Tuesday, September 6, 2016

ตักบาตรใส่บุญ



ใส่บาตรกับตักบาตรมีความหมายต่าง กันอย่างไร?
         คำดั้งเดิมคือ ตักบาตร ซึ่งเป็นลักษณะ ของกิริยาตักข้าวใส่ลงในบาตร แต่หลัง ๆ มีคำว่า ใส่บาตร ขึ้นมา เรียกตามกิริยาที่เราเอาอาหารถุง ใส่บาตรโดยไม่ต้องตัก ก็เลยใช้คำว่าใส่บาตรแทน ทั้งคำว่าตักบาตรและใส่บาตรใช้ได้ทั้ง ๒ คำ เพราะ เราเข้าใจตรงกันว่าเป็นการนำอาหารไปถวายในบาตร พระที่ท่านมาบิณฑบาตตอนเช้า 

บาตรพระมีมาตั้งแต่ยุคพุทธกาลหรือไม่ และวัสดุที่ใช้แตกต่างกับในปัจจุบันอย่างไร?
         บาตรมีใช้ตั้งแต่ครั้ง พุทธกาลแล้ว พระทุกรูปจำเป็นต้องมีบาตร เพราะเวลาบวชจะต้องมีอัฐบริขาร ครบถึงจะบวชได้ ซึ่งเป็นพระวินัยที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ บาตรโดยทั่วไปทำจากดินเผาและเหล็ก ส่วนบาตรที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น เงิน ทอง ทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สังกะสี ไม้ แก้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เงินกับทอง มีค่ามากเกินไปไม่เหมาะที่จะนำมาทำบาตร อาจจะมี โจรมาขโมย ส่วนทองแดง ทองเหลือง ดีบุก หรือสังกะสี เมื่อเจอของที่มีรสเปรี้ยวก็จะถูกกัด และจะเป็นสนิม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ บาตรไม้ก็ ไม่ทรงอนุญาต เพราะว่าอาหารซึมเข้าไปในเนื้อไม้ได้ เวลาล้างก็ล้างไม่เกลี้ยง จะเกิดการหมักหมมเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนบาตรแก้วก็แตกง่ายเกินไป พอมีอะไรมากระทบ เศษแก้วอาจตกไปในอาหาร ฉันแล้วจะเป็นอันตราย ที่ทรงอนุญาตหลัก ๆ ก็คือ บาตรดินเผาและบาตรเหล็ก

วัตถุประสงค์ในการตักบาตรคืออะไร?
         การตักบาตรเป็นการถวาย กำลังแก่พระภิกษุในการสืบอายุพระพุทธศาสนา ถ้าญาติโยมใส่บาตร พระก็จะมีอาหารมาบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังในการบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป
การใส่เงินลงในบาตรเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่?
         ความจริงแล้วการบิณฑบาต มุ่งเน้นเรื่องอาหารเป็นหลัก การใส่อาหารจึงถูกต้องที่สุด ส่วนการใส่ปัจจัยก็ไม่ถึงกับบาป เหมือนที่เรานิมนต์พระไปงานบุญขึ้นบ้านใหม่หรืองานศพแล้วเราถวาย ปัจจัยท่าน กรณีใส่ปัจจัยในบาตรแทนอาหาร อาจเป็นเพราะไม่สะดวกที่จะเตรียมอาหาร จึงเอาปัจจัยใส่ซองแล้วใส่บาตรเลย
         ตามพระวินัยให้ใส่เป็นใบ ปวารณา เพราะโดยธรรมเนียมสงฆ์พระจะไม่จับเงินจับทองโดยตรง แล้วเขียนว่าตั้งใจจะถวายจตุปัจจัยเป็นยอดค่าใช้จ่าย เท่าไร ถึงคราวพระท่านต้องการสิ่งใด ท่านก็จะไปบอกไวยาวัจกร จะได้ไม่ต้องจับเงินจับทองโดยตรง

เป็นการเขียนรายละเอียดเรื่องเงินใส่ลง ไปในบาตรหรือ?
         ถ้าจะให้ถูกพระวินัยจริง ๆ ให้ถวายเป็น ใบปวารณา แล้วเขียนว่า ข้าพเจ้าคือใคร ชื่ออะไร มีความประสงค์จะถวายจตุปัจจัยเป็นจำนวนเงินเท่าไร หากพระคุณเจ้ามีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้เรียกหาปัจจัยได้จากไวยาวัจกร ทำอย่างนี้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์
         แต่บางทีพระไปบิณฑบาตไม่ มีลูกศิษย์วัดตามมา แล้วจะฝากปัจจัยไว้กับใคร ด้วยสภาพสังคมแบบนี้เลยใส่ซองถวายท่านไปเลย ที่จริงถ้าจะให้ถูกพระวินัย แม้แต่พระไปรับกิจนิมนต์ตามบ้านหรือตามที่ต่าง ๆ การถวายปัจจัยก็ต้องถวาย เป็นใบปวารณาเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันไม่สะดวกหลายขั้นตอน ญาติโยมก็เลยเอาปัจจัยใส่ซองถวายตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ให้เราถือตามเจตนา ถ้าเจตนาเป็นกุศลบุญก็เกิด ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นบาปหรือเปล่า
การตักบาตรโดยไม่เฉพาะเจาะจง พระภิกษุรูปใดมีอานิสงส์แตกต่างจากสังฆทานหรือไม่?
         คล้าย ๆ สังฆทานเหมือนกัน ถ้าตักบาตรโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นพระรูปใด ไม่ใช่ว่าพระรูปนี้มา ไม่ตัก จะรอตักบาตรหลวงพ่อที่อายุเยอะ ๆ อย่างนี้ เป็นการตักบาตรแบบเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเรา ทำบุญถวายหมู่แห่งภิกษุที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้พระองค์ปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เราขอทำบุญกับสงฆ์ ไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใด แบบนี้บุญมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสังฆทาน
ตักบาตรทุกวันด้วยไทยธรรมตามอัตภาพกับตักบาตรเฉพาะโอกาสพิเศษด้วยไทยธรรมประณีตมีอานิสงส์ต่างกันอย่างไร?
         พวกเราเคยสังเกตไหมว่า บางคนถึงคราวรวยบางทีรวยเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเลย แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเดียวเป็นหนี้เลย รวยไม่ตลอด เดี๋ยวรวย เดี๋ยวจน เพราะเวลาศรัทธาเขาก็ทำบุญ เยอะ พอบุญส่งผลก็รวย แต่บางทีเขามีศรัทธาไม่ตลอด บางช่วงชักเสียดายไม่อยากทำบุญก็เว้นห่าง ไป ตอนนั้นสายบุญก็เลยขาด สายสมบัติขาด พอสายบุญขาดก็จน พอฟิตก็ทำบุญอีก สมบัติก็เลยมาเป็นระลอก ๆ
         กรณีนาน ๆ ทำครั้ง แต่ทำด้วยอาหารที่ประณีตก็จะรวยเป็นระยะ ๆ เวลารวยก็รวยมาก และมีทรัพย์สมบัติที่ประณีตทุกอย่าง ส่วนคนที่ทำสม่ำเสมอตามอัตภาพ ก็จะมีฐานะดีแบบสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้รวยหวือหวา ประกอบเหตุอย่างไร ผลก็จะเกิดอย่างนั้น 



         แต่ที่น่าสนใจคือ ทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญมาก การทำบุญให้ได้บุญมากมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ
         ๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือของที่เราให้ทาน ต้องได้มาด้วยความชอบธรรม ถ้าไปขโมยของเขามาทำบุญ บุญก็ได้นิดหน่อย เพราะวัตถุไม่บริสุทธิ์
         ๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือมีศรัทธาทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเศรษฐีบางคนรวยมากแต่ขี้เหนียว ไม่ค่อยยอมใช้ทรัพย์ของตัวเอง รวยมหาศาล แต่เวลาจะซื้อมะม่วง กินต้องเอาลูกที่เริ่มเน่า แล้วมาตัดที่เน่าออก กินที่เหลือ เสื้อผ้าดี ๆ ไม่ยอมใช้ ใช้ปุ ๆ ปะ ๆ อย่างนี้ เป็นเพราะตอนมีศรัทธาก็ทำบุญ แต่พอทำเสร็จเรียบร้อย แล้วนึกเสียดาย แบบนี้ถึงเวลามีทรัพย์จะใช้ทรัพย์ไม่เต็มอิ่ม ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเรื่อง ของเหตุกับผลตามกฎแห่งกรรม
         ๓. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้รับเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ เช่น พระภิกษุมีศีล ๒๒๗ ข้อ ถ้าผู้รับเป็นคนธรรมดาแต่มีศีล ๘ ก็ยังดี ศีล ๕ ก็รองลงมา ไม่มีศีลรองลงมา ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็รองลงมาอีก
         คุณธรรมของผู้รับยิ่งสูง เท่าไรบุญก็ยิ่งมากขึ้น ตามส่วน ตักบาตรพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญจะมากขึ้นตามส่วน เพราะเมื่อท่านรับวัตถุทานจากเราไปแล้ว ท่านเอากำลังเรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นไปใช้ทำความดี ทำสิ่งที่เป็นกุศลได้มาก พระพุทธเจ้าทรงรับอาหารที่เราถวาย ไปแล้วเกิดบุญมหาศาล เพราะเมื่อพระองค์เสวยเสร็จ แค่ไปเทศน์สอนประชาชน หรือนั่งธรรมะทีหนึ่ง เราก็ได้ส่วนแห่งบุญมหาศาล เพราะพระองค์หมดกิเลสแล้ว และเป็นพระพุทธเจ้าด้วย
         ส่วนผู้ให้ก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นก่อนจะ ทำบุญให้รับศีลก่อน พอรับศีลแล้วไปทำบุญอย่างน้อย ขณะนั้นศีล ๕ ครบบริบูรณ์ บุญจะได้มากขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง แต่สู้คนที่ถือศีลสม่ำเสมอไม่ได้ ผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์มากเท่าไร บุญก็มากตามส่วนเช่นกัน 


ทำบุญเสร็จแล้วทำไมต้องกรวดน้ำ ไม่กรวดได้หรือไม่?
         เรากรวดน้ำเพื่ออาศัยสาย น้ำที่ไหลลงมาทำให้ใจเป็นสมาธิ พอนึกเอาบุญไปให้ผู้ที่ละโลก บุญจะได้ไปแรงขึ้น ตัวเราเองเหมือนเครื่องส่ง ถ้าใจเป็นสมาธิสัญญาณจะแรง คลื่นแทรกไม่ค่อยมี บุญที่ส่ง ก็จะเต็มที่ แต่ถ้าคนอุทิศส่วนกุศลใจฟุ้งซ่าน ก็เหมือน กับเครื่องส่งที่กำลังไม่ค่อยดี ส่งได้ไม่เต็มที่ ใจที่จรด อยู่กับสายน้ำจะเป็นสมาธิ เมื่ออุทิศส่วนกุศลจะไปถึงผู้รับแรงขึ้น นี่คือวัตถุประสงค์ ส่วนที่เหยียดนิ้วออกไปเป็นการช่วยให้น้ำไหลตามนิ้ว ป้องกันน้ำหก ย้อยเลอะเทอะ
         สำหรับคนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจนกระทั่งชำนาญแล้ว ไม่ต้องกรวดน้ำก็ได้ ทำใจนิ่ง ๆ ทำสมาธิแล้วนึกส่งบุญไปได้

ทำบุญแล้วไม่ได้ฟังพระให้พร จะได้บุญหรือไม่?
         ได้สิ เพราะบุญเกิดตั้งแต่เราถวายทานแล้ว แม้ไม่ได้ฟังพระให้พรก็ได้บุญ ธรรมเนียมสงฆ์สมัยเริ่มต้นพุทธกาลพระไม่ได้ให้พร แต่มีผู้ไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าว่าอยากจะให้พระให้พรสักหน่อย ฟังแล้วชื่นใจ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตเพื่อฉลอง ศรัทธาญาติโยม จึงมีธรรมเนียมให้พรตั้งแต่นั้นมา
         บุญไม่ได้เกิดจากเสียงให้ พร แต่เกิดจากการ ที่เรามีศรัทธาแล้วไปถวายทาน แต่ถ้าพระให้พรแล้ว เราตั้งใจฟังอย่างดี ใจก็จะปลื้มในบุญ บุญก็จะยิ่ง เพิ่มพูนทับทวีขึ้น การให้พรมีผลเหมือนกัน แต่หัวใจ หลักอยู่ที่เรามีศรัทธาแล้วถวายทานขาดจากใจ บุญ เกิดตอนนั้น 

เนื้อความบางส่วนจาก พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ (M.D.; PH.D.) จากรายการข้อคิดรอบตัว  .

http://www.kalyanamitra.org/u-ni-boon/main/index.php?option=com_content&task=view&id=927






ถาม : ใส่บาตรตามปกติตอนเช้า ๆ กับใส่บาตรเทโวฯ อานิสงส์ต่างกันอย่างไรคะ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าใส่บาตรทุกเช้าแล้ว ใจมั่นคงกว่าเยอะ ส่วนที่เขาไปใส่บาตรในงานเทศกาล มองได้ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือ เขาเป็นคนที่มั่นคงมาก ถึงเวลาแล้วยังระลึกถึงได้ ไปทำบุญตามเทศกาลทุกครั้ง แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ท่านทั้งหลายเหล่านี้ถ้าไม่มีงานเทศกาลก็ไม่ไปทำบุญ เกิดชาติใหม่ อานิสงส์ที่จะได้ก็นาน ๆ ครั้ง แต่ถ้าเราใส่บาตรทุกวันนี่มั่นคงกว่าเยอะ

โดยเฉพาะเรื่องของการใส่บาตร ถ้าเราใส่เป็นประจำ ๆ อานิสงส์มหาศาลและผลพลอยได้มีเยอะมาก การ ใส่บาตรถ้าเราไม่เจาะจงว่าใส่หลวงปู่ หลวงพ่อรูปไหน พระรูปไหนมาเราก็จะใส่ ถ้าอย่างนั้นเป็นสังฆทานเลย ต่อให้ใส่ไม่ครบสี่รูปก็เป็นสังฆทาน ก็แปลว่า เราได้ทำบุญสังฆทานทุกวัน

ประการต่อไปก็คือ ลูกหลานของเรา มีตัวอย่างให้เห็นอยู่ทุกวัน เขาก็จะได้รับช่วงสืบทอดประเพณีและวัฒนธรรมนี้ต่อไปได้

ประการที่สามก็คือ พระภิกษุสามเณร ออกบิณฑบาตเพราะต้องการอาหาร มีอาหารไว้ขบฉัน สามารถที่จะดำรงขันธ์อยู่ได้ เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว นำไปสั่งสอนญาติโยมต่อ ก็เท่ากับว่าสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาต่อไปได้

และถ้าเราพร้อมเพรียงกันใส่บาตรทุกวัน ศาสนาอื่นเห็นก็ไม่กล้ารุกรานหรอก เพราะเขาเห็นความมั่นคงเข้มแข็งของพวกเรา แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเราลุกไม่ไหว..ไปไม่ทัน..พระมาเช้าเกิน ไม่ได้คิดว่าเราตื่นสายเกิน

ถาม : เราใส่บาตรให้พระรูปเดียว แต่ว่าตั้งใจให้เป็นสังฆทาน เราต้องบอกพระไหมคะ ?
ตอบ : ไม่ต้องบอกก็ได้จ้ะ คือ เราตั้งใจว่าท่านไหนมาเราก็จะใส่ ถ้าไปตั้งใจว่าหลวงปู่ท่านนั้นมา หลวงพ่อท่านนี้มา หลวงพี่ท่านนี้มาแล้วเราจะใส่ ถ้าอย่างนั้นจะเป็นได้แค่ปาฏิปุคลิกทาน ถ้าไม่เจาะจง ท่านไหนมาเราก็จะใส่ ก็เป็นสังฆทาน


พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เทศน์ช่วงก่อนทำกรรมฐาน ณ บ้านอนุสาวรีย์
วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
__________________



ทุกท่านเคยสงสัยไหมว่า ขณะที่เราจะใส่บาตร เราควรจะมีการปฏิบัติตัวอย่างไร ให้ได้บุญมากและถูกวิธี มาดูวิธีการปฏิบัติตัวกันนะ
ครับ

☀️๑.ขณะ รอใส่บาตรให้ ทำจิตตั้งมั่นไว้ว่าจะใส่บาตรโดยไม่เจาะจงเมื่อพระเณรรูปใดเดินผ่านมาก็ใส่ บาตรไปตามลำดับจนหมดอาหารที่เตรียมมาไม่เลือกใส่องค์นี้ไม่ใส่องค์นั้นการ ใส่บาตรโดยไม่เจาะจงนี้พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่ามีผลานิสงค์มากกว่าการใส่ บาตรโดยเจาะจง

☀️๒.เมื่อ พระ ภิกษุเดินมาใกล้จะถึงที่ที่เราอยู่พึงอธิษฐานจิตเสียก่อนโดยถือขันข้าวด้วย มือทั้งสองนั่งกระหย่งยกขันข้าวขึ้นเสมอหน้าผากกล่าวคำอธิษฐานว่า
“สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ ทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้ จงเป็นเครื่องนำมาซึ่งความสิ้นกิเลสเถิด”

☀️๓.จาก นั้นลุกขึ้น ยืนและถอดรองเท้าเพราะการสวมรองเท้าถือว่ายืนสูงกว่าพระถือเป็นการไม่สมควร เหมือนเป็นการขาดความเคารพแต่ก็ไม่กรณียกเว้นเช่นเท้าเจ็บหรือเป็นที่น้ำขัง เฉอะแฉะเป็นต้นแต่ที่ไม่ควรก็คือบางคนถอดจริงแต่กลับไปยืนอยู่บนรองเท้าเสีย อีกยิ่งสูงไปกันใหญ่ดังนั้นถ้าตั้งใจจะไม่ใส่รองเท้าก็จัดที่ให้พระสงฆ์ยืน สูงกว่า

☀️๔.เมื่อ ใส่ บาตรเสร็จแล้วถ้ามีโต๊ะรองอาหารหรือรถยนต์จอดอยู่ด้วยให้วางขันข้าวบนนั้น ยืนตรงน้อมตัวลงไว้พระสงฆ์แต่ถ้าตักบาตรรอยู่ริมทางควรนั่งแล้ววางขันข้าว (ข้อนี้ควรดูความเหมาะสมของสถานที่และเวลา )ไว้ข้างตัวยกมือไว้พระสงฆ์พร้อมกับอธิษฐานว่า
“นัต ถิ เม สะระณัง อัญญัง, สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เม โหตุ สัพพะทา สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ขอให้ข้าพเจ้าเจริญในพระศาสนาของศาสดา”

☀️ ๕.หลังจากนั้นควรอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยการกรวดน้ำและกล่าวว่า
“อิ ทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย ขอบุญทั้งหลังจงสำเร็จแก่ญาติของข้าพเจ้า ขอให้ญาติของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด”


ที่มา เพจชมรมพุทธ

อานิสงส์ของการตักบาตรพระ
 
1. ทำให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
2. มีความแข็งแรง มีอายุขัยยืนยาวไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ
3. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก เป็นมหาเศษฐีผู้ใจบุญ ค้ำจุนพระพุทธศาสนา
4. มีสติปัญญาและผิวพรรณวรรณะผ่องใส มียศถาบรรดาศักดิ์เกรียงไกร
5. ไม่พลัดพรากจากของรักมีความสุขในทุกสถาน
6. ทำให้เป็นผู้เกิดภายใต้ร่มเงาบวรพระพุทธศาสนาตลอดไป
7. บรรลุธรรมได้โดยง่ายไปทุกภพชาติ





พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ขุททกนิกาย ธรรมบท ว่า

 
   “บุคคลให้ทานในเขตใดแล้วมีผลมาก พึงเลือกให้ทานในเขตนั้น  การเลือกให้
พระสุคตทรงสรรเสริญ ทานที่บุคคลให้แล้วในทักขิไณยบุคคลทั้งหลายย่อมมีผลมาก
เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดีฉะนั้น”

 

     ทาน หมายถึงการให้ การสงเคราะห์ช่วยเหลือแบ่งปัน เป็นเรื่องดีงาม เพราะการให้เป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลระหว่างชีวิตต่อชีวิต เป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ เป็นการสร้างความดีที่ง่ายที่สุด แต่ส่งผลดีให้แก่ชีวิตเรามากมายมหาศาล

     พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญการเลือกให้ คือก่อนจะให้ ควรเลือกของที่จะให้ว่า สมควรหรือไม่ โดยเลือกให้แต่ของที่ดี ของที่ประณีต ของนั้นต้องได้มาด้วยความสุจริต ถ้าให้ของดียิ่งกว่าที่ตนใช้ เวลาบุญส่งผลก็จะได้ของที่ดีเลิศ หรืออย่างน้อยควรให้ของในระดับเดียวกับที่ตนใช้อยู่ และต้องดูด้วยว่าจะให้กับใคร ทานนั้นจึงจะมีผลมาก ถ้าให้กับผู้เป็นเนื้อนาบุญ ผลบุญก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เหมือนชาวนาผู้ฉลาดในการทำนา ต้องคัดพันธุ์ข้าวที่ดี หว่านข้าวลงในนาดี มีนํ้ามีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ เมื่อทำเช่นนี้ เขาย่อมได้รับผลผลิตที่คุ้มค่าแก่ความเหนื่อยยาก ดังเรื่องของเทพบุตรผู้ที่ฉลาดในการเลือกให้ทาน

     * ในสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ได้เสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ขณะที่พระองค์ประทับ ณ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงมีพระรัศมีแผ่กว้างครอบคลุมหมู่เทวดาทั้งหลาย เทพบุตรพุทธมารดาเสด็จมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ประทับในที่เบื้องขวาของพระพุทธองค์ อังกุรเทพบุตรนั่งอยู่ในที่ข้างซ้าย แต่เมื่อเทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทยอยกันมาเฝ้าพระพุทธองค์ อังกุรเทพบุตร ก็ต้องถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ ถอยไปจนถึงท้ายสุดในที่ประชุมนั้น ไกลถึง ๑๒ โยชน์ ขณะที่เทพบุตรอีกองค์หนึ่ง ชื่ออินทกเทพบุตร มานั่งเช่นไรในตอนแรก ก็คงนั่งอยู่ในที่เดิมเช่นนั้น


     พระพุทธองค์ทอดพระเนตรเทพบุตรทั้งสองแล้ว มีพระประสงค์จะประกาศความแตกต่างระหว่างทานที่บุคคลถวายแด่ทักขิไณยบุคคลใน ศาสนาของพระองค์ กับทานที่บุคคลให้แล้วแก่โลกียมหาชน จึงตรัสถามอังกุรเทพบุตรว่า

     “ดูก่อนอังกุระ ท่านให้ทานมาเป็นเวลานานถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ก่อเตาหุงข้าวยาวเป็นแถวถึง ๑๒ โยชน์ทุกวัน แต่เมื่อมาสู่สมาคมของเรา ท่านกลับต้องนั่งห่างออกไปถึง ๑๒ โยชน์ ไกลกว่าเทพบุตรทั้งปวง นั่นเป็นเพราะเหตุใด”

     อังกุรเทพบุตรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ได้บริจาคทานมากในสมัยที่เป็นมนุษย์ แต่เป็นทานที่ให้แก่มหาชนทั่วไป  คือให้ทานในเวลาที่ปราศจากทักขิไณยบุคคล ส่วนอินทกเทพบุตรนี้ แม้ถวายทานเพียงน้อยนิดเพียงข้าวทัพพีเดียว แต่เพราะทำถูกทักขิไณยบุคคล จึงรุ่งเรืองกว่าข้าพเจ้า เหมือนดวงจันทร์รุ่งเรืองกว่าหมู่ดาวฉะนั้น”

     พระบรมศาสดาจึงตรัสถามอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่ที่เดิมโดยมิได้เคลื่อนย้าย ไปไหนเลย อินทกเทพบุตรจึงกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ถวายทานแด่ทักขิไณยบุคคล ดุจหว่านพืชแม้น้อยในเนื้อนาดี ผลย่อมงอกงามไพบูลย์” และเพื่อจะประกาศความสำคัญของทักขิไณยบุคคล  จึงกราบทูลต่อไปว่า “พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ชาวนาเองก็ไม่ปลื้มใจฉันใด ทานแม้มีมากที่บุคคลให้แล้วในผู้ทุศีล ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทายกก็ไม่ปลื้มใจฉันนั้น ส่วนพืชแม้น้อยที่หว่านแล้วในนาดี ย่อมมีผลไพบูลย์ ชาวนาก็ปลาบปลื้มฉันใด ทานเล็กน้อยที่บุคคลทำในเขตบุญ ในท่านผู้มีศีลมีธรรมที่มั่นคง ย่อมอำนวยผลไพบูลย์ ให้ทายกชื่นชมยินดี ฉันนั้น”

     ทำไมอินทกเทพบุตรจึงพูดเช่นนี้ เพราะอินทกเทพบุตรนั้น เมื่อครั้งที่เป็นมนุษย์ ได้ถวายข้าวเพียงทัพพีเดียวแด่พระอนุรุทธเถระ ผู้เป็นอรหันตสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญนี้ย่อมมีผลมากกว่าทานที่อังกุรเทพบุตรเคยทำแล้วในอดีตชาติ คือได้ก่อเตาไฟหุงข้าวเป็นแถวยาว ๑๒ โยชน์ เพื่อบริจาคในทุกๆ วันแก่คนธรรมดาทั่วไปถึง ๑๐,๐๐๐ ปี เมื่ออินทกเทพบุตรกราบทูลแล้ว พระบรมศาสดาจึงตรัสกับอังกุรเทพบุตรว่า

     “ธรรมดาการให้ทาน ควรพิจารณาก่อนแล้วจึงให้ ทานนั้นย่อมมีผลมาก เหมือนการหว่านพืชในนาดี แต่เธอหาได้ทำเช่นนั้นไม่ เหตุนั้นทานของเธอจึงมีผลไม่มาก ทานที่บุคคลให้แล้วในเขตใดมีผลมาก ควรพิจารณาให้ในเขตนั้น การให้ด้วยพิจารณา ตถาคตสรรเสริญ ทานที่ให้แล้วในทักขิไณยบุคคลย่อมมีผลมาก เหมือนหว่านพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น”
 

     จากเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ทานจะให้ผลไพบูลย์ได้ ต่อเมื่อถวายแก่ผู้รับที่บริสุทธิ์ เป็นทักขิไณยบุคคล ผู้รับจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ทานนั้นเกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เกิดกำลังใจแก่ผู้ให้

     ในพระไตรปิฎก เราได้พบเห็นเรื่องราวของคนยากจนหรือบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก ได้ทุ่มเททำทานอย่างสุดกำลัง บางครั้งถึงกับสละอาหารมื้อสุดท้ายถวายแด่ทักขิไณยบุคคล แล้วได้เสวยผลอันยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นแบบอย่างให้เรา ซึ่งเกิดในยุคปัจจุบันมีความเข้าใจและมีกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติตามพระ พุทธโอวาทกันต่อไป

     ดังนั้นเราควรทำทานให้บริสุทธิ์ ครบองค์ประกอบของการให้ทั้ง ๓ ประการ คือ วัตถุบริสุทธิ์ เจตนาบริสุทธิ์ ทั้งก่อนให้ กำลังให้ และหลังให้แล้ว และบุคคลบริสุทธิ์ทั้งผู้รับและผู้ให้ย่อมได้ผลบุญมาก

     พอเราถวายทานตัดขาดจากใจเท่านั้น ศูนย์กลางกายของเราจะมีอายตนะของบุญเกิดขึ้นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ คอยรองรับบุญใหญ่เกิดขึ้นเลย เมื่อถวายทานขาดจากใจ ใจก็เป็นกุศล ความสว่างบริสุทธิ์ก็เกิดขึ้น ปุญญาภิสันทา ท่อธารแห่งบุญก็ไหลจากอายตนนิพพานมารวมเป็นจุดเดียวกัน มาจรดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของพวกเราทุกๆ คน ตามความบริสุทธิ์ของใจที่หยุดนิ่ง ตามกำลังของความปีติ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย

     ถ้าเลื่อมใสมากก็สว่างมาก เลื่อมใสน้อยบุญก็ลดหย่อนกันลงไป แล้วกระแสบุญที่ใสสว่างบริสุทธิ์ จะเป็นต้นเหตุแห่งความสุข และความสำเร็จในชีวิต เช่น ทำให้เราได้มีรูปสมบัติที่งดงาม แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ไม่ไข้ อายุยืน ถ้าหากบารมีเต็มที่ ก็งามไม่มีที่ติ ได้ลักษณะมหาบุรุษ ถ้าบารมีลดหย่อนลงมา รูปสมบัติของเราก็หย่อนลงมาตามลำดับ  อีกทั้งเป็นผู้ที่แข็งแรง มีโรคน้อย จนกระทั่งปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและอายุยืนยาว ความงามของรูปกายนั้น เป็นรูปสมบัติที่สามารถน้อมนำให้ผู้พบเห็นเกิดความนิยมชมชอบ และเมื่อจะชักนำใครให้มาสร้างความดี ก็จะเป็นเครื่องยังใจบุคคลทั้งหลายให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใส เช่นเดียวกัน

     บุญนั้นยังทำให้เกิดทรัพย์สมบัติ จะเป็นทรัพย์สมบัติที่มีวิญญาณครองหรือไม่มีวิญญาณครองเกิดขึ้นมา เกิดขึ้นจากบุญดลบันดาลให้เกิด กระแสแห่งบุญนี้จะไปดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติทั้งหลายเข้ามาหาตัวเรา  เอาไว้สำหรับหล่อเลี้ยงสังขาร หล่อเลี้ยงพวกพ้องบริวาร และเพื่อการสร้างบารมี

     นอกจากนี้บุญยังก่อให้เกิดคุณสมบัติ ความเฉลียวฉลาดต่างๆ ความรู้ ความสามารถ ไหวพริบปฏิภาณคล่องแคล่ว เอาไว้สำหรับใช้สอย คุณสมบัติก็เกิดขึ้น เพื่อใช้ในการปกครองตน ปกครองคน ปกครองงาน และการสร้างบารมี รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เกิดขึ้นมาเพราะกระแสแห่งบุญนี้ดลบันดาลให้เกิดขึ้น ดึงดูดให้เกิดขึ้น

    ความสมบูรณ์ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มรรคผล นิพพาน ก็เกิดขึ้นด้วยกระแสแห่งบุญนี่แหละ เพราะฉะนั้นบุญนี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่สำคัญทีเดียว จะต้องสร้างบุญให้เกิดขึ้นให้มากๆ ยิ่งมากเท่าไหร่ ความสุขความสำเร็จก็จะยิ่งเกิดขึ้น ยิ่งยุคของผู้ที่มีบุญ คือคนมีบุญมาเกิดรวมกัน ความอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นอย่างที่เรานึกไม่ถึง เพราะฉะนั้นเราต้องสั่งสมบุญกันให้มากๆ และให้ใจอยู่ในแหล่งของบุญ คือ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗  ให้อยู่ ตรงนี้ตลอดเวลา

พระธรรมเทศนาโดย :  พระเทพญาณมหามุนี
* มก. เล่ม ๔๒ หน้า ๓๑๑

Thursday, July 14, 2016

การปล่อยปลาที่เหมาะสม



 09 เม.ย 2555 เวลา 15:10:32 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรมประมงแนะปล่อยปลาอย่างไร... ให้มั่นใจว่า "ได้บุญ"




สงกรานต์ปีนี้กรมประมงวอนผู้ใจบุญที่นิยมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำเพื่อความเป้นสิริมงคลของชีวิตในวันเริ่มต้นปีใหม่ของไทย ให้เลือกปล่อยสัตว์น้ำและปลาสายพันธุ์ไทย อาทิ ปลาไหล ปลาหมอ เต่า กบ หอยโข่ง ฯลฯ เพื่อเป็นการสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศ

ที่ผ่านมาการปล่อยปลาถือเป็นอีกกิจกรรมที่ได้รับความนิยมสำหรับการเสริมดวงชะตาและสะเดาะเคราะห์ แต่ก็มีปลาบางชนิดที่ถูกนำมาปล่อยด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะเป็นปลาสายพันธุ์ต่างถิ่น นั่นก็คือ ปลาซัคเกอร์หรือปลาเทศบาล ที่เรารู้จักกันดี เนื่องจากปลาชนิดนี้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ แถมยังทำให้เกิดผลกระทบต่อพันธุ์ปลาพื้นเมืองของไทยโดยตรง จนทำให้ปลาพื้นเมืองของไทยบางชนิดอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงสูญพันธุ์ ดังนั้นก่อนที่เราจะเลือกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเราก็ควรศึกษากันให้ดีเสียก่อนว่าเราควรจะเลือกปล่อยสัตว์น้ำชนิดไหน และบริเวณไหนดี เพื่อที่ผู้ใจบุญทั้งหลายจะได้มั่นใจได้ว่าการทำบุญครั้งนี้เราจะได้บุญ... และไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำลายระบบนิเวศของประเทศ

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า การปล่อยสัตว์น้ำเพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่คนไทยเรานิยมทำเพื่อสะเดาะเคราะห์ หรือเพื่อสั่งสมบุญกุศลไว้ให้ตัวเอง การทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำโดยทั่วไปจะต้องคำนึงถึงความสมบูรณ์แข็งแรงของปลาและสิ่งแวดล้อมของสถานที่ที่จะนำไปปล่อยด้วย เนื่องจากสัตว์น้ำแต่ละชนิดมีนิสัยความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสรอดของปลาและสัตว์น้ำที่ผู้ใจบุญทั้งหลายนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ทางกรมประมงจึงขอแนะนำวิธีเลือกพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสถานที่จะปล่อยสัตว์น้ำ ดังนี้

 1.ปลาช่อน/ปลาดุก...ควรปล่อยให้ลำคลอง หนอง บึง ที่มีน้ำไหลไม่แรงมาก มีกอหญ้าอยู่ริมตลิ่งบ้าง และน้ำควรเป็นน้ำสะอาด

 2.เต่า...ควรเลือกปล่อยในสถานที่ที่มีตลิ่ง สามารถให้เต่าขึ้นมาผึ่งแดดได้ เนื่องจากเต่าต้องการให้ปลิงที่ติดอยู่ตามตัวนั้นหลุดออก น้ำที่ปล่อยนั้นก็ไม่ควรจะไหลเชี่ยวจนเกินไป

 3.ปลาไหล...ควรปล่อยลงในแม่น้ำ ห้วยหนอง คลองบึง ท้องนา หรือร่องสวน บริเวณที่มีดินเฉอะแฉะ และกระแสน้ำไหลไม่แรงมาก เนื่องจากปลาไหลชอบขุดรูเพื่ออยู่อาศัย

 4.กบ...สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่ชื้นแฉะ ดังนั้น ไม่ควรปล่อยลงแม่น้ำ ควรหาที่นา หรือคลองที่เป็นธรรมชาติ มีกอหญ้าหรือไม้น้ำจะดีกว่า เพราะกบก็จะใช้เป็นที่อยู่อาศัย และยังเป็นที่อยู่ของแมลง ซึ่งเป็นอาหารของกบอีกด้วย

 5.ปลาสวาย/ปลาบึก/ปลาตะเพียน...ควรปล่อยลงในแม่น้ำ คลองที่มีระดับน้ำลึกและกระแสน้ำไหลแรง เพราะปลาเหล่านี้เมื่อโตเต็มที่ เป็นปลาที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่กว้างในการดำรงชีวิต

 6.ให้คำนึงถึงคุณภาพของน้ำด้วย โดยก่อนปล่อยสัตว์น้ำ ควรสังเกตสีน้ำในแหล่งที่ปล่อยต้องมีสีไม่ดำ หรือเขียวเข้มจัด เพราะเป็นน้ำที่มีออกซิเจนต่ำ หากปล่อยลงไปจะทำให้สัตว์น้ำอยู่ไม่ได้

 7.การปล่อยสัตว์น้ำต้องพิจารณาถึงคุณภาพของสัตว์น้ำที่ปล่อยด้วย ควรเป็นสัตว์น้ำที่มีสุขภาพดี สมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแผลตามลำตัว หากปล่อยสัตว์น้ำที่เป็นโรคลงไปในแหล่งน้ำ จะเป็นการแพร่ขยายเชื้อโรคสู่ธรรมชาติ

 8.เวลาปล่อยสัตว์น้ำควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด เพราะหากปล่อยสัตว์น้ำในที่มีแสงแดดจัด อาจทำให้สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน

การปล่อยปลาหรือสัตว์น้ำเพื่อสร้างบุญกุศล และเสริมดวงชะตาตามความเชื่อนั้น ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องปล่อยที่วัดเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเราปล่อยสัตว์น้ำบางชนิดที่ไม่สามารถอาศัยอยู่บริเวณหน้าวัด สุดท้ายมันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ เราควรที่จะเลือกสถานที่ที่เมื่อเราปล่อยสัตว์น้ำเหล่านั้นไปแล้วจะสามารถดำรงชีวิตอยู่บริเวณสถานที่นั้นๆ ได้ ตามที่ได้แนะนำไว้ข้างต้น อธิบดีกรมประมงกล่าว

สงกรานต์ปีนี้ทางกรมประมงจึงขอความร่วมมือให้เลิกปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติ และให้หันมาปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแทน นอกจากจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้บุญอย่างแน่นอน เพราะการปล่อยสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยถือเป็นการช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ด้านประมงให้กับประเทศอีกทางหนึ่งด้วย


Thursday, June 16, 2016

บทสวดป้องกันภัยจากผู้มาปองร้าย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (สวด 3 จบ)

อิ ติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธภะคะวาติ(พุทธคุณ)
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วัญญูหีติ(อ่านว่า วิญญูฮีติ) (ธรรมคุณ)
สุ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

สัพเพ สัตตา อะเวราโหนตุ อัพภยาปัชฌา โหนตุ อะนีฆาโหนตุ สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ (เมตตา)
สัพเพ สัตตา สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ (กรุณา)
สัพเพ สัตตา ลัทธะสัมปัตติโต มา วิคัจฉันตุ (มุทิตา)
สัพเพ สัตตา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปฏิสสะระณา ยัง กัมมัง
กริสสันติ กัลญาณัง วา ปาปะกังวา ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ (อุเบกขา)


โย ทัณเฑนะ อทัณเฑสุ อัปปะทฎเฐสุ ทุสสะติ ทะสันนะมัญญัตตะรัง ฐานัง ขิปปะเมวะ นิคัจฉะติ
เวทะนัง ผะรุสัง ชานิง สะรีสัสสะวะ เภทะนัง คะรุกัง วาปิอาพาธัง จิตตักเขปัง วะปาปุเณ
ราชะโต วา อุปะสัคคัง อัพภักขาณัง วะ ทารุณัง ปะริกขะยัง วะ ญาตีนัง โภคานัง วะ ปะภังคุณัง
อะถะวาสสะ อะคะรานิ อัคคิ ฑะหะติ ปาวะโก กายัสสะ เภทา ทุปปัญโญ นิระสัง โส อุปะปัชชติฯ
หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว ขะยะ วะยะ ธัมมา สังขารา อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถาติ
 

อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจาฯ
อุทิฎฐัง โข เตนะ ภะคะวะตา ชานะตา ปัสสะตา อะระหะตา สัมมาสัพพุทเธนะ โอวาทะ
ปาติโมกขัง ตีหิ คาถาหิ ปะระมังตะโป ตีติกขา นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา นะ หิ
ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา สจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนังฯ อนูปะวาโท อนูปะฆาโต
ปาฎิโมกเข จะ สังวะโร มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง ปันตันจะ สะยะนาสะนัง
อะธิจิตเต จะอาโยโค เอตัง พุทธานะสาสะนันติฯ


Tuesday, March 1, 2016

ฮ่องเต้ผู้ทำลายพระพุทธศาสนา

ในบทความนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึง “พิบัติภัยแห่ง 3 อู่ 1 จง" ที่วันนี้ นสพ.หนึ่งนำบทความมาลง ซึ่งในบทความกล่าวว่าเพราะพระภิกษุ ภิกษุณี ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเกินไป จึงนำมาสู่การถูกทำลายเพื่อปฏิรูปศาสนาให้ถูกต้อง อ่านแล้วชวนให้สงสัยว่าจริงอย่างที่อ้างหรือไม่อย่างไร จึงเข้าค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และมาเล่าให้เพือนๆกัลยาณมิตรได้ทัศนากันครับ

ขอแนะนำให้รู้จักผู้ที่กวาดล้างศาสนาพุทธในจีน ทั้ง 4 องค์นี่ก่อน



1. ฮ่องเต้เป่ยเว่ยไท่อู่ตี้แห่งแคว้นเว่ยเหนือ(เผ่าซุงหนู) (ค.ศ. 408-452) ฝักใฝ่นักพรตลัทธิเต๋า ประกาศลัทธิเต๋าเป็นศาสนาประจำแคว้น สร้างพระราชวังสูงเสียดฟ้าเพื่อไปให้ถึงสวรรค์ และเชื่อคำยุยงจากนักพรตและขันทีว่า พระภิกษุแอบก่อกบฏ และสร้างหลักฐานเท็จด้วยการใส่อาวุธไว้ในวัดต่างๆในเมืองฉางอัน ฮ่องเต้หลงเชื่อและสั่งฆ่าพระ เผาวัดทุกแห่ง ในอาณาจักร
Quote :“นับแต่ข้าล้างบางพุทธศาสนา ราษฎรได้ลดภาระ ธัญญาหารและแพรพรรณในเสบียงคลังก็เพิ่มพูน”
ต่อมารัชสมัยนั้นมีแต่การแก่งแย่งชิงดี สุดท้ายฮ่องเต้ถูกลอบสังหารโดยขันทีคนสนิท
และองค์ชายผู้เป็นพุทธศาสนิกชนได้ขึ้นครองราชย์
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Taiwu_of_Northern_Wei

เป่ยโจวอู่ตี้


2. ฮ่องเต้เป่ยโจวอู่ตี้ แห่งแคว้นโจวเหนือ (ค.ศ. 543-578) ผู้ทะเยอทะยานในการรวมจีนเป็นหนึ่ง ทรงโปรดปรานนักคิดขงจื๊อ หลังจากที่นักพรตเต๋า และพระภิกษุ แพ้การดีเบตหน้าพระพักตร์ จึงแบนลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธไปพร้อมๆกันทั้งอาณาจักร ด้วยทรงอ้างว่านักบวชมีชีวิตฟุ้งเฟ้อ และบังคับนักพรต และพระภิกษุต้องสึกออกไปเป็นทหาร เพื่อออกรบรวมชาติ
Quote :เป่ยโจวอู่ตี้เคยถูกข่มขู่ว่า “ฝ่าบาทห้ามเผยแผ่พุทธศาสนาตายไปต้องตกนรก!” พระองค์ตอบกลับว่า “ขอแค่ให้ประชาชนมีสุข เรายินยอมตกนรกรับทรมานเอง!”
พระองค์สิ้นพระชนม์ด้วยอาการป่วยกระทันหันด้วยอายุเพียง 35 ปล่อยให้บัลลังก์ตกแก่ทายาทที่ไร้ความสามารถ สุดท้าย ถูกรัฐประหารด้วยมือของหยางเจียนผู้สมถะ ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์สุย ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถรวมจีนเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Wu_of_Northern_Zhou

ถังอู่จง


3. ฮ่องเต้ถังอู่จง(ค.ศ. 841-846) แห่งราชวงศ์ถัง (ร้อยกว่าปีหลังเหตุการณ์หยางกุ้ยเฟย) ทรงฝักใฝ่ลัทธิเต๋า และเชื่อว่าการยกเว้นภาษีพระภิกษุและภิกษุณีทำให้เป็นอภิสิทธิ์ชน ทั้งที่เป็นศาสนาต่างชาติ จึงมีราชโองการบังคับให้พระภิกษุและภิกษุณี รวมถึงบาทหลวงคริสต์นิกายเนสเธอเรียน และลัทธิโซโรอัสเตอร์ ยกทรัพย์สินให้ทางราชการ เว้นแต่จะลาออกไปเป็นฆราวาสและจ่ายภาษี และจำกัดให้วัดมีพระจำพรรษาได้ไม่เกิน 20 รูป เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้จำนวนพระภิกษุ ภิกษุณี ลดลงไปกว่า สองแสนรูป วัดวาอารามถูกทำลาย กว่า สี่พันแห่ง และสร้างมหาวิหารใหญ่โตหรูหราขึ้นมากมายเพื่อบูชาเทพเจ้าเต๋า
ความคลั่งไคล้อยากเป็นเซียนของฮ่องเต้ ทำให้ทรงใช้ชีวิตไปกับการเสพยาที่นักพรตเต๋าปรุงถวาย ฤทธิ์ยาทำให้ฮ่องเต้มีพระสติวิปลาสฟั่นเฟือน และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 31
หลังรัชสมัยของพระองค์ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชสมัยต่อมาของฮ่องเต้ถังซวนจง "ถังไท่จงน้อย"
https://en.wikipedia.org/wiki/Emperor_Wuzong_of_Tang

โฮ่วโจวซื่อจง

4.โฮ่วโจวซื่อจง (ค.ศ. 921-959) เป๋นอ๋องในยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (หลังสิ้นราชวงศ์ถัง) มีตำนานประกอบที่ไม่ชัดเจนในเชิงประวัติศาสตร์นักว่า ได้ทำลายวัดในพระพุทธศาสนาถึง 6000 แห่งเพื่อนำพระพุทธรูปไปหลอมเป็นเหรียญกษาปณ์
ภายหลังสิ้นพระชนม์ในสนามรบขณะ อายุ37 ทิ้งแคว้นไว้ในมือรัชทายาทอายุหกขวบ สุดท้าย อาณาจักรโฮ่วโจวก็ตกอยู่ในมือของ "เจ้ากวงยิ่น" หรือ ฮ่องเต้ซ่งไท่จู่ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นผู้เปิดโอกาสให้ทุกแนวคิดได้มีที่ยืนในสังคมจีนตลอดระยะเวลาของ ราชวงศ์
https://en.wikipedia.org/wiki/Chai_Rong
https://en.wikipedia.org/…/Four_Buddhist_Persecutions_in_Ch…


จากที่อ่านดูจากเรื่องราวของฮ่องเต้ทั้งสี่แล้ว มีข้อสังเกตดังนี้
1. มีถึงสามองค์ที่นับถือ ชื่นชอบ ลัทธิความเชื่อนอกพระพุทธศาสนา และอิทธิพลจากความเชื่อนั้น นำภัยมาสู่พระพุทธศาสนาอย่างรุนแรง
2. ผลที่ออกมาหลังจากนั้นก็ไม่มีผลดีต่อตนเองและอาณาจักรเลย
3. นโยบายต่อต้านพระพุทธศาสนาล้วนเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามในรัชสมัยต่อมาทั้งสิ้น

ที่นี้พอเห็นความจริงมากขึ้นไหมครับ ( เปิดวาป http://www.posttoday.com/life/life/418633)

‪#‎ศิยราย‬

Monday, February 29, 2016

เรื่องเล่าจากภูเขาควาย ตอนที่1: ผู้มีรู้มีญาณท่านรู้กัน และท่านทำงานเป็นเครือข่าย! (โดยนายรัชชุ)


ตอนที่1: ผู้มีรู้มีญาณท่านรู้กัน และท่านทำงานเป็นเครือข่าย!


พุทธศักราช 2559 : ผมอยากจะบันทึกความทรงจำนี้ไว้ ก่อนที่มันจะตายไปกับตัวผม ยิ่งในยุคที่บ้านเมืองมีแต่ผู้คนที่ไม่สนใจค้นหาความจริงของชีวิต และเริ่มคะนองมือคะนองเท้ากับผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อีกอย่าง เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้รักพระพุทธศาสนาทุกท่านครับ

 

เมื่อประมาณ2ปีที่แล้ว บังเอิญเหลือเกินที่ผมได้มีโอกาสสนทนากับพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านเป็นพระมหา ปธ.7 พื้นเพเป็นคนอีสาน คนบ้านเดียวกัน แต่ขอสงวนนามนะครับ ซึ่งผมเชื่อสนิทใจว่าท่านเข้าถึงความสุข ความสว่างภายใน และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกพิเศษคือ องค์นี้แหละที่มีภารกิจให้พิเศษที่ "ภูเขาควาย" ฝั่ง สปป.ลาว
"ภูเขาควายแดนดินถิ่นลี้ลับ"
ภูเขาควายเป็นสถานที่ที่เป็นป่าลึกร้อนชื้น บางช่วงเป็นป่าดิบบางช่วงเป็นป่าเบญจพรรณ มีอาณาเขตติดต่อกับฝั่งไทยลาวเป็นเทือกเขาแนวยาวไปตลอด สามารถติดต่อไปทางจำปาศักดิ์ปากเซซึ่งเป็นเขตทางภาคใต้ของประเทศลาว อันมีสถานที่เลื่องชื่ออีกแห่งหนึ่งเรียกว่า "แก่งลีผี"
สถานที่ของภูเขาควายตลอดแนวไปจนถึงแก่งลีผีนี่เองที่เป็นตำนานเรื่อง เล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของป่าแถบนี้ นานมาแล้วสถานที่ดังกล่าวเป็นเขตรุกขมูลของพระธุดงค์จากทั้งไทยและลาวรวมไป ถึงพม่าและเขมร พระอาจารย์หลายท่านต่างพากันมาสำเร็จอภิญญาสมาบัติ ณ สถานที่แห่งนี้
แม้กระทั้งเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดรก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเล่าขานในภูเขาควาย!


เมื่อรู้ว่าท่านเป็นมาอย่างไร ผมก็ถามตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นสิครับ ปกติพอมีความรู้ธรรมะอยู่บ้าง แต่เป็นภาคปริยัติ พอมาเจอคนที่ปฏิบัติ-ปฏิเวธ จึงอดไม่ได้ที่จะหาคำตอบตั้งแต่เรื่องภูติ ผี ปีศาจ จนถึงเรื่อง "พระผู้สำเร็จ" หรือ "พระบังบด" ที่คนอีสานเก่าๆแก่ๆรู้จักกันดี

ทำไมถึงถามเรื่องนี้เหรอครับ ก็เพราะท่านเคยเจอไงครับ แต่ไม่ได้เจอธรรมดานะครับ แต่เจอเป็นประจำ ได้สนทนาธรรม ได้เรียนวิชาด้วย ซึ่งการจะได้เจอไม่ใช่เรื่องง่าย คนธรรมดาขึ้นภูเขาควายไปก็ไม่ได้เจอหรอกครับ และผมก็เชื่ออีกแหละว่าท่านคงมีสายบุญร่วมกันมา
 
พระผู้สำเร็จ ท่านตั้งความปรารถนา จะมีอายุยืนยาวเพื่อไปฟังธรรมกับพระพุทธเจ้าพระองค์หน้า แล้วหมดกิเลสเข้านิพพาน ทุกวันนี้ท่านตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ตามหลักวิชาของท่าน อายุก็มีตั้งแต่หลักร้อย จนเกือบหลักพัน แต่ถ้าถามว่าท่านหมดก็เลสหรือยัง ผมก็เดาว่า อาจจะยัง (ถ้าหมดก็นิพพานแล้วสิ) อารมณ์แบบ ถ้าอภิญญา6 ท่านคงได้อภิญญา5 เหลือญาณข้อสุดท้าย แต่ถ้าถามว่าพระบังบดมีฤทธิ์ไหม มีสิครับ ท่านเหาะเหินเดินอากาศได้ หายตัวได้ แว๊บไปแว๊บมาได้ อ่านใจได้ ฯลฯ เป็นเนื้อนาบุญอย่างดีเชียวล่ะ โดยพระรูปที่ผมคุยด้วยนี้ ท่านอธิบายว่า พระบังบดนั้น ท่านทำใจว่างเปล่าเหมือนอากาศ เมื่อใจเบา กายก็เบา เลยแว๊บไปไหนมาไหนได้เหมือนลมพัด

ย้อนไปเล่าชีวิตของพระอาจารย์รูปนี้ สมัยเด็ก ท่านค่อยข้างเจอประสบการณ์แปลกๆ คือ เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น เช่น ท่านนั่งเล่นอยู่แคร่หน้าบ้าน (ภาษาอีสานเรียกเตียง) ท่านเห็นคนกลุ่มหนึ่ง เดินออกจากต้นมะกอกใหญ่ เขาคุยกันทำนองว่า เคยทำบุญอะไรมา อารมณ์แบบชมกันไปชมกันมาว่าบุญเยอะนะ แล้วก็หันมาชมเด็กชายคนที่ไม่รู้เรื่องคนนี้ว่า "ท่านน่ะบุญเยอะ เราเห็นแสงสว่างในตัวท่าน"

และมีอยู่วันหนึ่ง เด็กชายคนนี้ไปทุ่งนา เจอวัวที่ชาวบ้านเขาล่ามอยู่ แต่สิ่งที่ท่านเห็นไม่ใช่วัว แต่เป็นคนๆหนึ่งกำลังกินหญ้า! เด็กคนนี้ก็หลุดปากไปสอนคนในร่างวัวว่า ที่เป็นแบบนี้เพราะทำบาปมา คนๆนั้นก็ทำท่าโกรธ แล้วหน้าก็เปลี่ยนจากคนเป็นวัว แล้วก็วิ่งไล่ท่าน.. วิ่งหนีสิครับรอใครมาตัดริบบิ้นล่ะ
 
วันที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงก็เริ่มมาถึง เด็กชายคนนี้ นอนเล่นอยู่ที่เถียงนาน้อย(กระท่อมกลางนา)ตามปกติ เผลอหลับไปแล้วฝันเห็นแม่ชีรูปร่างผอม แต่นัยตาเด็ดเดี่ยวแฝงด้วยความอ่อนโยน แม่ชีมาบอกให้เด็กชายคนนี้ จำคำๆหนึ่งไว้ให้มั่น อย่าลืม พอตื่นขึ้นมา เขาจำ3พยางค์นี้อย่างขึ้นใจ โดยไม่เข้าใจความหมาย และไม่รู้ว่าคืออะไร


ต่อมา เด็กน้อยคนนี้ มีโอกาสได้บวชเณรอยู่วัดใกล้บ้าน เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ พระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่คนในบ้านของท่านเคารพศรัทธา เพราะเหมือนว่าโยมพ่อโยมแม่ของท่านถวายลูกชายให้กับพุทธศาสนา ตัวท่านเองก็รักและผูกพันธ์กับหลวงพ่อ อยากจะปฏิบัติดูแลท่าน แต่หลวงพ่อเจ้าอาวาสเคยกล่าวกับท่านว่า "หลวงพ่อแค่ดูแลเณรในเบื้องต้น เพราะครูบาอาจารย์เณรเอามาฝากไว้!" คำๆนี้ ส่วนตัวผมชอบมากครับ ได้ยินแล้วขนลุก เพราะไม่นึกว่าพระที่อยู่ห่างกันเป็นหลายร้อยกิโลเมตร และไม่รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ท่านจะมีวิธีการทำงานสืบทอดพระศาสนาที่น่ารักแบบนี้ ก็คงแสดงว่าการสื่อสารทางจิตนี่มีจริงๆ และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเครือข่ายจริงๆ (ลองนึกถึงปัญหาเรื่องราวในวงการศาสนาตอนนี้ดูสิครับ ว่าผู้มีรู้มีญาณท่านทราบไหม และท่านจะช่วยกันแก้ไขอย่างไร)

มีวันหนึ่ง เหล่าเณรน้อยในวัด ช่วยกันทำความสะอาดแท็งค์น้ำของวัด และทาสีใหม่ เณรรูปนี้ อาสาเข้าไปทาสีในแท็งค์น้ำที่นอนตะแคงอยู่ แต่ด้วยฤทธิ์ของสารระเหย ทำให้ท่านวูบจะหมดสติ และน้ำลายไหลยืด เณรรูปอื่นๆพากันหัวเราะ เพราะนึกว่าท่านแกล้งเล่น ก่อนที่ท่านจะวูบหมดสติจริงๆ แต่การหมดสติครั้งนี้ ท่านเหมือนหลุดออกมาจากกายหยาบ มายืนมองตัวเองนอนนำ้ลายยืดด้วยความมึนคง และยังเห็นเพื่อนๆสามเณรยืนหัวเราะอยู่เหมือนเดิม แต่ทันใด! เณรน้อยมองเห็นพระหนุ่มรูปงามรูปหนึ่ง บอกว่า "ให้มุดเข้าไปตรงแสงสว่างกลางท้อง" เณรก็งง แต่ก็ทำตาม ท่านเล่าว่า ความรู้สึกเหมือนมุดท่อ ชั่วอึดใจรู้สึกตัวอีกทีกลับเข้าร่างตัวเองแล้ว พอได้สติกลับคืนมาก็ถามหาว่าพระรูปนั้นหายไปไหน แต่ก็ไม่มีใครเห็นเหมือนเณร ทว่า เณรจำหน้าท่านได้ไม่ลืม

ต่อมา มีเสียงประกาศทางวิทยุ ระบุว่า วัดแห่งหนึ่งแถวชานกรุงเทพฯ รับสมัครสามเณร เพื่อไปศึกษาต่อ เป็นเสียงที่พระอาจารย์ได้ยินเมื่อราว 30 ปีก่อน  จากเณรต่างจังหวัดแห่งหนึ่งทางอีสาน เข้ามาสู่สถานที่ที่มีชื่อเดียวกันกับคำที่แม่ชีบอกให้ท่านจำไว้ และได้พบกับเจ้าอาวาส รูปเดียวกันกับที่บอกให้ท่านมุดเข้ากลางท้อง ณ ข้างแท็งค์น้ำ...



 
ติดตาม เรื่องเล่าจากภูเขาควาย

ตอนที่ 2 : ภารกิจจีวรเปลือกไม้ของประธานสงฆ์ และ ลานหินที่จอดเครื่องบินได้ แต่ลงจอดไม่ได้?

ตอนที่ 3 : หินผุดเป็นครั้งที่2 ต่อจากสมัยหลวงปู่มั่น และ ส้มโอถวายพระธุดงค์?










**** 
รัชชุ