, 2012

ประวัติการพับดอกบัวของชมรมพุทธจุฬาฯ



ประวัติวัฒนธรรมการพับดอกบัวของชมรมพุทธจุฬาฯ ในความทรงจำของเจ้าของบล็อก


ย้อนไปตั้งแต่ชมรมพุทธจัดระเบียบตัวเองใหม่สมัยหลวงพี่ฐานะฯ กิจกรรมทุกๆอย่างถูกยกคุณภาพไป พร้อมๆกัน ในนั้นคือ การจัดดอกบัวถวายพระ ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นอ.เสาวลักษณ์ ที่แนะนำใช้นิสิตชมรมพุทธฯจุฬา ได้รู้จักกับอาจารย์จุฬาท่านหนึ่งซึ่งรับใช้ใกล้ชิดกับวังสระปทุม ซึ่งท่านได้เมตตาสอนวิธีพับดอกบัวถวายพระในแบบชาววัง ซึ่งชมรมก็ได้ยึดถือแบบแผนนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หลายๆปีที่ผ่านมา เรื่องราวการจัดดอกบัวในชมรมถูกเล่ากันในแบบปากต่อปาก เรื่องราวจึงอาจจะเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงไม่สามารถยืนยันถึงความเป็นมาจริงๆได้ และชื่อของการพับดอกบัวก็หายไปด้วย แต่จากการหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ก็ได้ความว่าดังนี้

รูปแบบการพับดอกบัว







แบบที่ 1. แบบบัวบาน








2. แบบกุหลาบ หรือ



แบบมะลิ


*ความต่างอยู่ที่การดุนโคนกลีบให้โค้งเว้า ซึ่งไม่มีในแบบมะลิ





3. แบบดอกพุดตาน หรือ



แบบตรีมณี

*ต่างที่ลักษณะการพับจีบเข้ากลางกลีบ




4.แบบดาวกระจาย




5.ดอกบัวตูม


ลักษณะการจัดดอกบัวในแจกัน


เรียงตามความสูงและความละเอียดในการพับ โดยแบบที่ 1 จะเป็นดอกที่ก้านยาวที่สุด ซึ่งหมายความว่าเป็นดอกที่อยู่บนสุด และลดหลั่นลงมาเป็นดอกที่ 2,3,4,5









คติเกี่ยวกับการพับดอกบัว


คติทั่วไป

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.......

ได้เปรียบมนุษย์ดังดอกบัว 4 เหล่า ดังนั้นการที่ชาวพุทธนำดอกบัวไปไหว้พระ หรือถวายพระ ก็เครื่องแสดงการสักการะว่าพร้อมที่จะเป็นบัวที่เบ่งบานพร้อมที่จะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานบัวบานไปถวายพระ ***เน้นว่าเป็นดอกบัวบาน***เมื่อโลกเปลี่ยนไป การนำดอกบัวบานมาถวายพระทำได้ไม่สะดวกนักในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องการตลาด (สมัยก่อนไม่ต้องไปซื้อหาดอกบัวที่ไหน ก็เก็บเอาในหนองน้ำ ในบึงข้างบ้านก็ได้แล้ว) อีกทั้งดอกบัวบานจะมีเวลาในการคงอยู่น้อยกว่าดอกบัวตูมหลายๆ คนก็ไม่มีเวลามาเปลี่ยนดอกบัวบ่อยๆ จึงเป็นเหตุให้ดอกบัวตูมมาแทนที่ ดอกบัวบาน *** แล้วคนเราก็พับกลีบดอกบัว หรือจับจีบดอกบัว เพื่อให้เป็นดอกบัวบานไปแทน การพับดอกบัวที่ถูกตามคติธรรม จึงควรพับดอกบัวให้ถึงกลีบสุดท้าย ถึงใจเกสร***.....






คติในชมรม

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว น่าจะเกิดความสงสัยว่า ในเมื่อคติกล่าวเรื่องบัวสี่เหล่า ทำไมชมรมจึงจัดดอกบัวไว้ถึง 5 ดอก

เรื่องของเรื่องก็คือ โลกและจักรวาลที่เราท่านอยู่อาศัยนี้ เกิดดับขึันมากมายหลายครั้งนับไม่ถ้วน ตั้งแต่มหานรกยัน พรหมโลก ล้วนถูกทำลายล้างด้วย ไฟ น้ำ และลมบรรลัยกัลป์ทั้งสิ้น เมื่อเวลานั้นมาถึง (ตั้งแต่สุทธาวาส ถึงอรูปพรหมไม่บุบสลาย) และเมื่อถึงเวลาที่เกิดโลกและจักรวาลใหม่ ที่เรียกว่า ต้นกัป จะมีนิมิตที่บอกถึงความวิเศษ ของแต่ละกัปนั้น นั่นก็คือ การมี/ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น และจะมีทั้งหมดกี่องค์
และนิมิตบ่งบอกนั้นคือ จำนวนดอกบัวแห่งจักรวาลนั้นเอง




พระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า โลกยุคเรานี้ มีนิมิตดอกบัวบังเกิดขึ้นถึง 5 ดอก ซึ่งนับว่าเกิดขึ้นได้ยากที่สุด มีชื่อเรียกว่า ภัทรกัป เพราะนั่นหมายถึง โลกนี้จะมีพระพุทธเจ้าบังเกิดถึง 5 พระองค์

ซึ่งรายพระนามของแต่ละพระองค์มีดังนี้

1.พระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์แรกของภัทรกัปนี้

2.พระโกนาคมนสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สองของภัทรกัปนี้

3.พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สามของภัทรกัปนี้

4.พระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่สี่ของภัทรกัปนี้




5.พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า ถือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ที่ห้า หรือพระองค์สุดท้ายของภัทรกัปนี้

สำหรับในยุคปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในยุคของพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงอันตรกัปที่ 12-และในอนาคตกาลอันไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ (กล่าวคือ...อีกเพียงอสงไขยปีเศษ)-พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาบังเกิดบนโลก ในช่วงอันตรกัปที่ 13)


โปรดอ่านเพิ่มเติ่มที่


http://www.dmc.tv



ดังนั้นการจัดดอกบัวห้าดอกนั้น ก็คือการบูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ เรียงตามความสำคัญ หรือ ลำดับการบังเกิดบนภัทรกัปนี้ ซึ่งทราบกันแล้วว่า พระศรีอริยเมตไตรย์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นยุคที่สำคัญมากที่สุด เพราะมีสภาพเกื้อกูลต่อการเข้าถึงธรรมมากที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวพุทธมักอธิษฐานไปเกิดในยุค"พระศรีอาริย์" (อ่านว่า พระ-สี-อาน) ซึ่งก็คือยุคพระศรีอริยเมตไตรย์ นั่นเอง


อานิสงส์ของการจัดดอกบัวบูชาพระ

การพับดอกบัวเป็นงานละเอียดอ่อน ต้องอาศัยสมาธิที่ประกอบไปด้วยใจที่หยุดนิ่ง ผ่องใส ประณีต เบาสบาย จึงนับเป็นการฝึกสมาธิตื้นไปในตัว หรือ เจริญสติ ด้วย
...............................................................................
บุญถวายดอกบัวบูชาพระเจดีย์ มีอานิสงส์โดยย่อ คือ ทำให้เกิดในตระกูลสูง รู้แจ้งแทงตลอดในธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีกลิ่นกายหอมฟุ้ง เป็นต้น ดังเช่น พระอุบลวรรณาเถรี

(พระเทพญาณมหามุนี)



เรียงอานิสงส์ตามข้อ


1.ทำให้เกิด ในตระกูลบัณฑิตนักปราชญ์


2.เป็นที่สักการะ เคารพรัก เลื่อมใสของชนทั้งหลาย


3.ได้ทรัพย์สมบัติที่น่าปลื้มใจ


4.มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส กลิ่นกายหอม


5.จิตใจผ่องใส นึกถึงบุญได้ง่าย จึงทำให้ตัดโอกาสพลัดไปสู่อบายภูมิ มีแต่สุคติเป็นที่ไป


6.ได้เกิดในปฏิรูปเทส ดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง


7.ได้โอกาสพบ พระพุทธเจ้า พระอริยบคคล ได้ฟังธรรมและบรรลุธรรมโดยง่ายโดยทันที



................... ขออนุโมทนาบุญต่อทุกท่านผู้อ่านครับ ขอให้เจริญในธรรม บุญรักษาครับ


Thanaphol Bank Supruenruai

approved by Trenete S.Prime


แหล่งอ้างอิง

ที่มา http://www.kroobannok.com/blog/14112


http://www.dmc.tv



ผู้เอื้อเฟื้อรูปภาพ

https://picasaweb.google.com/108547565457630251377


http://www.dmc.tv